หลินเมิ่งที่กำลังคร่ำเคร่งฝึกวิชามาโดยตลอดยามนี้สีหน้าเขาเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาบางแล้ว
“ไม่เลวเลยตอนนี้ที่ตันเถียนมีพลังฟ้าดินประมาณ1ชุ่น(นิ้ว)”
หลินเมิ่งพยักหน้าด้วยความพอใจหลังจากพยายามมากว่า5ปีตอนนี้ผลของความพยายามเริ่มมีผลลัพธ์ปรากฎขึ้นมาบ้างแล้วเขามักจะปิดประตูฝึกวิชามาเช่นนี้อยู่สม่ำเสมอหลินเมิ่งจะสั่งไม่ใครเข้ามาวุ่นวายรบกวนการฝึกของเขาบ่าวไพร่ส่วนใหญ่ก็มักจะชินเสียแล้วกับการปิดประตูขังตนเองเช่นนี้
ขณะนั้นก็มีเสียงของเสี่ยวตงหนึ่งในสาวรับใช้ดังขึ้น
“คุณชายท่านจะเข้าไม่ได้นะเ้าคะนายน้อยสามสั่งเอาไว้ว่าห้ามให้ใครรบกวน”
ต่อจากนั้นมีเสียงไม่พอใจของเด็กชายดังขึ้น
“เหอะคิดว่ามันเป็ใครกันถึงมาสั่งให้ข้าไม่เข้าไปได้พวกบ่าวไพร่สารเลวบังอาจมาขัดขวางข้า”
หลินเมิ่งลืมตาขึ้นเขาย่อมจดจำเสียงนี้ได้เป็อย่างดี
“เ้าตัวเลวร้ายหลินเจ้อหมินมาแล้วสินะ”
“ปัง” เสียงประตูเปิดดังขึ้นร่างของเด็กชายที่มีรูปร่างอ้วนทุ้มแสดงให้เห็นถึงการกินดีอยู่ดีเสวยสุขอยู่กับการกิน
“หลินเมิ่งเ้ากล้ามากนักที่ห้ามข้าไม่ให้เข้าไปข้าคือคุณชายรองของจวนหลังนี้ เ้าเป็แค่ลูกอนุมีสิทธิ์อะไรมาห้ามข้า”
เด็กชายที่ส่งเสียงโวยวายนี้ย่อมเป็คุณชายรองของตระกูลหลินนามหลินเจ้อหมิน ซึ่งมีอายุมากกว่าหลินเมิ่ง1ปีผู้ที่บ่าวไพร่ต่างเกรงกลัวและขนานนามว่าคุณชายรองผู้โหดร้ายและนินทาลับหลังว่าเ้าอ้วนเป็ที่แน่นอนว่าสมญานามนี้เป็ที่รับรู้กันเพียงลับๆในหมู่บ่าวไพร่เท่านั้น
นอกจากหลินเจ้อหมินที่มีศักดิ์เป็พี่รองแล้วหลินเมิ่งยังมีพี่ใหญ่ที่มีนามว่าหลินเซียนเว่ย ตามความทรงจำของเขาหลินเซียนเว่ยเป็บุคคลที่มากความสามารถบิดาของเขาหลินไช่อีโปรดปรานบุตรคนโตมากที่สุดและทอดทิ้งตัวเขาหลินเมิ่งอย่างเดียวดายเสมอมา
หลินเมิ่งเลิกคิ้วด้วยความไม่พอใจเ้าอ้วนคนนี้มักจะย้ำแต่ลูกอนุเสมอมิหนำซ้ำคราวนี้ยังมาก่อกวนหาข้ออ้างเข้ามาในห้องนอนของเขาอีกช่างไร้เหตุผลเสียจริง ที่ผ่านมาเขาย่อมไม่ถือสาด้วยตัวตนข้างในเขาเป็ชายอายุ50กว่าแล้วย่อมไม่ถือสาเด็กอายุเพียงเท่านี้แต่การตอกย้ำคำว่าลูกอนุไปมานี้ทำให้หลินเมิ่งไม่พอใจเล็กน้อยและคิดจะสั่งสอนฝ่ายตรงข้ามบ้าง
“พี่รองท่านพังประตูเข้ามาแบบนี้ทำไมเหตุใดต้องใช้ความรุนแรง ข้าว่าเรามาใช้เหตุผลคุยกันดีกว่านะ”
“บัดซบ” หลินเจ้อหมินสบถออกมา
หลินเจ้อหมินใช้อำนาจบาตรใหญ่ในจวนมาโดยตลอดที่ผ่านมาทุกคนล้วนแต่เกรงขามก้มหน้าหลบสายตาเขามาตลอดแต่เ้าสารเลวหลินเมิ่งกล้าบอกว่าเขาใช้แต่อารมณ์ไม่เคยมีใครเยาะเย้ยเขาเช่นนี้มาก่อน
“หลินเมิ่งแกกล้าดียังไงถึงมาพูดกับข้าแบบนี้อีกอย่างเ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่รอง ลูกอนุแบบเ้าข้าไม่เคยนับเป็น้อง”
ท่าทีของเด็กวัย6ขวบที่แสดงท่าทีอันเลวร้ายแบบนี้หลินเมิ่งถึงกับเหนื่อยใจ
‘เห็นแก่การที่มันเป็พี่ชายของเราข้าจะไม่ลดตัวลงไปทะเลาะกับมันก็แล้วกัน’
หลินเมิ่งจึงตัดสินใจนิ่งเฉยแทนแต่ความสงบนิ่งไม่เนื้อนาอาทรของหลินเมิ่งกลับทำให้หลินเจ้อหมินโมโหยิ่งกว่าเดิม
“โอหัง ดูท่าทีของเ้าสิกล้าเมินเฉยข้าคนนี้เหรออย่าลืมสิข้านั้นเป็พี่ชายของเ้ามีาุโมากกว่าเ้านั้นต้องเชื่อฟังข้าสิ”
หลินเมิ่งที่ฟังคำพูดกลับไปกลับมาของหลินเจ้อหมินก็ปวดหัวเล็กน้อย
‘เมื่อกี้เป็เ้าบอกข้าเองว่าไม่นับข้าเป็น้องแล้วตอนนี้ไฉนนับตัวเองเป็พี่ชายไปเสียเล่า’
แต่เมื่อขบคิดอย่างรวดเร็วหลินเมิ่งก็เข้าใจทันที
‘เ้าอ้วนนี่กำลังวางตนเป็หัวหน้าอันธพาลคิดจะชวนเราไปเล่นด้วยที่ไหนสักแห่งแน่จะว่าไปชาติที่แล้วเราก็คอยเป็เบี้ยล่างติดตามมันตลอด’
หลังจากนี้หลายปีหลินเจ้อหมินจะกลายเป็อันธพาลเต็มรูปแบบคอยสร้างปัญหากวนใจแก่ชาวเมืองซานหูไม่ใช่น้อยและหลินเมิ่งเองก็เคยเป็ลูกน้องในสังกัดหลินเจ้อหมินเช่นกัน
‘ชาตินี้เราเอาเวลาไปเหลวไหลเช่นนั้นไม่ได้คงต้องปฏิเสธมันไป’
“พี่รองข้านั้นไม่ค่อยสบายท่านนั้นไปเล่นคนเดียวเถอะไว้คราวหน้าข้าจะติดตามท่านไป”
เมื่อหลินเจ้อหมินได้ยินเช่นนั้นก็กระทืบเท้าไม่พอใจหลินเจ้อหมินยกตัวเองเป็ต้าแหยหากมีใครขัดคำสั่งเขาล้วนไม่พอใจ
“หลินเมิ่ง! เ้ากล้าปฏิเสธข้าเช่นนั้นเหรอวันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าเอง”
หลินเจ้อหมินยกฝ่ามือหมายที่จะฟาดสั่งสอนแต่มีเงาร่างหนึ่งเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
“คุณชายรองอย่านะเ้าคะ”
“เพียะ”
ฝ่ามือนั้นกระทบลงไปบนหน้าของเสี่ยวตงอย่างแรงแม้จะเป็เพียงมือของเด็กแต่ก็ฝากรอยแดงไว้บนดวงหน้าของเสี่ยวตง
“ไพร่อกตัญญูบังอาจนักเ้าเข้ามาขวางทำไมวันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าลูกกำพร้า”
หลินเจ้อหมินบ่นด้วยพลางหอบหายใจด้วยความโมโหจนหน้าแดงก่ำ
เสี่ยวตงที่โดนตบไปก้มกายหมอบลงกับพื้นพร้อมกล่าวขอร้อง
“คุณชายรองอย่างทำร้ายนายน้อยเลยค่ะ บ่าวขอร้อง”
แต่หลินเจ้อหมินหาฟังไม่ เขาเท้ากระทืบไปยังลำตัวของเสี่ยวตงหลายฝ่าเท้าผ่านไปหลายนาทีหลินเจ้อหมินก็หยุดลงพลางหอบหายใจอย่างหนัก
“แฮ่ก แฮ่ก วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วจำไว้นะหลินเมิ่งคราวหน้าเ้าไม่โชคดีอย่างนี้หากกล้าปฏิเสธข้าอีกคนที่จะเจ็บตัวจะกลายเป็แกเอง”
กล่าวจบหลินเจ้อหมินหันกายที่อ้วนหนาเต็มไปด้วยไขมันเดินจากไปเสี่ยวตงยังคงหมอบลงกับพื้นบนลำตัวของนางเต็มไปด้วยรอยเท้าแม้อีกฝ่ายจะเป็เด็กไม่ได้มีพละกำลังมากมายแต่ก็สร้างความเ็ปให้แก่นางมิใช่น้อย
ไม่มีใครสังเกตเลยแม้กระทั่งหลินเจ้อหมินหรือเสี่ยวตงหากมองไปยังหลินเมิ่งนั้นจะพบว่าสีหน้ายังคงนิ่งเฉยผิดปกติ
หลินเมิ่งเข้าไปประคองเสี่ยวตงไปพักผ่อนดวงตาของเด็กน้อยกลายเป็เย็นเยียบ
“หลินเจ้อหมินข้าจะไม่ปล่อยเ้าไปเฉยแน่ๆคืนนี้เ้าจะต้องร้องขอชีวิต”
น้ำเสียงที่เ็าลอยออกมาจากปากของหลินเมิ่งค่ำคืนนี้ชะตาของหลินเจ้อหมินเกรงว่าจะขาดลงเสียแล้ว