ตอนที่ 10 เ้าคิ้วหนา
ดาวถึงกับตะลึงตาค้างทั้งๆที่ก้มหน้าแม้เมื่อครู่เธอจะมองเขาเพียงแค่แวบเดียวแต่เธอก็จำได้ทันทีว่าคนที่ถูกเรียกว่าองค์รัชทายาท นั่นก็คือ เ้าคิ้วหนาหน้าหล่อเ้าของสร้อยคอสองพันห้านั่นเอง
ใจหนึ่งก็ลิงโลดเมื่อรู้ว่าคนที่เธอตามหาอยู่ตรงหน้าเธอแล้วไม่ต้องไปตามหาที่ไหนอีก เธอจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้แน่นอน แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกเย็นสันหลังวาบเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาพบกันครั้งก่อน ภาพจำเ่าั้มันเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานแต่ดูเหมือนวันนี้เธออาจจะต้องเป็ผีเฝ้าวังหลวงก็เป็ได้
หญิงสาวยืนยุกยิกอย่างอิหลักอิเหลื่อตลอดการเข้าเฝ้าอันยาวนานเื่ต่างๆที่มีการพูดคุยกันเธอฟังเข้าใจอยู่ประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์พวกเขาใช้คำที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็แน่ล่ะ นี่เป็การพูดคุยกับกษัตริย์ พวกเขาก็คงต้องใช้คำที่ฟังยากๆแน่นอนแถมในใจเธอก็ว้าวุ่นเหลือเกินหญิงสาวกำลังคิดอยู่ว่าเธอจะวิ่งเข้าไปคว้าสร้อยบนพระศอขององค์รัชทายาทเลยดีหรือไม่และหากทำไม่สำเร็จ คอของเธอจะหายไปโดยที่เธอไม่รู้ตัวหรือเปล่าแต่พอคิดไปคิดมาก็ยอมแพ้ เพราะกลัวว่าจะไม่ทันตัวเ้าคิ้วหนา เธอก็อาจจะกลายเป็ผีเฝ้าท้องพระโรงไปเสียก่อน
ฝ่ายแม่นมเกาก็ค้อนแล้วค้อนอีกอาจเป็เพราะอาการอยู่ไม่สุขของเธอ ใครจะไปทนได้ต้องยืนแบบนี้เป็ชั่วโมงๆโดยพยายามขยับให้น้อยที่สุด แถมยังรู้สึกว่ามีสายตาขององค์รัชทายาทจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลาตอนนี้เธอไม่รู้จะระแวงอะไรก่อนดีเลย
ไม่นานการเข้าเฝ้าครั้งแรกที่สุดแสนจะทรมานร่างกายก็จบลง ดาวหวังเหลือเกินว่าการเข้าเฝ้าแบบนี้จะมีไม่บ่อยนักไม่งั้นเธอคงได้เป็อัมพาตก่อนจะได้เป็พระชายาแน่ๆ
ขันทีหูนัดหมายให้สตรีทุกนางรีบไปรวมตัวกันที่ศาลารับรองอันกว้างขวางข้างสระหลวงเธอเดินตามหญิงสาวคนอื่นๆไปราวกับคนไร้ิญญา ยังคงคิดไม่ตกเื่องค์รัชทายาทและสร้อยคอเส้นนั้นเธอคงต้องเล่นตามน้ำไปอย่างไม่มีทางเลือกเพราะไม่อยากหัวหลุดจากบ่าก่อนที่จะได้กลับโลกของเธอหากนี่คือความฝันเธอก็หวังว่าตนเองจะตื่นในอีกไม่ช้า
ดาวหาวปากหวอขณะที่นั่งรอขันทีหูตอนนี้ สตรีทุกนางนั่งประจำที่ของตนเองโดยมีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ด้านหน้าพร้อมหมึกและพู่กันซึ่งดาวก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้เลย เพราะตอนนี้ ตาของเธอแทบจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว อาการตื่นเต้นของเธอเมื่อคืนทำพิษเอาเสียได้เธออยากจะหลับลงไปเสียให้ได้ เธอบอกกับตนเองว่า หากคืนนี้เธอมีโอกาสได้นอนเธอจะไม่งอแงเลยแม้แต่น้อยจะขึ้นเตียงและซุกตัวลงไปในผ้าห่มเงียบๆและหลับไปโดยไม่กวนหลี่จิ้งแม้แต่น้อย
พอนึกถึงหลี่จิ้งดาวก็นึกไปถึงสาวใช้ของเธอที่ตอนนี้คงกำลังดูแลทำความสะอาดเรือนพักของเธออยู่หากเธอเข้าวังมาโดยไม่มีนางล่ะก็ เธอคงไม่ต่างอะไรจากลูกหมาน้อยเสื้อผ้าหน้าผมก็คงไม่เป๊ะปังอย่างนี้แน่ๆ
หญิงสาวมองไปยังฮุ่ยเหนียงผู้เรียบร้อยน่ารักที่กำลังสนทนากับสหายลูกขุนนางด้วยกันจะมีก็แต่ดาวเท่านั้นแหละที่ไม่มีอะไรทำ เธอไม่รู้จักใครสักคนการอยู่ในที่ทางแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกประหลาดมากขึ้น อยู่ในโลกของเธอ เธอยังมีมิ้นต์เป็เพื่อนแต่พอมาอยู่ที่นี่เธอกลับกลายเป็คนที่แปลกแยกอย่างแท้จริง
“การคัดเลือกพระชายาขององค์รัชทายาทครั้งนี้แตกต่างออกไปจากทุกครั้งตอนนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะเอาชนะใจองค์รัชทายาทได้”เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นไม่ห่างจากดาวเท่าไหร่ และมันก็ดึงความสนใจเธอได้หญิงสาวจึงนั่งฟังต่อ
พวกนางคุยกันในกลุ่มของพวกนางสามคนแต่ดูแล้ว เหมือนพวกนางก็อยากให้คนอื่นได้ยินไปด้วยอย่างไรก็ไม่รู้ หญิงสาวอีกคนกล่าวเสริม
“นั่นน่ะสิตอนนี้เราทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะชนะใจองค์รัชทายาทเหมือนกันทุกคนใช่ไหม?”
“ถูกต้องแล้วต่อให้เป็ลูกสาวของคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็พระชายาหรอกนะดังนั้น คนที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือผู้อื่น ก็อย่าชูคอเย่อหยิ่งเกินไปหน่อยจะดีกว่า”สตรีนางเดิมกล่าวพลางปลายสายตาไปทางสตรีอีกคนที่นั่งหลังตรงอย่างสง่างามราวนางพญาซึ่งดูเหมือนนางเองก็จะรับรู้ได้แล้ว ว่ากำลังถูกแซะ
คุณหนูตระกูลหลี่ยังคงนิ่งเฉยชูคออย่างอดทนนางนั่งอ่านตำราที่นางนำมาโดยไม่สะทกสะท้าน ทำราวกับเสียงที่นางได้ยินนั้นเป็เสียงนกเสียงกาเล่นเอาสตรีกลุ่มนั้นแอบเจ็บใจอยู่ไม่น้อยที่ทำอะไรนางไม่ได้ดาวที่เห็นแบบนั้นก็นั่งลุ้นอยู่ไม่น้อย นี่มันละครคุณธรรมในยุคจีนโบราณแท้ๆเชียว
“พระมเหสีองค์รัชทายาท เสด็จ...”เสียงะโอย่างเป็ทางการของขันทีทำให้สตรีทุกนางยิ้มกว้าง พวกนางรีบกุลีกุจอนั่งที่ของตนเองยกเว้นดาวน้อยไว้หนึ่งคน เพราะเธอไม่ได้ขยับไปไหนเลย เธอนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ตรงนี้มาตลอด
สตรีเ่าั้ชะเง้อชะแง้มองหาผู้มาถึงอย่างใจจดใจจ่อผู้ที่พวกนางรอคอยไม่ใช่พระมเหสีแน่นอน หากแต่เป็องค์รัชทายาทรูปงามตั้งหากมันเป็สิ่งที่เข้าใจได้ เพราะคนที่หล่อเหลาและเพียบพร้อมเช่นนี้ไม่ได้หากันง่ายๆแม้แต่ในยุคของเธอด้วย
ร่างสูงสง่าขององค์รัชทายาทก้าวขึ้นมาบนศาลาอย่างสง่างามพระเนตรหลุบต่ำอย่างไว้ตัว ก่อนที่พระองค์จะหยุดและยื่นพระกรให้แก่พระมเหสีจับเพื่อให้ก้าวขึ้นศาลาได้อย่างสะดวก
การกระทำเล็กๆน้อยๆนั้นอยู่ในสายตาของสตรีทุกนางก่อเกิดเป็ความประทับใจในความเป็สุภาพบุรุษขององค์รัชทายาท แต่ก็เช่นเคยยกเว้นดาวน้อยไว้คนหนึ่ง ตอนนี้ เธอนั่งหัวห้อยอยู่ด้วยอาการง่วงงุนเหลือกำลังใจของเธอไปอยู่ที่เตียงนอนนานแล้ว
พระมเหสีทรงประทับลงบนที่นั่งซึ่งมีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่เบื้องหน้าฝ่ายองค์รัชทายาทก็ประทับลงที่นั่งถัดออกไปอย่างสงบ พระพักตร์หล่อเหลาของรัชทายาทหนุ่มมองไปข้างหน้าอย่างสงบก่อนที่พระเนตรสีอำพันจะสบเข้ากับคุณหนูตระกูลหลี่ที่พระองค์ต้องใจพระองค์ทอดสายตาอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง พยายามไม่เปิดเผยความรู้สึกมากเกินไปก่อนจะละสายตาไปทางอื่น
และพอดิบพอดีที่พระเนตรแหลมคมดังเหยี่ยวคู่นั้นดันไปหยุดอยู่ตรงสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังสัปหงกอยู่ด้านหลังส่งผลให้พระองค์ต้องขมวดพระขนงอย่างประหลาดพระทัย
“ถวายบังคมพระมเหสีองค์รัชทายาท”เหล่าสาวงามกล่าวถวายบังคมเบื้องพระพักตร์เชื้อพระวงศ์อย่างพร้อมเพรียง
เมื่อได้ยินเสียงดังดาวที่หลับอยู่ก็ทะลึ่งตัวขึ้นทำตามอัตโนมัติ โชคยังดีที่ตำแหน่งการนั่งของเธออยู่ด้านหลังสุดด้วยเหตุที่ว่า เธอเป็คนสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ซึ่งนั่นหมายความว่า หมายเลขสิบคือเลขประจำตัวของเธอนั่นเอง เธอยังเคยแอบคิดเลยว่า พอมีหมายเลขประจำตัวแบบนี้ก็เหมือนการคัดเลือกนางงามเข้าไปอีก มันน่าตลกดีเหมือนกัน
เมื่อได้สติ ดาวก็รีบมองไปด้านหน้า ก่อนจะพบว่าพระมเหสีกับเ้าคิ้วหนาหน้าหล่อหรือ องค์รัชทายาท กำลังประทับอยู่เบื้องหน้าของเธอ ดาวรีบก้มศีรษะลงเมื่อเห็นสายตาพิฆาตจ้องมาทางเธอ
“พวกเ้าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการคัดเลือกพระชายาครั้งนี้แตกต่างจากการคัดเลือกครั้งก่อนๆ” พระมเหสีเริ่ม
“พวกเ้าคือสาวงามผู้เพียบพร้อมทั้งฐานะชาติตระกูล ซึ่งองค์รัชทายาทได้คัดเลือกด้วยพระองค์เองแต่การยืนเคียงข้างบัลลังก์ันั้นหาได้ง่ายไม่พวกเ้าจำเป็ต้องมีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อมิให้สามีของเ้าต้องอับอายสภาพจิตใจก็ต้องเข้มแข็งในยามที่สามีของเ้าต้องไปเผชิญอันตราย อีกทั้งพวกเ้ายังต้องมีความเมตตาอารีต่อประชาชนเยี่ยงบ่าวในเรือนของเ้า”
เมื่อจบประโยคนั้นดาวก็ถึงกับเอียงคอสงสัยในสิ่งที่พระมเหสีตรัสออกมาเมื่อครู่ ตาม หลักทศพิธราชธรรมพระาาต้องรักประชาชนเหมือนบิดามารดารักบุตร แต่นี่อะไร พระนางให้เมตตาประชาชนเหมือนบ่าวในเรือนงงในงง แต่ดาวก็คิดว่า หลักธรรมของคนไทยและคนจีนก็คงแตกต่างกันไป เธอจึงไม่สนใจและรับฟังพระมเหสีต่อไป
“เอาล่ะ ขันทีหูจะอธิบายวิธีการคัดเลือกและการทดสอบให้พวกเ้าฟังขอให้พวกเ้าตั้งใจเพราะนี่คือสิ่งที่ชี้ชะตาว่าพวกเ้าจะได้เป็ใหญ่ในอนาคตหรือไม่” พระมเหสีพยักพระพักตร์ให้ขันทีหูเขาจึงเริ่มกล่าว
“คุณหนูทุกท่านจะต้องเข้ารับการศึกษาและบททดสอบจำนวนเก้าบททดสอบด้วยกัน ทุกครั้งที่สิ้นสุดแต่ละด่าน พวกท่านจะได้คะแนน สตรีที่ทำคะแนนได้สูงสุดติดหนึ่งในสามอันดับแรกจะได้เข้ารับการเสี่ยงท้ายซึ่งเป็การคัดเลือกจากฟ้า์หากด่านใดที่พวกท่านมิสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของบททดสอบได้ ท่านจะถูกตัดสิทธิ์และส่งกลับบ้านทันที”ขันทีหูอธิบาย แต่ดาวฟังเข้าใจอยู่เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ดาวไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเื่นี้มากเพราะเธอไม่ได้อยากเป็พระชายาอยู่แล้ว เธอสนใจเพียงแต่ว่า เธอจะใช้ชีวิตในวังให้รอดไปจนถึงวันสุดท้ายอย่างไงก็เท่านั้นและสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวคือ สร้อยคอที่อยู่กับองค์รัชทายาทนั้นตั้งหาก
เมื่อนึกถึงสร้อยคอดาวก็รีบหันไปหารัชทายาทหนุ่มเพื่อสำรวจดูสร้อยคอทันที แต่แทนที่เธอจะเห็นมันอยู่บนพระศอเรียวยาวเธอกลับพบเข้ากับสายตาเ็าที่กำลังจ้องเธอแบบไม่ละ ดาวรีบเฉมองไปทางอื่นแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อน แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก็ตาม
นั่งฟังไปฟังมาครู่หนึ่งขันทีหูก็เปิดโอกาสให้องค์รัชทายาทที่นั่งหลังตรงมาพักหนึ่งแล้ว มีโอกาสได้ตรัสบ้างซึ่งสาวๆก็ดูจะตื่นเต้นกันมากทีเดียว
“คุณหนูคงได้ทราบรายละเอียดต่างๆจากแม่นมเกาและขันทีหูแล้วข้าหวังว่าแม่นางทุกท่านจะคุ้นชินกับวังหลวงในไม่ช้า หากขาดเหลือประการใดจงรีบแจ้งแก่ข้าโดยพลันข้ายินดีจะหาสิ่งที่ทุกท่าน้ามาให้ อย่างไรก็ดีข้าต้องขออภัยทุกท่านจริงๆที่ใช้วิธีนี้ในการเลือกพระชายา หลังจากนี้คงต้องลำบากทุกท่านแล้ว” กล่าวจบ เหล่าสตรีก็ส่งยิ้มไปให้องค์รัชทายาทอย่างเปิดเผยและเช่นเคย จะมีก็แต่คนที่มีชนักติดหลังเท่านั้นที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองพระพักตร์องค์รัชทายาท
แต่ถึงกระนั้น ดาวก็แอบลอบสังเกตจนได้ว่าบนพระศอยาวเรียวนั้น มีสร้อยคอคล้องอยู่ ถึงแม้จี้สีชาดจะถูกซ่อนไว้ใต้ปกเสื้อเธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่า นั่นคือสิ่งที่เธอ้าแน่ๆที่นี่ก็ต้องหาโอกาสเข้าใกล้องค์รัชทายาทและแตะมันสักทีเพื่อพิสูจน์ว่าเธอจะวาร์ปกลับบ้านได้จริงรึเปล่า
“ข้าต้องขออภัยอีกครั้งที่วันนี้ข้ามิอาจอยู่ดูแลแม่นางทุกท่านได้ ข้าต้องเสียมารยาทแล้ว” ตรัสจบองค์รัชทายาทหน้านิ่งก็ค้อมกายเล็กน้อยก่อนจะลุกออกจากศาลาไป โดยที่เหล่าสาวงามต่างมองตามกันเป็แถวในขณะที่ดูเหมือนจะมีคนโล่งใจอยู่หนึ่งอัตราถ้วน
“เอาล่ะ เริ่มกันเถอะ”พระมเหสีตรัส ส่งผลให้ดาวถึงกับเลิกคิ้วสูง ไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มอะไรใจคอพวกเขาจะไม่ให้พวกเธอพักหายใจหายคอก่อนเลยเหรอ อย่างน้อยก็ให้จิบชาบ้างหรือจะให้ดีก็ให้พวกเธอกลับไปนอนก่อนหนึ่งตื่นจะยอดเยี่ยมไปเลย
พระหัตถ์เรียวสวยของพระมเหสีหยิบขนมกุ้ยฮัวออกมาจากถ้วยชิ้นหนึ่งวางไว้ตรงกลางโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนที่พระนางจะตรัส
“พวกเ้าจงเขียนกลอนชมกุ้ยฮัวชิ้นนี้ตามความสามารถของพวกเ้าที่ได้ศึกษามาแต่เดิมข้าขอย้ำว่านี่มิใช่การทดสอบ เพียงแต่ข้าอยากจะเห็นความสามารถของพวกเ้าเท่านั้นจงทำให้เต็มที่เถิด” ดาวตะลึงตาค้าง แค่การแสดงความสามารถแรก เธอก็ทำไม่ได้แล้ว
ดาวเขียนอักษรจีนแทบไม่เป็เลยที่เธอพูดภาษาจีนได้ เนื่องจากความเคยชินกับกิจกรรมต่างๆที่เธอทำกับน้าแทนซึ่งล้วนเป็ภาษาจีนเกือบทั้งหมดเช่น ดูหนัง พูดคุย หรือนำเที่ยว เธอไม่เคยฝึกเขียนจริงๆจังๆสักครั้งเลยแต่ถ้าเป็ภาษาอังกฤษก็ว่าไปอย่าง
“พวกเ้ามีเวลาหนึ่งชั่วยามเริ่มได้”
สิ้นเสียงของพระมเหสีเหล่าสาวงามก็เริ่มลงมือเขียนกลอนกันอย่างขะมักเขม้นราวกับนักเรียนที่ทำข้อสอบได้เพราะอ่านหนังสือมาแล้วเว้นเสียแต่ดาวที่นั่งงงว่าตนเองควรจะทำอย่างไรต่อไปดี บททดสอบนี้ไม่ได้ยากแต่เธอทำไม่ได้ ความคิดมากมายหมุนวนอยู่ในหัวของหญิงสาว อยากจะเขียนก็เขียนไม่เป็แต่ถ้าไม่เขียนเธอก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถึงแม้พระมเหสีจะบอกว่าเป็เพียงการทดสอบความสามารถทั่วไปแต่เธอก็ยังรู้สึกว่าตนเองต้องเขียนอะไรลงไปบ้าง
เธอนั่งทบทวนตนเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า หากเธอถูกส่งตัวกลับวันนี้เพราะเขียนอะไรไม่ได้เลยมันอาจจะเป็สิ่งที่ดีก็ได้ ดีเสียอีกด้วยซ้ำ แต่พอคิดอีกทีหากเธอต้องออกไปจากวังหลวง เธอก็อาจจะไม่ได้เจอองค์รัชทายาทอีก ประเด็นสำคัญก็คือสร้อยเส้นนั้นอยู่บนพระศอขาวๆตลอดเวลา หากต้องออกจากวังหลวงเธอคงจะเข้าถึงสร้อยคอได้ยากขึ้นมากโขทีเดียว หรืออาจจะเข้าถึงไม่ได้เลยอีกต่อไปคิดแล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้
ดาวจ้องไปที่ขนมกุ้ยฮัวเบื้องพระพักตร์ของพระมเหสีอยู่นานรู้สึกตัวว่าน่าจะตั้งใจเรียนภาษาจีนตอน ม.ปลาย มากกว่านี้ เพราะแค่เขียนคำว่า“สวัสดี” เป็ภาษาจีน เธอยังจำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการเขียนกลอนกันเล่า
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกดาวที่สัปหงกก็ลืมตาโพลงเมื่อนางกำนัลมาเก็บกระดาษบนโต๊ะเขียนหนังสือของเธอเธอไม่ทันจะได้ห้ามนางกำนัล กระดาษของเธอก็ลอยฉิวติดมือนางกำนัลสาวไปเสียแล้วจบกันล่ะทีนี้
ดาวมองกระดาษแผ่นนั้นลอยหวือไปอยู่ตรงหน้าพระมเหสีอย่างหวั่นใจซึ่งตอนนี้ พระพักตร์อิ่มเอิบแต่มีแววดุดันกำลังจ้องมองกลอนแผ่นอื่นๆอยู่บางครั้งพระองค์ก็ยกมุมโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความพึงพอใจ
“อืมกลอนแผ่นนี้ไพเราะเสียจริง” พระมเหสีทรงเงยพักตร์ขึ้น และทอดพระเนตรไปยังหญิงสาวที่เขียนกลอนบทนั้น
“หลี่ถิงเซียนนี่เป็ของเ้าสินะ”
คุณหนูตระกูลหลี่ค้อมกายลงด้วยรอยยิ้มอย่างสตรีชั้นสูงก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
“กลอนนั้นเป็ของหม่อมฉันเองเพคะ”
พระมเหสียิ้มอย่างพึงใจพลางพยักพระพักตร์เล็กน้อยก่อนที่พระองค์จะทอดสายพระเนตรไปยังกลอนแผ่นอื่นๆ กระทั่งเมื่อถึงกระดาษแผ่นหนึ่งพระพักตร์อิ่มเอิบก็ชะงักงัน รอยยิ้มจากหายไป แทนที่ด้วยความดุดัน
“นี่ของใครกัน?”สุรเสียงที่อ่อนหวานเมื่อครู่กลายเป็แข็งกร้าวขึ้นมาเสียดื้อๆจนเหล่าสาวงามก้มหน้าอย่างหวาดหวั่น พวกนางลอบมองหน้ากันไปมาหวังว่าผู้โชคร้ายคนนั้นจะไม่ใช่ตนเอง
ขณะนี้กระดาษที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระมเหสีคือรูปวาดด้วยหมึกดำที่เป็รูปดอกไม้บิดเบี้ยวโย้ไปเย้มาราวกับภาพวาดของเด็กน้อยพระนางทอดพระเนตรภาพนั้นอย่างหงุดหงิด ดาวที่เห็นดังนั้นได้แต่หลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรมของตนเอง เธอหวังว่ามันจะไม่เลวร้ายมากรักขอแค่ถูกโบยสองสามครั้งก็พอ เธอตัดสินใจยกมือข้างขวาขึ้นเหนือศีรษะอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ของหม่อมฉันเองเพคะ” สำเนียงภาษาจีนของเธอฟังดูแปลกๆเพราะคำพวกนี้เธอแทบไม่เคยใช้มาก่อนเลย
“เ้าชื่ออะไรเป็บุตรสาวตระกูลใด?” สุรเสียงนั้นวางอำนาจน่าหวั่นเกรงเอาเื่เลยทีเดียวแต่ดาวก็ต้องตัดใจตอบ
“มะ...หม่อมฉันชื่อ ดาวเอ่ย....หยางลี่ซิงเพคะ”
พระมเหสีเชิดพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อยอย่างหงุดหงิดก่อนจะตรัสด้วยพระเนตรดุดัน ก่อนจะตรัสอย่างไม่พอพระทัย
“คิดว่าใครที่ไหนเ้าคือบุตรสาวของข้าราชการเล็กๆที่มาจากนอกเมืองนั่นเอง”
ดาวคิดว่าได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันอยู่ในคำพูดเ่าั้แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าพระนางมีเจตนาอย่างไรหรือไม่ก็อาจจะเป็ความแตกต่างทางภาษาที่ทำให้เธอเข้าใจผิดก็ได้พระมเหสีวัยกลางคนตรัสถาม
“ข้าบอกให้เ้าเขียนกลอนไม่ใช่รึเหตุใดเ้าจึงวาดภาพอันน่าเกลียดนี้ขึ้นมา เ้ามีเหตุผลหรือไม่?” สุรเสียงจงใจเน้นตรงคำว่า‘น่าเกลียด’ อย่างจงใจส่งผลให้บรรดาสาวงามคนอื่นๆแอบยิ้มเยาะกันในใจและทำให้ดาวที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองอยู่แล้วอับอายเข้าไปอีกแต่เธอก็พยายามตอบเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูอึดอัดมากเกินไป
“หม่อมฉันคิดว่าการชื่นชมสิ่งใดมิจำเป็ต้องเอ่ยออกมาเป็คำพูดหรือคำกลอนให้ปวดหัว เราสามารถชมสิ่งสวยงามหรือของอร่อยได้หลายวิธีซึ่งวิธีของหม่อมฉันคือการวาดภาพเพคะ” ดาวกล่าวออกไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่รู้ว่าตัวเองเเถจนสีข้างถลอกหมดแล้ว
แค่มองก็รู้ว่าพระมเหสีไม่พอพระทัยกับคำพูดของดาวเท่าไรนักพระพักตร์ที่งดงามมีอำนาจนั้นแข็งกร้าวขึ้นมาทันที พระนางตรัสเสียงแข็ง
“แต่ข้าสั่งให้เ้าเขียนกลอนมิใช่วาดภาพ” พระมเหสีหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มราวกับคิดสิ่งใดขึ้นมาได้สักอย่างพระองค์ส่งสายพระเนตรหยามเหยียดมาหาดาวก่อนจะตรัส
“หรือว่า...บุตรสาวของขุนนางนอกเมืองอย่างเ้าเขียนหนังสือไม่เป็อย่างนั้นเหรอ?”
ตรัสจบเสียงหัวเราะเบาๆของเหล่าสาวงามก็ดังขึ้นดาวมองไปที่สตรีเ่าั้ที่กำลังใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้าเย้ยหยันของตนเองไว้ราวกับมีมารยาทเสียเต็มประดาจะมีก็แต่ฮุ่ยเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆส่งสายตาเห็นใจมาให้เธอ
ใบหน้าหวานของดาวตอนนี้ไม่รับรู้ความรู้สึกอะไรอีกต่อไปมันชาวูบราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด อับอายที่ถูกเยาะเย้ยอย่างโจ่งแจ้งจากทั้งพระมเหสีและสตรีนางอื่นแต่จะไปว่าพวกนางก็ไม่ถูก เพราะสิ่งที่พระมเหสีสงสัยนั้นคือเื่จริงเธอเขียนอักษรจีนไม่เป็จริงๆ
“ใช่เพคะหม่อมฉันเขียนหนังสือไม่เป็” หญิงสาวกล่าวขึ้นโดยไม่มีอะไรจะโต้แย้งใบหน้าหวานบ่งบอกถึงความอับอาย
ดาวมองดูพระมเหสียิ้มเยาะราวกับสะใจเหลือเกินที่คนอย่างเธอเขียนหนังสือไม่ได้พระนางตรัส
“ทำตัวอวดดีถึงเพียงนี้ที่แท้ก็ไม่ต่างจากหญิงชาวบ้าน บอกแต่แรกว่าเขียนไม่เป็ก็สิ้นเื่ เอาเถอะอย่างไรนี่ก็มิใช่การทดสอบข้าไม่ถือสาบุตรสาวของข้าราชการเล็กๆที่ขาดการอบรมอย่างเ้าหรอกเพราะดูเหมือนเ้าคงจะไม่ได้เข้ารับการเสี่ยงทายอยู่แล้ว” กล่าวจบพระมเหสีก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับภูมิใจเสียเหลือเกินที่ด้อยค่าผู้อื่นได้
ตอนนี้ความคิดในหัวของดาววิ่งจี๋ราวกับเครื่องจักรในยุคนี้เธออาจจะเป็สตรีที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็จริง แต่ในยุคของเธอการดูถูกและด้อยค่าผู้อื่นเช่นนี้ไม่ได้เป็ที่ยอมรับเท่าไหร่ความรู้สึกไม่พอใจเริ่มก่อตัวอยู่ภายใน แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบเอาไว้
เธอนั่งฟังพระมเหสีพูดโน้นพูดนี่อยู่พักใหญ่จับใจความสำคัญไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่แต่ส่วนใหญ่ดูเหมือนพระนางจะเอ่ยชมบทกลอนและสอนเื่กิริยามารยาทต่างๆไปด้วยส่งผลให้เธอหญิงสาวที่นอนไม่พออยู่แล้วง่วงนอนไปมากกว่าเดิมอีก
ดาวพยายามอย่างที่สุดที่จะตั้งสติฟังสิ่งที่เธอไม่ค่อยอยากจะฟังเธอเหม่อมองออกไปนอกศาลา มองดูดอกบัวสีชมพูสวยชูช่อล่อภมรพลางคิดถึงโลกที่เธอจากมา เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้คนทางโน้นจะเป็อย่างไรบ้าง อาแทนอาจารย์สันติและมิ้นต์จะสบายดีไหม? พวกเขาจะกำลังตามหาตัวเธออยู่หรือไม่?และหากเธอไม่ได้กลับไปจริงๆ พวกเขาจะคิดถึงเธอบางรึเปล่า?
“หยางลี่ซิง!!!” เสียงตะคอกของแม่นมเกาดังขึ้น เรียกสติที่หลุดลอยของหญิงสาวให้กลับมา
ดาวหันกลับมาเผชิญเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะพบว่าตอนนี้ทุกคนกำลังจ้องมองเธอเป็ตาเดียว แม่นมเกาขมวดคิ้วกล่าว
“นี่เ้าฟังพระมเหสีอยู่รึเปล่า?ตอบคำถามพระนางประเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวอ้ำๆอึ้งๆโดยไม่รู้จะตอบอย่างไรเธอไม่ได้ฟังเลยว่าพระมเหสีตรัสถามเธอเื่อะไร หญิงสาวจึงเอ่ยถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
“เอ่อ...เมื่อครู่...พระมเหสีถามอะไรหม่อมฉันหรือเพคะ?”
เมื่อพระมเหสีทราบว่าสิ่งที่พระนางกล่าวออกไปทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของหญิงสาวเลยพระนางที่ไม่ชอบหน้าดาวอยู่แล้วก็เริ่มตำหนิ
“เ้านั่งเหม่อลอยเช่นนี้เพราะไม่ได้รับการอบรมมารยาทจากครอบครัวต่ำต้อยของเ้าหรือ?เ้าเป็เพียงลูกข้าราชการชั้นต่ำจากนอกเมืองที่ถูกเลือกเข้าวังคนอย่างเ้าไม่รู้ที่ต่ำที่สูง คิดหรือว่าตนเองคู่ควรที่จะอยู่ในวังหลวงนี้”
ดาวที่ได้ฟังก็ถึงกับหน้าชาจู่ๆเธอก็ถูกด่าเป็ชุดโดยความผิดที่ว่า เธอไม่ตั้งใจฟังคำถามของพระมเหสีและที่ดาวไม่ชอบมากที่สุดก็คือ พระนางดึงครอบครัวและตระกูลของเธอมาด่าด้วยถึงแม้เธอจะไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลหยางก็จริงแต่เมื่อเธอคิดว่าพ่อที่เธอรักกำลังถูกตำหนิ เธอก็รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยหญิงสาวกล่าว
“ขอความกรุณาเถิดเพคะหากพระองค์จะตำหนิ ก็ตำหนิที่ตัวหม่อมฉันเถิดอย่าตำหนิครอบครัวและตระกูลของหม่อมฉันเลย พวกเขาไม่รู้เื่”
“ัให้กำเนิดัหงส์ให้กำเนิดหงส์ หนูให้กำเนิดลูกหนูที่ขุดโพรงได้ หากจะตำหนิบุตรสาวที่ทำตัวไม่ดีอย่างเ้าก็ถูกแล้วที่ต้องตำหนิครอบครัวที่สั่งสอนมาไม่ดี เ้ากำลังทำให้ตระกูลของเขาอับอายจากที่ต้อยต่ำอยู่แล้วก็ยิ่งจมหายลงไปในดิน หากข้ามีลูกสาวเช่นเ้าข้ายอมกัดลิ้นตายเสียดีกว่า”
ดาวก้มหน้ารับฟังเหยียดหยามอย่างอดทนเธอไม่รู้จริงๆว่าตัวเธอทำอะไรผิด เหตุใดพระมเหสีถึงต้องก่นด่าเธอถึงเพียงนี้ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเป็เธอที่ถูกพูดจาแบบนี้ใส่อยู่เสมอ ทั้งในโลกที่เธอจากมาและโลกนี้หญิงสาวที่เป็คนตรงอยู่แล้วจึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงคงที่
“หม่อมฉันทำอะไรผิดเหรอเพคะเหตุใดจึงต้องถูกตำหนิถึงเพียงนี้?”
คำถามของหญิงสาวทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะไม่ใช้เพราะว่าเธอใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหรือหยาบคาย แต่เป็เพราะปกติแล้ว ไม่มีใครเคยถามพระมเหสีกลับเช่นนี้มาก่อนเพราะต่างรู้กิตติศัพท์เื่ความเอาแต่ใจของพระมเหสีดีกันพอสมควร ส่วนมากพวกเขาจะยอมรับความผิดต่อหน้าพระมเหสีถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ผิดอะไรเลยก็ตาม
“หยางลี่ซิง!เ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร หากพระมเหสีบอกว่าเ้าผิดเ้าก็ต้องผิด ไม่มีสิทธิ์เถียง” ขันทีหูขมวดคิ้วต่อว่า ดาวจึงหันไปหาเขาและถาม
“ข้าไม่ได้เถียงเ้าค่ะข้าแค่สงสัย”
“แต่เ้าก็ไม่ควรถามต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้หากพระมเหสีจะตักเตือนเ้า พระนางก็จะให้คนไปตักเตือนเ้าภายหลังเอง”แม่นมเกาเสริม
ดาวที่ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่เธอเผลอทำหน้าไม่พอใจกับคำตอบของแม่นมเกา ส่งผลให้พระมเหสีกริ้วมากขึ้นไปอีก
พระมเหสีทอดพระเนตรดาวด้วยพระเนตรที่แทบจะลุกเป็ไฟนานแล้วที่ไม่มีใครกล้าท้าทายพระองค์เช่นนี้ พระองค์ทรงคิดอยู่ในพระทัยว่าหากสตรีผู้นี้ได้ขึ้นมาเป็พระชายาได้ คงจะเป็หอกข้างแคร่ของพระนางเป็แน่ แต่หากพระองค์ทำอะไรลงไปอย่างโจ่งแจ้งตอนนี้ก็มีแต่จะเสียชื่อเสียงเสียเปล่าๆ อีกอย่าง บุตรสาวของข้าราชการเล็กๆผู้นี้ก็คงจะไปถึงการเสี่ยงทายได้ลำบากนัก ดังนั้น พระมเหสีจึงเลือกที่จะสะกดโทสะไว้ และตรัส
“หยางลี่ซิงเ้าจงฟังข้า ข้าขอตราหน้าเ้าไว้เลยว่าสตรีอย่างเ้าจะไม่มีวันเป็สตรีสามคนสุดท้ายที่ได้เข้ารับการเสี่ยงทายแต่ถ้าหากเ้าทำได้ ข้าจะขออภัยในสิ่งที่ข้าได้กล่าวไปต่อหน้าทุกคน” พระนางตรัสพลางเหลือบไปทอดพระเนตรใบหน้าจองหองของดาวก่อนจะตรัสต่อ
“แต่ถ้าหากเ้าทำไม่ได้ข้าจะริบตำแหน่งและทรัพย์สินทุกอย่างจากตระกูลของเ้าเสีย”
ดาวทำตาโตอย่างใเธอยังสับสนและงุนงงอยู่เลยว่าเธอทำผิดอะไร จู่ๆตอนนี้เธอก็โดนหมายหัวอย่างไม่ได้ตั้งใจแถมเธออาจจะนำความเดือดร้อนมาให้พ่อของเธอด้วย หญิงสาวจึงกล่าว
“เื่นี้ตระกูลของหม่อมฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วยหากจะลงโทษก็ต้องลงโทษหม่อมฉันเพียงผู้เดียว”
“หากจะลงโทษก็ต้องลงโทษตระกูลของเ้าด้วยที่ไม่สั่งสอนบุตรีของตนให้ดี”
“แต่...”
“หยุด!!” ดาวยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงแม่นมเกาก็ะโลั่น ก่อนจะกล่าวด้วยโทสะเต็มที่
“เ้านี่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงตระกูลไม่ได้สั่งสอนเลยหรืออย่างไร พวกเ้าพาตัวนางไปโบยสามสิบที โทษฐานิ่พระเกียรติ”แม่นมเกาสั่งนางกำนัลเสียงแข็ง ซึ่งพวกนางก็กำลังจะเข้ามาจับตัวหญิงสาวไว้
ดาวใกับสิ่งที่แม่นมเกากล่าวออกมาเธอมองนางกำนัลสองสามคนที่กำลังเดินเข้ามาหาเธอตามคำสั่งคิดในใจว่าเธอจะต้องถูกโบยเหมือนในหนังจีนจริงๆอย่างนั้นหรือ?เธอยังไม่เข้าใจเลยว่าเธอทำอะไรผิดพลาดใหญ่หลวงถึงขนาดต้องทุบตีกันเลยเธอจะทำอย่างไรดี
ในตอนนั้นเองเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น ขัดจังหวะเหตุการณ์ชุลมุนไว้เสียก่อน
“ถวายบังคมพระมเหสี”
เหล่านางกำนัลมองไปทางต้นเสียงก่อนจะพบว่าผู้ที่มาถวายความเคารพพระมเหสีก็คือสือเหล่ยองครักษ์คู่ใจองค์รัชทายาทนั่นเอง พวกนางจึงละมือของตนออกจากกายของหญิงสาว
“ว่าอย่างไรเล่าสือเหล่ย?”แม่นมเกาเอ่ยถามเมื่อเห็นสือเหล่ยยืนกุมมืออยู่ตรงหน้าศาลา พระมเหสีที่ยังมีแววโทสะฉาบอยู่บนพระพักตร์ก็หันไปหาเขาด้วยเช่นกันสือเหล่ยตอบ
“องค์รัชทายาทมีรับสั่งให้เหล่าสตรีผู้ถูกคัดเลือกเตรียมตัวเข้าเรียนใน่บ่ายพ่ะย่ะค่ะ”เขาหยุดดูเชิงครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“องค์รัชทายาทได้เชิญ เฉินเนี่ยนเจินคุณชายจากตระกูลเฉิน พระสหายคนสนิทมาเป็ผู้สอนเื่โคลงกลอน ขณะนี้เขารออยู่ในห้องรับรองแล้วกระหม่อมจึงบังอาจขัดจังหวะขอให้สตรีทุกนางได้ทานอาหารและเตรียมเข้าเรียนใน่บ่าย ตามคำสั่งขององค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
จบคำพูดของสือเหล่ยเหล่าสตรีก็หันไปซุบซิบกันยกใหญ่ ราวกับพวกนางลืมไปเลยว่าดาวกำลังจะถูกโบยดูเหมือนพวกนางจะกำลังตื่นเต้นกับบุรุษที่ชื่อว่าเฉินเนี่ยนเจินอยู่ไม่น้อย ไม่ต่างจากตอนที่พวกนางได้จะได้เจอองค์รัชทายาทเลย
จะมีก็แต่ดาวนั่นแหละที่ไม่ได้สนใจเพราะเธอกำลังเครียดกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอกำลังจะถูกลงโทษ ดีไม่ดี หัวของเธอจะหลุดจากบ่าตอนไหนก็ไม่รู้
“ให้ข้าสำเร็จโทษคุณหนูหยางก่อนพวกนางถึงจะไปได้” พระมเหสีตรัสกับสือเหล่ยด้วยพระพักตร์ที่ยังเต็มไปด้วยโทสะ
“ทูลพระมเหสี องค์รัชทายาทให้พวกนางไปพักผ่อนเพลานี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”สือเหล่ยยืนยันพร้อมก้มหน้านิ่ง วางมาดองครักษ์ผู้ห้าวหาญเคร่งขรึมและไม่กล่าวอะไรต่อไปอีกเพื่อยืนยันว่าคำสั่งขององค์รัชทายาทนั้นศักดิ์สิทธิ์และเด็ดขาด ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีเหตุผล
พระมเหสีหันมาส่งสายพระเนตรอาฆาตมายังดาวก่อนจะลุกขึ้นและจากไปอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมข้าทาสบริวารอีกหลายคนในบริวารเ่าั้รวมแม่นมเกาและขันทีหูไปด้วย
“ลี่ซิง เ้านี่กล้าจริงๆหัวเ้าจะหลุดจากบ่าเอานะ” ฮุ่ยเหนียงหันมาหาดาวหลังจากที่พระมเหสีคล้อยหลังไปแล้ว
“ใช่ เกือบไปแล้วแต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าข้าทำอะไรผิด” ดาวถอนหายใจเสียงดัง พร้อมผ่อนคลายร่างกายที่เกร็งจากการนั่งหลังตรงมาหลายชั่วโมงให้อยู่ในท่าที่สบายมากขึ้น
“ต่อไปเ้าก็อย่าตอบโต้กับพระมเหสีเช่นนั้นอีกเลยมันจะภัยมาสู่ตัวเ้า ข้าหวังดีกับเ้านะ” ฮุ่ยเหนียงผู้แสนดีกล่าวอย่างห่วงใยดาวมองเพื่อนสาวก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ บ่งบอกว่าเธอยอมรับฟังคำเตือนของเพื่อน
ดาวสังเกตว่า สตรีนางอื่นที่ไม่ใช่ฮุ่ยเหนียงหันมามองเธอพร้อมจับกลุ่มนินทากันอย่างเปิดเผยนั่นทำให้ดาวรู้ตัวแล้วว่าเธอคงจะเป็แกะดำของที่นี่ไปเสียแล้ว
“เ้า้าจะเข้ารอบสุดท้ายเพื่อเสี่ยงทายหรือ?”ฮุ่ยเหนียงถามด้วยดวงตาใสซื่อ ดาวหันมามองนางก่อนจะส่ายหน้าแรงๆ
“เปล่าเลย ข้าแค่อยากกลับบ้าน”
“แล้วที่พระมเหสีคาดโทษเ้าไว้เมื่อครู่เ้าจะทำอย่างไร?”
“นั่นแหละปัญหาข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะต้องทำอย่างไร” ดาวถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะหันมาถามฮุ่ยเหนียงบ้าง
“เ้าอยากเป็พระชายาเหรอ?”
ดาวมองแก้มใสๆของฮุ่ยเหนียงเริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อยหญิงสาวรู้ได้ทันทีเลยว่าฮุ่ยเหนียงคงจะชอบองค์รัชทายาทฮุ่ยเหนียงกล่าวอย่างเขินอาย
“สตรีในที่นี้มีใครไม่อยากเป็พระชายาบ้างเล่า?”
ดาวอยากจะตอบกลับไปว่าเธอนี่แหละที่ไม่อยากเป็พระชายา เธอแค่อยากกลับบ้านของเธอจริงๆ แต่เธอก็เลือกที่จะกล่าวให้กำลังใจเพื่อนออกไป
“ข้าเป็กำลังใจให้เ้าแล้วกันนะ”
กล่าวจบดาวก็หันมาคิดฟุ้งเื่เมื่อครู่ เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะตาย แต่กลัวว่าพ่อของเธอในโลกนี้จะเดือดร้อนไหนจะข้าทาสบริวารอีกตั้งหลายชีวิต เธอไม่น่าพูดหรือถามอะไรออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าเลยจริงๆสิ่งที่เธอทำได้ในโลกหนึ่ง อาจจะไม่สมควรทำในอีกโลกหนึ่งหากเป็เธอคนเดียวที่โดนลงโทษเธอก็จะไม่คิดอะไรมากแต่นี่มันลามไปถึงคนที่เธอรักด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
มีอยู่ทางเดียวดาวจะต้องรีบหาทางกลับโลกของเธอให้ได้ เธอจะต้องหาทางเข้าใกล้สร้อยที่อยู่บนคอของเ้าคิ้วหนาให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่เธอจะทำชีวิตของคนอื่นพังไปด้วย
**************************************************
“สตรีทุกนางกลับเข้าที่พักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”สือเหล่ยรายงานต่อเ้านายของเขาอย่างแข็งขัน
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์ก่อนจะหันไปอ่านตำราในห้องทรงงานต่ออย่างสุขุม เหตุการณ์เมื่อครู่องค์รัชทายาทได้ยินทุกอย่างที่พระมเหสีดูิ่คุณหนูตระกูลหยางและได้เห็นความกล้าหาญของหญิงสาวที่กล้าจะปกป้องครอบครัวของนางรวมไปถึงกล้าไถ่ถามเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนไม่มีใครกล้าปฏิบัติเช่นนี้กับพระมเหสีมาก่อนนั่นทำให้พระองค์พอจะทราบได้ว่าคุณหนูหยางผู้นี้คงไม่ใช่คนยอมคนเท่าไหร่
พระองค์อดไม่ได้ที่จะคิดถึงตนเองชีวิตวัยเด็กของพระองค์เต็มไปด้วยถ้อยคำดูิ่เย้ยหยันจากพระมเหสีมาตลอดเพราะพระองค์ทรงสูญเสียพระมารดาไปด้วยอาการป่วยั้แ่วัยเยาว์ กลายเป็ลูกกำพร้าที่ไม่มีที่พึ่งพิงและแทนที่พระนางซึ่งได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็มเหสีจะดูแลพระองค์เช่นมารดาพระนางกลับปล่อยปละละเลยดูถูกเหยียดหยามพระองค์ราวกับพระองค์ใช่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์คำพูดของพระนางทุกคำมันอาบยาพิษที่สามารถสังหารพระองค์ได้จากภายในแต่พระองค์ก็ไม่เคยนำมันมาเป็เื่ใหญ่เพราะไม่้าสร้างความขัดแย้งที่ไม่จำเป็ หรือจะมองอีกมุมก็คือพระองค์ไม่้าที่จะสู้และปล่อยให้ศักดิ์ศรีของพระองค์ถูกลิดรอนไปเรื่อยๆก็ว่าได้
แต่วันนี้สตรีตัวเล็กๆนางหนึ่งกล้าต่อปากต่อคำกับพระมเหสีเพื่อปกป้องครอบครัวและศักดิ์ศรีของนางองค์รัชทายาทจึงอยู่เฉยๆไม่ได้ เป็พระองค์นั่นเองที่สั่งให้สือเหล่ยเข้าไปขัดจังหวะสำคัญก่อนที่คุณหนูหยางจะถูกสำเร็จโทษไปเสียก่อน
พระองค์เผลอนึกไปถึงใบหน้าของหญิงสาวครั้งเมื่อพบกันในตลาดความกล้าหาญ ความเมตตาของนาง และคำพูดผิดๆถูกๆราวกับเด็กไม่รู้ประสานั้น ทำให้องค์รัชทายาทเผลอยิ้มไปด้วยนางอาจจะโผงผาง แต่ก็ไม่ได้โง่ อาจจะดูไม่มีมารยาท แต่ใช่ว่าจะวางตัวไม่เป็และพระองค์ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะอ่านตำราจนสือเหล่ยที่นั่งมองอยู่อดสงสัยไม่ได้ว่า ตำรายุทธศาสตร์าที่องค์รัชทายาททรงอ่านอยู่มันน่าขบขันถึงเพียงนั้นเลยหรือ?