ตอนที่ 40 เส้นทางใหม่แห่งการพัฒนา
“ด้วยวิธีไหนล่ะ? ” ผู้นำชุมชนถามด้วยความสนใจ
“การสร้างโรงงานตอนนี้ในตอนเริ่มแรกนั้นเรายังมีเงินทุนไม่เพียงพอแต่เราสามารถใช้วิธีการร่วมมือกันในแต่ละครัวเรือนเพื่อจัดตั้งโรงเลี้ยงนกกระทาค่ะ”
“การร่วมมือกันในแต่ละครัวเรือนคืออะไร?”ผู้นำชุมชนถามอย่างฉงนสงสัย
“บนภูเขาหลังชุมชนเรามีนกกระทาอยู่ไม่น้อยการสร้างโรงเลี้ยงนกกระทาจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่เรายังไม่มีเงินทุนใช่ไหม? งั้นก็ให้แต่ละครัวเรือนแบ่งหน้าที่กันไปเลยค่ะแต่ละครัวเรือนเลี้ยงนกกระทาตามจำนวนสมาชิกในครอบครัวพอถึงสิ้นปีก็เอามารวบรวมขายกัน”
ผู้นำชุมชนฟังแล้วรู้สึกแปลกๆแต่ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง
“แบบนี้ไม่ฝ่าฝืนกฎเหรอ?”
“ผู้นำชุมชนคะ เราเป็นโรงเลี้ยงนกกระทาไม่ใช่การแยกเลี้ยงกันเองในแต่ละครัวเรือน พอถึงปีหน้า ถ้าเรามีเงินทุนแล้วก็จะสามารถสร้างโรงงานได้”
คำพูดนี้ปลุกผู้นำชุมชนให้ตื่นจากภวังค์ผู้นำชุมชนปรบมือด้วยความชื่นชม วิธีการนี้ถือเป็นวิธีที่ดีทีเดียวเปลี่ยนจากใหญ่เป็นเล็ก ประหยัดเงินทุนได้อย่างยิ่งด้วย
เหมือนที่ชีเยวี่ยพูดพอถึงจุดหนึ่งที่เงินทุนสะสมเพียงพอแล้วก็ค่อยๆ เริ่มขยายโรงงาน
ในเวลานี้ ผู้นำชุมชนลืมไปสนิทว่าถ้าหากการเลี้ยงนกกระทาประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ แล้วชาวบ้านทุกคนจะยังยินยอมให้สร้างโรงงานและเลี้ยงแบบรวมกลุ่มกันอยู่หรือไม่
หานชีเยวี่ยก็ไม่ได้คิดหยิบปัญหาเรื่องนี้ออกมาพูดเพราะยังไงซะ รถวิ่งถึงหน้าภูเขาต้องเจอทางไปต่อแน่ [1]
“การเลี้ยงนกกระทาเป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่ฉันก็กังวลว่าจะขายได้หรือเปล่า? หากถึงตอนนั้นแล้วเกิดต้องทุบแตกคามือ[2] คงไม่ดีแน่ถ้าขายไม่ออกก็แย่เลยสิ! ”
เจ้านกกระทาตัวน้อยนี้เป็นสัตว์ที่หาได้ทั่วไปตามภูเขาอยู่แล้ว ไข่ก็ฟองเล็กนิดเดียว คนเมืองจะชอบหรือ?แล้วร้านค้าสหกรณ์จะรับซื้อไหม?
ผู้นำชุมชนยังคงรู้สึกว่ามีความเสี่ยง
“ผู้นำชุมชนคะ ถ้าหากคุณยังกังวลอยู่ฉันจะเข้าเมืองไปสำรวจตลาดดูก่อนว่ามีความต้องการไหม”
หานชีเยวี่ยกลัดกลุ้มว่าจะหาข้ออ้างไหนที่จะเข้าเมืองไปอีกรอบนี่ไง สุดท้ายก็หาเหตุผลได้แล้ว ส่วนการสำรวจตลาดวิธีที่เห็นผลได้ชัดที่สุดก็คือการนำไข่นกกระทาไปทดลองขาย
ถ้ามีคนต้องการ ก็แสดงว่ามีตลาด ลึกๆในใจเธอรู้ดีว่าไข่นกกระทาต้องมีคนต้องการแน่ๆ แต่ราคาคงสู้ไข่ไก่ไม่ได้แต่การเลี้ยงนกกระทาใช้เงินทุนไม่มาก โดยรวมแล้วก็น่าจะยังได้กำไร
ผู้นำชุมชนมองหานชีเยวี่ยอย่างลังเล“จะสำรวจยังไง?”
สำรวจตลาด นี่เป็นคำใหม่!
เขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนลูกสาวที่เรียนหนังสือมานี่ช่างแตกต่างจริงๆ! แต่ผู้นำชุมชนก็ไม่กล้าถามถ้าถามออกไปจะดูเหมือนตัวเองไม่มีความรู้ คงน่าอายมาก
“พรุ่งนี้ฉันจะลองไปดูก่อนแล้วจะกลับมารายงานให้คุณฟังตอนเย็น…” หานชีเยวี่ยพูดด้วยความกระตือรือร้นแต่ยังไม่ทันพูดจบ กลับถูกย่าเฒ่าหานขัดขึ้นเสียก่อน
“อาเยวี่ยพรุ่งนี้หลานจะเข้าเมืองอีกแล้วหรือ?” ย่าเฒ่าหานมองหลานสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สองสามวันมานี้ย่าเฒ่าหานได้ยินคนนินทาชีเยวี่ยแล้วเดิมทีเธอก็กำลังคิดอยู่ว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมหลานสาวให้อยู่บ้านสักสองสามวัน
หานชีเยวี่ยไม่รู้ว่าในชุมชนมีข่าวลือแบบนี้เธอโอบแขนย่าเฒ่าหานแล้วพูดว่า “ย่าจ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะคะอย่างมากหนูไปแค่สองสามครั้งเอง พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหนูจะอยู่บ้านอย่างสบายใจแล้ว”
“ย่าลองคิดดูสิถ้าหากทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อยล่ะก็หลังจากนี้ไปชีวิตของชาวบ้านในชุมชนเราจะดีขึ้นมากเลยนะคะ”
“หลายปีมานี้ ชาวบ้านในชุมชนอดมื้อกินมื้อวันคืนก็อยู่ยากเหลือทน หากสามารถหาเงินได้ ในอนาคตก็จะไม่ต้องอดอยาก สาวๆจากชุมชนอื่นก็ยินยอมพร้อมใจกันแต่งงานเข้ามา พอถึงตอนนั้นการแต่งเมียสักคนของเด็กหนุ่มในชุมชนคงจะง่ายขึ้นมาก”
ตอนที่พูดประโยคนี้หานชีเยวี่ยยังจ้องมองพี่ชายของเธออย่างมีนัยยะ
เหล่าพี่ชาย : …
โดนเหน็บแนมเข้าแล้ว
ถ้าเป็นคนอื่นคงจะต้องมีเรื่องกันชกต่อยกันสักยก แต่พอเปลี่ยนเป็นน้องสาวตัวเอง ก็ช่างเถอะโดนเหน็บก็โดนเหน็บไป
ต้องยอมรับว่าตอนที่ย่าเฒ่าหานได้ยินว่าเด็กหนุ่มจะแต่งเมียได้ง่ายขึ้น เธอรู้สึกหวั่นไหวแต่ว่าพอลองคิดทบทวนดูอีกที ก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง การสร้างโรงงานอะไรพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่ชีเยวี่ยต้องมารับผิดชอบเลย
ทำไมชีเยวี่ยต้องแบกรับภาระมากมายขนาดนี้?
“ชีเยวี่ยเอ้ย เรื่องพวกนี้ปล่อยให้ผู้นำชุมชนเขาป็นคนจัดการเถอะ! ” ตอนที่ย่าเฒ่าหานพูดเธอก็หันมองไปที่ผู้นำชุมชน
ผู้นำชุมชนเอาธุระของตัวเองมาโยนให้ชีเยวี่ยทั้งๆ ที่ตัวเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมถึงได้ไร้ความสามารถแบบนี้?
ถ้าเปลี่ยนเป็นยายแก่คนนี้ คงจะอายแย่!
“แม่ ปล่อยให้ชีเยวี่ยลองดูเถอะ! ”พ่อหานแสดงออกว่าสนับสนุนลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างไม่มีเงื่อนไข
เขามีลางสังหรณ์ว่าลูกสาวของเขาไม่ใช่คนธรรมดาบางทีในอนาคต เธออาจจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้
พอเขาพูดแบบนี้ออกมาก็ถูกซย่าซิ่วเหอภรรยาของเขามองค้อนความคิดของซย่าซิ่วเหอก็เหมือนกับย่าเฒ่าหาน
ข่าวลือไม่ดีเหล่านั้น เธอเองก็พอได้ยินมาบ้างเหมือนกันเพียงแต่ว่าพอกลับมาถึงบ้านก็เจอแขกพอดี เลยยังไม่มีโอกาสได้พูด
สังคมนี้เต็มไปด้วยความอคติต่อผู้หญิงเด็กผู้หญิงจะทำอะไรทุกการเคลื่อนไหวก็ถูกจับตามอง เพราะปัญหาเรื่องบ้านจวงชื่อเสียงของชีเยวี่ยก็เสียหายไปแล้ว ถ้าหากมีข่าวลืออะไรแพร่ออกไปอีกชีเยวี่ยคงหาคู่ครองที่ดีได้ยากแน่
หานชีเยวี่ยเห็นย่ากับแม่ทำท่าอึกๆ อักๆเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมาเสียทีเธอก็รู้สึกว่าอาจจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
“แม่ ย่ามีเรื่องอะไรที่หนูไม่รู้หรือเปล่าคะ?” หานชีเยวี่ยถาม
“ข้างนอกเขาลือกันว่าลูกเที่ยวเข้าเมืองบ่อยๆดูไม่เหมาะสมเลย” ซย่าซิ่วเหอพูดที่จริงแล้วสิ่งที่เธอได้ยินมามันรุนแรงกว่านี้เป็นสิบเท่าร้อยเท่าแต่ซย่าซิ่วเหอไม่อยากให้ลูกสาวไม่สบายใจ จึงพูดแค่สั้นๆ
“แม่ของอาเยวี่ยช่วงนี้ลูกสาวเราค่อนข้างทุกข์ใจปล่อยให้เธอออกไปเที่ยวเล่นคงช่วยให้ดีขึ้นได้บ้าง”พ่อหานยังคงไม่สามารถทนเห็นลูกสาวผิดหวังเสียใจได้
“แกนี่มันตามใจลูกจริงๆ! ”พ่อหานถูกภรรยาดุบ่นเข้าไป ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหัว ไม่เถียงสักคำ
ตามใจลูกสาวแล้วมันผิดตรงไหน?เขามีลูกสาวให้ตามใจก็ดีแค่ไหนแล้ว
พี่ชายอยากจะตามใจลูกสาวบ้าง ยังไม่มีเลยไม่รู้เขาอิจฉามากแค่ไหนกันนะ
“เรื่องนี้มีฉันอยู่ ไม่ต้องห่วงฉันจะไม่ปล่อยให้คนในชุมชนพูดจาไร้สาระหรอก”ผู้นำชุมชนรับปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทุกคนต่างก็มีลูกสาวความรู้สึกของซย่าซิ่วเหอและย่าเฒ่าหาน ผู้นำชุมชนเองก็เข้าใจเป็นอย่างดี
เรื่องนี้เขามีวิธีจัดการแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้เด็กคนนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง
พอได้ยินผู้นำชุมชนรับปากย่าเฒ่าหานและซย่าซิ่วเหอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากผู้นำชุมชนอาจจะไม่ได้มีความสามารถมากมาย แต่คำพูดของเขามีน้ำหนักมากในชุมชน
“ชีเยวี่ย เธอจะวางแผนยังไง?” ผู้นำชุมชนถาม
“ฉันจะลองสอบถามข้อมูลคนรู้จักดูก่อนแล้วค่อยวางแผนค่ะ”
“ตอนที่เธอร่ำเรียนหนังสือในเมืองรู้จักคนที่มีความสามารถบ้างไหม?” พอได้ยินหานชีเยวี่ยพูดถึงการติดต่อคนรู้จักดวงตาของผู้นำชุมชนก็เป็นประกายทันที
ใช่แล้ว เด็กคนนี้เรียนหนังสือในเมืองต้องรู้จักคนที่มีความสามารถแน่ๆ
“ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งค่ะครอบครัวของเธอค่อนข้างมีอิทธิพล ความสัมพันธ์ของฉันและเธอก็จัดว่าดีมากฉันจะลองไปปรึกษาเธอดู” หานชีเยวี่ยพูดตามน้ำ
ทันทีที่พูดจบก็ได้ยินย่าเฒ่าหานถามด้วยความตื่นเต้น “อาเยวี่ยเพื่อนที่หลานพูดถึงเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง?”
หานชีเยวี่ยถึงกับตะลึงงันเธอแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ทำไมย่าถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้?หรือว่าจะเป็นผลพวงความหวาดกลัวจากเรื่องของจวงเหวินหลิน
“ย่าคะ เป็นเพื่อนผู้หญิงค่ะตอนเรียนเธอดีกับฉันมาก”
ยังไงซะก็เป็นคนที่แต่งเรื่องขึ้นมาอยู่แล้วหานชีเยวี่ยจึงรีบตัดไฟแต่ต้นลม ทำให้ย่าเฒ่าหานสบายใจ แน่นอนว่าย่าเฒ่าหานถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เพื่อนผู้หญิงก็ดีแล้ว ชีเยวี่ยอย่าไปทำให้เขาเดือดร้อนล่ะ เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็อย่าไปฝืนเขา”
“ย่าคะ หนูรู้ค่ะ หนูแค่จะไปถามดูเฉยๆย่าวางใจเถอะ หนูยังมีความคิดอยู่! ” หานชีเยวี่ยรีบรับปาก
“เขาดีกับหลาน หลานก็ต้องดีกับเขาด้วยอย่าให้ใครมาว่าเราเป็นคนเนรคุณได้” ย่าเฒ่าหานยังคงไม่ลืมสั่งสอนหลานสาว
หานชีเยวี่ยก็ไม่ได้โต้งแย้งอะไรทุกอย่างที่ย่าเฒ่าหานพูด เธอล้วนพยักหน้ารับหมด
เชิงอรรถ
[1] รถวิ่งถึงหน้าภูเขาต้องเจอทางไปต่อสุภาษิตนี้เปรียบเทียบกับเมื่อมีปัญหาจะต้องมีวิธีแก้ไขแน่นอน หรือ ทุกปัญหามีทางออก
[2] ทุบแตกคามือ หมายถึงมีของอยู่ในมือคิดว่าน่าจะขายได้ราคาสูง ทว่าพอถึงเวลากลับขายไม่ออก หรือราคาต่ำกว่าราคาก่อน