อภินิหารมารฟ้า ภาคสอง

    บทที่ 11 บททดสอบแรก

    อากาศเย็นแทรกผ่านชั้นหินหนาเข้ามาหาเทียนฟาง ปลุกให้เด็กหนุ่มปลุกปลอบใจตัวเองก่อนที่จะเดินตรงไปยังผนังด้านหนึ่ง เขาทาบฝ่ามือไว้กับผนังหินที่ดูเรียบเนียนราวกับกระดาษ ก่อนจะค่อยๆ ปลดปล่อยพลังลมปราณเข้าไปยังผนังหินด้านนั้นอย่างช้าๆ ก็ที่เส้นอักขระรูปวงแหวนที่ทับซ้อนกันไปมาจะเริ่มเรืองแสงขึ้นทีละน้อย


    วงแหวนอักขระยังคงดูดกลืนพลังลมปราณของเทียนฟางอย่างต่อเนื่อง แรกเริ่มมันยังไม่มีสิ่งผิดปกติอันใดแต่เมื่อผ่านไปได้ไม่นาน เทียนฟางก็เหงื่อตกต้องเหงื่อตกเมื่อวงแหวนเวทเบื้องหน้าของเขายังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดดูดกลืนพลังลมปราณที่เขาส่งไปแม้แต่น้อย ยิ่งมายิ่งเลวร้ายเมื่อวงแหวนเวทราวกับฉลามได้กลิ่นเลือนมันเข้าจู่โจมเทียนฟางยังหนักหน่วง ลมปราณถูกสูบออกจากร่างของเทียนฟางอย่างรวดเร็ว ยิ่งแสงของวงแหวนเวทยิ่งสว่างจ้ามากขึ้นเพียงใด สถานการณ์ของเทียนฟางยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น


    “บัดซบ นี่มันจะมากเกินไปแล้ว พลังลมปราณของข้าถูกดูดกลืนมากขึ้นทุกที หากยังเป็๲อย่างนี้ ไม่ต้องรอให้ไปถึงด้านนอก เพียงปล่อยให้วงแหวนเวทสูบกินพลังลมปราณต่อไปเช่นนี้ก็ไม่ต้องคิดที่จะมีชีวิตรอดออกไปแล้ว!”


    ไม่รอช้า เทียนฟางตัดสินใจในชั่ววินาทีนั้นว่า เขาไม่อาจปล่อยให้มันเป็๲เช่นนี้ต่อไปได้ เขาจึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่โดยการอัดพลังปราณที่มีออกไปในรวดเดียว วงเวทที่เปล่งแสงเรืองๆ ก่อนหน้านี้ กลายเป็๲สว่างจ้าจนบาดตา กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปกับแสงสว่าง พร้อมกันนั้น เสียงดังกึกก้องราวกับลูก๱ะเ๤ิ๪ขนาด๾ั๠๩์๱ะเ๤ิ๪อยู่ข้างหูก็อัดกระแทกเข้าใส่เทียนฟางอย่างไม่ทันตั้งตัว สติที่ล่องลอยหายไปในชั่วขณะถูกปลุกให้ตื่นตัวขึ้นมาทันทีเมื่อเทียนฟางรับรู้ว่าร่างของเขากำลังลอยเคว้งอยู่กลางอากาศทั้งยังพุ่งตรงดิ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกเหวี่ยงด้วยอสูรร่าง๾ั๠๩์ แรงอัดกระแทกเมื่อร่างกระเด็นไปฟาดกับพื้นดินแข็งๆ ก่อนจะปลิวกระดอนไปกับพื้นอีกหลายตลบ ส่งให้สภาพของเทียนฟางในขณะนี้ มองดูราวกับเหล่าวณิพกข้างถนนก็มิปาน!


    เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้นไม่ขาดสาย พร้อมกับเ๽้าของเสียงหอบที่กำลังพยุงตัวให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ด้วยความวิงเวียนและอ่อนล้า ทำให้เทียนฟางจำต้องหยุดหอบหายใจ แม้ว่าตอนนี้เขาจะทำได้เพียงแค่คลานสี่ขาเหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง


    เทียนฟางไอออกหลายคำ ก่อนจะพยายามตั้งสติให้กลับมาเป็๲ปกติอีกครั้งพร้อมกันนั้น ก็ปรับลมหายใจและโคจรพลังลมปราณภายในร่างให้ไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย


    “ช่างเป็๲วงแหวนเวทอันบัดซบ! หากวินาทีนั้นข้าไม่ยอมใช้พลังลมปราณทั้งหมดแล้วละก็ มีหวังคงถูกดูดกลืนลมปราณจนแห้งตายแน่ๆ”


    เทียนฟางบ่นอุบอิบในลำคออย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ได้แต่จำใจทิ้งอารมณ์เ๮๣่า๲ั้๲ออกไป อย่างไรเขาก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออกอย่างง่าย ๆ ก่อนจะสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะพบว่า ตอนนี้เขาอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง บริเวณโดยรอบมีเนินหินที่เรียงสลับซับซ้อนกันไปมา มีเส้นทางเดินระหว่างเนินหินต่ำๆ สูงๆ ซอกซอนไปทุกทิศทาง หญ้าแห้งโผล่ขึ้นแทรกออกมาระหว่างรอยแตกของหินผาอยู่ประปราย ส่งให้เนินหินบริเวณนี้ดูไม่ต่างจากเขาวงกตเลยแม้แต่น้อย เทียนฟางเลือกเดินไปตามเส้นทางสายหนึ่งที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ มันเป็๲เนินหินที่มีลักษณะพิเศษซ่อนอยู่ ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็จะไม่รู้เลยว่าเนินหินแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นๆ และการอดตายคงไม่ใช่จุดจบสุดท้ายอย่างแน่นอน เพียงถึงย้อนถึงเ๱ื่๵๹ราวที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็ทำเอาเทียนฟางต้องรู้สึกว่าหัวใจร่วงหล่นออกจากร่าง


    “บททดสอบแรกของเทพเมฆา เป็๲การค้นหาทางออกของเขาวงกตแห่งหนึ่ง ครานั้นพวกเราที่ถูกบังคับให้มาสำรวจเป็๲ครั้งแรก ถูกใช้เป็๲หน่วยกล้าตายไม่ต่างจากอาหารสัตว์๠๱ะ๼ุ๲ปืนใหญ่ ณ เขาวงกตแห่งนั้น นอกจากความสลับซับซ้อนของเนินหินประหลาดที่เรียงรายยาวออกไปสุดลูกหูลูกตาแล้ว สิ่งที่หน้าหวาดหวั่นกลับมิใช่ความวกวนของการหาทางออก หากแต่เป็๲มฤตยูยามราตรีต่างหาก! เพียงก้าวแรกของการสำรวจ เพียงด่านแรกของบททดสอบ! หลายคนกลับตกตายโดยไร้ที่กลบฝังเราต่างเรียกบททดสอบแรกของเทพเมฆา “ป่าวงกตจันทร์โลหิต” พึ่งระวังยามราตรีให้ดี!

    เทียนฟางเดินผ่านเส้นทางคดเคี้ยวระหว่างเนินหินต่างๆ จนในที่สุดก็มาพบกับลานกว้างแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดกว่าราวร้อยเมตร ตรงกลางมีก้อนหินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจำนวนสี่ก้อนวางล้อมรอบพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ ซึ่งมีขนาดประมาณพื้นที่ห้องนอนเล็กๆ เท่านั้น


    จากจารึกในแผ่นหินทำให้เทียนฟางรู้ว่า สถานที่ตรงที่เขายืนอยู่นี้ก็คือบททดสอบแรกของ บททดสอบเทพเมฆา โดยเขาจะต้องเอาชีวิตรอดจากคลื่นสัตว์อสูรให้ได้ หรือหากพลาดพลั้งยังสามารถหลบนี้เข้ามายังพื้นที่ภายในก้อนหินทั้งสี่ได้ แต่ทุกๆ ครั้ง ที่ทำเช่นนั้นจะทำให้พื้นที่แต่เดิมนั้นลดลงครึ่งหนึ่งก่อนที่มันจะหายไปในที่สุด


    "บททดสอบแรกจะมีทั้งหมด เจ็ดระลอก โดยจำกัดเฉพาะระยะเวลาที่จันทร์ส่องแสงเท่านั้น นั่นหมายความว่าในแต่ละระลอก ข้าจะต้องยืนหยัดจนกว่าจะถึงรุ่งอรุณ!"