บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ผู้ชายหน้าคล้ายคนที่ฉันรู้จักนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉันอย่างพอดิบพอดีสายตาเ้าเล่ห์มองฉันด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแอบแฝง
“ไม่ได้เจอกันนานพอสมควรเลยนะ”เสียงเ้าเล่ห์ของผู้ชายตรงหน้าฉันพูดขึ้นมาพร้อมเพ่งสายตามองมาที่ฉันอย่างตั้งใจ
“คะ? บอสเคยเจอหน้าแพร มาก่อนเหรอคะ”ฉันทำใจแข็งสู้ถามกลับไปด้วยเสียงกุกกักเพราะความประหม่า
“จำผมไม่ได้จริงๆ เหรอ”เขาถามย้ำกลับมาท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองเราสองคนเป็ตาเดียวกันด้วยความแปลกใจ
“แพรไม่คุ้นหน้าบอสเลยค่ะบอสคงจะจำคนผิด” ฉันแสร้งทำเป็ยิ้มละมุนตอบเขากลับอย่างนอบน้อมตามแต่ดูเหมือนว่าคำตอบนั้นจะทำให้เขาเกิดความไม่พึงพอใจอย่างมากสีหน้าจากที่ยิ้มกรุ้มกริ่มก็เริ่มเปลี่ยนเป็นิ่งเฉย ก่อนจะยกแก้วไวน์ตรงหน้ากระดกลงลำคอราวกับเทน้ำ
ปึก!!!
เสียงแก้วไวน์ที่เขายกดื่มจนหมดถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังขึ้นมาบ่งบอกถึงอารมณ์ของเขาที่กำลังรู้สึกไม่พอใจอย่างมากทุกคนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะอาหารต้องสะดุ้งตามเสียงแก้วที่วางลงนั้นไปตามกัน
และดูเหมือนเขาจะไม่ได้แคร์คำตอบของฉันยังคงยืนกรานว่ารู้จักฉันเหมือนเดิมด้วยการแสดงออกทางคำพูดที่ทำเหมือนรู้จักฉันมานานแล้ว
“ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะอะไรทำไมไม่บอกผมก่อน รู้มั้ยว่าผมแทบจะบ้า” บอสเอ่ยคำถามออกมาด้วยเสียงดุเข้ม
“แพรมาหางานทำ ก็เท่านั้นเองค่ะ”ฉันตอบหน้าตาเฉยด้วยความสุภาพตามมารยาทของเ้านายและลูกน้อง
ไม่ใช่เขาแทบจะบ้านะแต่เขาบ้าไปแล้วต่างหากล่ะ ถ้าเขาคือ ปกป้องคนที่ฉันรู้จักฉันมากกว่ามั้ยที่เป็ฝ่ายสมควรถามว่าทำไมเขาถึงไม่บอกฉันเลยว่าเขาหายไปไหนคนที่แทบบ้าคือฉันคนนี้ต่างหากแทบบ้าจนต้องหนีมาอยู่ที่อื่นเพื่ออยากลบภาพความทรงจำแต่เวรกรรมคงทำให้ได้กลับมาพบเขาในภาพของหนุ่มนักธุรกิจโปรไฟล์ดี
“ฉันว่าบอสคงจะจำคนผิดแล้วค่ะ”ฉันบอกด้วยเสียงปกติยิ้มมุมปากเล็กน้อยและไม่สบสายตามองไปที่เขาด้วยการเลือกมองเลยผ่านเขาไปแทน
“เอ่อ เอ๋ว่าคงจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่แต่เราทานอาหารกันต่อดีกว่ามั้ยคะ” หัวหน้าของฉันพูดแทรกตัดบทขึ้นมาด้วยน้ำเสียงงุนงงพลางหัวเราะกลบเกลื่อน
“ค่ะ”ฉันตอบรับและหันหน้าไปส่งยิ้มให้หัวหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งทางขวามือของฉัน
เขานั่งเงียบไม่ต่อความยาวกลับมามือข้างหนึ่งของเขาจับแก้วไวน์เอาไว้แน่น แต่สายตาก็ไม่วายจ้องมองฉันอย่างน่ากลัว
“เมนูนี้คุณชอบทานไม่ใช่เหรอผมเป็คนเลือกสั่งไว้เอง ลองทานดูสิว่าอร่อยเหมือนร้านประจำของเราหรือเปล่า”เขาปล่อยมือจากแก้วไวน์ที่จับอยู่ย้ายมือมาหยิบช้อนกลางตักกับข้าวเมนูกุ้งผัดไข่เค็มใส่จานข้าวของฉัน จริงๆมันคือเมนูโปรดของฉันอย่างที่เขาบอกนั่นแหละถึงแม้ตอนนี้ทุกคนจะต่างพากันสงสัยแปลกใจและมีคำถามมากมายแต่พวกเขาก็ทำได้เพียงเสมือนว่าไม่ได้สนใจเราสองคนในตอนนี้
“เปล่าค่ะ แพรไม่ได้ชอบทานและไม่เคยทานด้วย แต่จะลองชิมนะคะ ขอบคุณบอสมากค่ะ”ฉันตอบเสียงสุภาพด้วยประโยคที่พยายามจะยืนยันว่าฉันไม่เคยรู้จักเขามาก่อน
คิดอะไรของเขาอยู่กันแน่ทั้งที่เขามีสิทธิ์จะทำเป็ไม่รู้จักฉันก็ได้แต่กลับมาแสดงตัวว่ารู้จักฉันเขาบ้าไปแล้วแน่นอน และหลังจากที่ทุกคนทานอาหารอิ่มงานเลี้ยงย่อมมีเวลาเลิกลาฉันเฝ้ารอเวลานี้จนแทบจะขาดใจ อยากแยกตัวออกไปจากที่ตรงนี้เสียเกินจะทนไหวแล้ว
“ขอบคุณพี่ๆทุกคนมากเลยนะคะสำหรับการเลี้ยงต้อนรับแพรวันนี้อาหารอร่อยมากและแพรมีความสุขมากค่ะ”ฉันกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ที่ทำงานทุกคนเมื่อเดินออกมาถึงด้านหน้าของร้านอาหารและกำลังจะเตรียมตัวแยกย้ายกันรวมถึงเขาก็เดินออกมาพร้อมกับพวกเราด้วยเหมือนกัน
“จ้ะต้องขอบคุณบอสของพวกเรามากกว่าเพราะอาหารมื้อนี้บอสเป็เ้ามือทั้งหมดเลย”หัวหน้าของฉันพูดพร้อมส่งสายตาอ่อนน้อมมองไปที่ผู้ชายร่างสูงเขายืนหน้านิ่งเหมือนไม่สนใจเสียงพูดคุยที่ดังอยู่ใกล้ตัวเองแล้วจะมายืนทำท่าทางหล่อตรงนี้ทำไม บ้าที่สุด
“งั้นเรากลับบ้านกันเถอะ”เสียงนิ่งสุขุมพูดพร้อมจับแขนฉันลากให้เดินไปกับเขา ยิ่งทำเอาทุกคนตกตะลึงกันจนตาค้างส่วนฉันเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวขาแทบจะก้าวไม่ทันแรงดึงจากมือหนาล่ำนั้น
“นี่คุณปล่อย ปล่อยฉันนะ อะไรของคุณหยุดเดี๋ยวนี้นะ” ฉันพูดเสียงดังพร้อมทั้งต้องสับขาเดินตามแรงดึงของเขาให้ทันทั้งพยายามแกะมือเขาออกจากแขนตัวเอง แต่มันกลับไม่เป็ผลเขาสนใจฟังและหยุดเดินกันซะที่ไหนล่ะจนกระทั่ง...
“ปกป้องหยุด!”เสียงฉันเรียกชื่อเขาดังลั่นด้วยความโกรธพร้อมแรงที่รวบรวมมาทั้งหมดสะบัดแขนออกจนหลุดจากฝ่ามือของเขาได้สำเร็จ
ผัวะ!
เสียงฝ่ามือของฉันที่เหวี่ยงไปสุดแรงกระทบลงที่แก้มของเขาเสียงดังขึ้นมาหน้าของฉันเริ่มชาด้วยความโมโหกรามทั้งสองข้างกำลังขบกันข่มอารมณ์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“นายเป็บ้าหรือยังไงคิดจะหายไปก็ไม่บอกลา อยู่ๆ มาทำแสดงตัวว่ารู้จักกัน ถามจริงเถอะนะนายป่วยหรือเปล่า” ฉันถามเขาด้วยเสียงโกรธและแววตาที่จ้องมองเขาไม่กะพริบคิ้วทั้งสองขมวดด้วยความไม่พอใจอย่างมาก
“ก็นี่ไง วันนี้เราเจอกันแล้วผมก็กำลังจะบอกคุณตอนนี้ไง”เสียงดังของเขาตอบกลับมาทำเหมือนกับตัวเองไม่มีความผิดอะไร
“เจอกันแล้ว และกำลังจะบอก บอกอะไรบอกลาน่ะเหรอ ถ้าจะบอกลาไม่ต้อง เพราะมันสายไปแล้วฉันลืมไปหมดทุกอย่างแล้วว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน”เสียงเ็าของฉันพูดกลับไปร่ายยาวด้วยความรู้สึกที่แอบเจ็บแปลบอยู่ในหัวใจ
“ไม่ใช่ ไปหาที่คุยกันก่อน”เสียงของเขาอ่อนลงพร้อมเอื้อมมือจะมาจับมือของฉันแต่ฉันขยับมือหนีออกห่างเขาได้ทัน
“ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอคนบ้าแบบคุณอีกถ้าฉันรู้ว่าจะได้เจอฉันคงไม่มาทำงานที่นี่”เสียงเนือยด้วยความผิดหวังของฉันบอกเขาออกไป “หึ เวรกรรมของฉันที่สุด”ฉันสบถคำพูดสนามอารมณ์ออกไปพร้อมส่ายหน้าไปมาเบาๆขณะที่ขาของฉันกำลังจะก้าวขยับเดินหนีเขาออกไป
“นี่ทำอะไรของนายอีกปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” เสียงร้องโวยวายของฉันพูดดังขึ้นด้วยความใเมื่อเขาอุ้มฉันขึ้นไว้ในระดับแผงอกของเขาแถมยังรัดตัวของฉันไว้จนแน่น
“ผมไม่ให้คุณไปไหนทั้งนั้นกลับไปคุยกับผมที่บ้านก่อนแพร”เสียงนิ่งสุขุมพูดในขณะที่กำลังอุ้มฉันเอาไว้และเดินตรงไปที่รถของเขาซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลมากนัก
***