บทที่ 16
ตะขาบอัสนี
หมีอสูรกลุ่มใหญ่กำลังอยู่บริเวณด้านหน้า ในขณะที่พวกมันกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ ตะขาบสีดำทองพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
สายฟ้าปลดปล่อยออกมาจากขาของมันฟาดฟันใส่ร่างกายของหมีอสูรอย่างง่าย มีอสูรที่อยู่บริเวณด้านหน้าหลาย 10 ตัวโดนสังหารในพริบตา
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วการโจมตีที่รุนแรง นี่คือความสามารถของตะขาบอัสนี
ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของหมาป่าทมิฬดวงตาเบิกขว้าง หลังจากที่ได้ทำการหลอมรวมขอบเขตของตนเองและสร้างตะขาบอัสนีขึ้นมา
เขาต้องพักฟื้นร่างกายหลายชั่วยามเลยกว่าที่จะสามารถกลับคืนมาอยู่ในสภาพพร้อมได้
แต่ในตอนนี้ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วเมื่อออกมารองพลังของเ้าสัตว์อสูรตนนี้ ลู่เฟิ่งถึงกับประหลาดใจในความสามารถของมัน
ตะขาบอัสนีสามารถเคลื่อนไหวด้วยรวดเร็วไม่เพียงพอ ด้วยมันเป็สัตว์เลื้อยคลานการเคลื่อนไหวของมันจึงอิสระเป็อย่างมาก
ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสามารถปลดปล่อยสายฟ้าออกมาจากร่างกายของมันได้ ตอนที่มันทำการโจมตีมันได้แปรเปลี่ยนสายฟ้าพวกนั้นให้กลายเป็ของแหลมคม
ความแหลมคมของมันไม่ได้แพ้กระบี่ชั้นยอดเลย เพราะแบบนั้นเพียงแค่เคลื่อนไหวผ่านสายฟ้าพวกนั้นก็ทิ่มแทงหมีอสูรให้ตายได้ในพริบตา
“ ยอดไปเลยแฮะความสามารถระดับนี้ ”
“ สมกับเป็สัตว์อสูรที่จะสามารถพัฒนาไปถึงขอบเขตของสัตว์อสูรระดับราชันได้ ”
“ ถึงแม้ว่ามันจะยังโตไม่เต็มวัยแต่ในตอนนี้มันก็อยู่ในระดับคุณพ่น 8 ดาว ”
“ ด้วยความสามารถของมันขนาดนี้สังหารหมีอสูรได้อย่างง่ายดาย ” ลู่เฟิ่งชื่นชมในความสามารถของมัน
การโจมตีอย่างอิสระและก็ความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ ทำให้พวกมันได้เปรียบคู่ต่อสู้เป็อย่างมาก
และไม่เพียงเท่านั้นเมื่อกล่าวได้ว่าเป็สัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษ ตะขาบอัสนีเองก็มีพิษเช่นเดียวกัน มันสามารถใช้พิษของมันโจมตีได้
เพียงแต่ว่าสำหรับเ้าสัตว์อสูรพวกนี้มันไม่ได้เป็คู่มือเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ทำการเคลื่อนที่เราใช้การโจมตีจากสายฟ้า
มันก็ทำให้พวกหมีอสูรพวกนั้นพากันล้มตายอย่างง่ายดายแล้ว หลังจากที่สังหารฝูงมีอสูรพวกเงินได้สำเร็จ
“ เหลือเวลาอีก 1 เดือนนิดๆก็จำเป็จะต้องกลับไป ”
“ ต้องรีบเก็บเกี่ยวให้รวดเร็วที่สุดส่วนเื่พลังของข้าถ้าจะให้ไม่เป็ที่น่าสงสัยก็จำเป็จะต้อง น่าจะสักประมาณขอบเขตรวมพลังระดับตน ”
ลู่เฟิ่งลองคิดคำนวณดูแล้วคิดว่าตนเองน่าจะสามารถสร้างสัตว์อสูรได้อีกตัวนึง เพื่อที่ว่าจะให้พลังของตนเองนั้นไม่เป็ที่น่าสงสัยเกินไป
ลู่เฟิ่งรู้ดีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจึงอยู่ที่ว่าผู้คนจะเรียกตัวของเขาว่าเป็อัจฉริย ทว่า…มันเองก็จะไม่มีใช่เพียงแค่คำว่าอัจฉริยะเท่านั้นที่จะมาหาตัวของเขา
สายตามากมายเองก็จะจับจ้อง ผู้คนมากมายจะตั้งข้อสงสัยกับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ลู่เฟิ่งจึงรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองนั้นควรจะทำ
มันคือการที่ตัวของเขานั้นจำเป็จะต้องพัฒนาให้มันอยู่ในระดับที่สมควร ไม่ช้าเกินไปแต่ก็ไม่รวดเร็วเกินไปจนเป็ไปไม่ได้
ไม่เช่นนั้นผู้คนมากมายจะพากันตั้งข้อสงสัย ลู่เฟิ่งรู้ดีสถานะของตนเองในตอนนี้ยังเป็องค์ชายที่อยู่ภายในตำหนักบ่มเพาะ
ถ้าเกิดว่าโดดเด่นเกินไปบางทีอาจจะมีคนที่มุ่งร้าย สำหรับประสบการณ์ที่เคยผ่านมาแล้วรู้ดีว่าภายในวังหลังมันไม่ต่างจากสนามรบเลย
เหตุการณ์ที่เคยโดนแทงข้างหลังและทำให้ตนเองนั้นตาย มันเองก็มีคนจากภายในวังที่มุ่งร้ายมาถึงตัวของเขาเช่นเดียวกัน
ตัวของเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป แม้ว่าจะสามารถสร้างสรรค์อสูรพวกนี้ขึ้นมาได้แล้ว แต่ว่าถ้าเกิดมีคนมุ่งร้ายจริงๆ
ยอดฝีมือที่ถูกส่งมาจะต้องเป็ขอบเขตระดับสูงกว่าอย่างแน่นอน ลู่เฟิ่งจะไม่ทำพลาดเหมือนชีวิตก่อนตัวของเขาจะไม่ไว้ใจใครมากเกินไป
“ ไม่เพียงเท่านั้นต้องทำบางอย่างกับร่างกายนี้ด้วย ”
“ เป้าหมายในตอนนี้ข้าเริ่มทำอะไรได้ด้วยตนเองแล้ว ”
“ สามารถสังหารจัดประชุมได้การพัฒนาสัตว์อสูรก็ไม่ใช่เื่ที่ยากลำบากแล้วเพราะมีสัตว์อสูรระดับขุนพลถึง 3 ตัวอยู่ใต้บัญชา”
“ เพราะแบบนั้นสิ่งที่ควรจะทำต่อจากนี้ก็คงจะเป็พิษ… ”
“ ในชีวิตก่อนตัวของข้าที่พลาดท่าเช่นนั้นเพราะว่าโดนพิษเข้าไป เ้าคนพวกนั้นลักลอบบางอย่างพิษใส่ข้า ”
“ เ้าพิษนั่นมันสกัดตันเถียนลมปราณเลยทำให้ไม่สามารถเรียกสัตว์อสูรออกมาได้ ”
“ มันเลยทำให้ตัวของข้าไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป อีกครั้งลมปราณเองก็โดนสกัดเอาไว้เลยโดนสังหารได้อย่างง่ายดาย ”
“ ข้าจำเป็แล้วต้องทำให้ร่างกายนี้ทนทานต่อพิษทั้งหมด ” หลังจากประสบการณ์ชีวิตก่อนที่ลู่เฟิ่งเคยผ่านมา
มันก็สร้างบทเรียนให้กับเขาเอาไว้หลายบทเรียนเลยทีเดียว ความผิดพลาดภายในชีวิตก่อนที่ทำให้ตัวของเขาต้องตาย
มันไม่ใช่คนที่มีฝีมือสูงส่ง หรือว่ามันก็ไม่ใช่คนที่มีทักษะที่เยี่ยมยอด แต่มันเป็สิ่งที่อันตรายอย่างเช่นพิษ
ลู่เฟิ่งที่ตระหนักรู้ถึงความอ่อนแอในด้านนั้นของร่างกายตนเอง ลู่เฟิ่งจึงคิดจะสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายนี้
ถ้าเกิดว่าร่างกายนี้ไม่สามารถทนทานต่อพิษได้ มันก็เทียบเท่ากับว่าตัวของเขานั้นยังมีจุดอ่อนอยู่
“ ถ้าเกิดว่าอยากจะต้านทานพิษได้แล้วก็”
“ ก็จำเป็ต้องเอาพิษพวกนั้นเข้ามาใส่ร่างกายก่อน ”
“ เมื่อก่อนตัวของข้าเองก็เคยมีสหายที่เชี่ยวชาญในด้านพิษอยู่ ”
“ เขาบอกว่าการที่จะสามารถต้านทานพิษได้อย่างสมบูรณ์แบบจำเป็จะต้องทำให้ร่างกายนั้นซึมซับสิ่งที่เรียกว่าพิษได้ ”
“ คงจำเป็จะต้องลองเริ่มจากพิษที่ร่างกายสามารถต้านทานได้ก่อน ” ลู่เฟิ่งเริ่มเตรียมตัว ในตอนนี้ตัวของเขาคิดแผนการที่ตนเองนั้นจะทำต่อจากนี้เอาไว้มากมาย
เพื่อที่ว่าตนเองนั้นจะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนชีวิตก่อนหน้านี้อีก ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ดวงตาของเขากวาดไปมองรอบๆร่างกายของตนเอง “ สถานที่แห่งนี้คือหุบเขาอสูรสายหมอก ”
“ ถ้าแบบนั้นก็จำเป็จะต้องเดินทางเข้าไปลึกกว่านี้อีกสักนิดนึงก็อาจจะเจอ ”
ลู่เฟิ่งได้เดินทางลึกเข้าไปภายในป่าอีกสักพัก หลังจากที่เดินทางเข้าไปในส่วนลึกขึ้นสัตว์อสูรที่อยู่ด้านในก็ย่อมมีระดับที่สูงขึ้นด้วย
“ เจอแล้วเ้านั่น.. ” ลู่เฟิ่งเจอเป้าหมายของตนเองเรียบร้อยแล้ว
เ้าสิ่งที่มันอยู่บริเวณพื้นเ้านั่นมันคือคางคก คางคกที่เป็สัตว์อสูร
“ คางคกลายเหลือง มันเป็คางคกชนิดพิเศษที่เป็สัตว์อสูรระดับทั่วไปที่มีดาวอยู่ประมาณ 3 ดาวเป็สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ”
“ แต่ว่าน้ำลายของมันมีพิษเ้าพิษนี่น่าจะเป็พิษแรกที่ตัวของข้าควรจะเริ่มดูดซับมัน ” ลู่เฟิ่งเริ่มทำการจับเ้าสัตว์อสูรตนนั้นและก็นำเอาน้ำลายของมันออกมา
แน่นอนว่าสามารถใช้น้ำลายของมันในการเพิ่มภูมิต้านทานพิษให้กับร่างกายของตนเองได้
หลังจากนั้นลู่เฟิ่งก็กลับมาที่ถ้ำที่เป็ที่พักของตนเองและก็เตรียมพร้อมจะเริ่มทำการทดสอบของตนเองที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
จบบท