ตอนที่ 11 ขายตำรา (1)
เหนือความคาดหมายของซย่าเสี่ยวฉาน เดิมนางคิดว่าเ้าเด็กทึ่มที่หิวสุดขีดจะต้องตะกละตะกลาม ไม่คิดว่าในยามที่เ้าเด็กทึ่มผู้นี้กินข้าว แม้จะหิวอย่างถึงที่สุดแต่กลับกินอย่างเรียบร้อยไม่มูมมามแต่อย่างใด
เขากินเร็วมาก แต่ทุกๆ กิริยากลับช่าง...สูงส่งและงามสง่ามาก!
เหลือเชื่อจริงๆ ทำไมเขาถึงได้ดูสูงส่งและงามสง่าเช่นนี้ เด็กนี่ก็แค่คนโง่หนึ่งคนเท่านั้น เหตุใดมองดูแล้วถึงคล้ายผู้มีฐานะสูงศักดิ์แต่กำเนิด ประหนึ่งได้รับการสั่งสอนที่ดีเช่นนี้เล่า
กระเพาะอาหารของเ้าเด็กทึ่มค่อนข้างใหญ่ ซย่าเสี่ยวฉานเพิ่งกินซาลาเปาหมดหนึ่งลูก เขาก็กินซาลาเปาสองลูกและโจ๊กจนหมดแล้ว หลังกินเสร็จเขาก็มองซย่าเสี่ยวฉานตาปริบๆ ใบหน้าหล่อเหลาจ้องมองมาอย่างน่าสงสาร แล้วพูดว่า “หิว!”
ซย่าเสี่ยวฉานกล่าวกับเถ้าแก่ข้างๆ “เอาหมั่นโถวมาอีกแปดลูก”
เงินเก็บที่ซย่าเสี่ยวฉานอดออมมาสิบกว่าปีมีแค่สิบกว่าทองแดงเท่านั้น หนึ่งอีแปะซื้อหมั่นโถวที่นี่ได้สองลูก ซย่าเสี่ยวฉานหยิบเงินสี่อีแปะที่เหลืออยู่ออกมาซื้อหมั่นโถวทั้งหมด
เมื่อหมั่นโถวมาส่ง เ้าเด็กทึ่มก็เริ่มหยิบตะเกียบคีบหมั่นโถวเข้าปากคำใหญ่
หลังจากหมั่นโถวถูกกินเกลี้ยงไปหกลูกแล้ว เ้าเด็กทึ่มก็วางตะเกียบลง
ซย่าเสี่ยวฉานหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดห่อหมั่นโถวสองลูกที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เชิดหน้าเดินไปยังกลุ่มคนข้างหน้า
หลังจากที่ซย่าเสี่ยวฉานเดินออกจากประตู เ้าเด็กทึ่มก็ขยับตัว เร่งฝีเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เดินอยู่ท่ามกลางฝูงชน ซย่าเสี่ยวฉานก็หันหน้า เหลือบตาขึ้นจ้องมองเ้าเด็กทึ่มนิ่งๆ แล้วกล่าวว่า “เ้าเด็กทึ่ม กินอิ่มแล้วยังตามข้ามาทำไมอีก”
เ้าเด็กทึ่มเบิกดวงตาหงส์คู่งาม มองนางอย่างมึนงง ร่างทั้งร่างนิ่งงัน ความเลื่อนลอยและหวาดกลัวแวบผ่านดวงตาของเขา “อย่า...อย่าทิ้งข้า!”
ซย่าเสี่ยวฉานเห็นเขาเหมือนลูกนกไร้ปีก มีเพียงความหวาดกลัวในความไม่รู้อยู่เต็มแววตา ดวงตานางกะพริบเป็ประกาย มุมปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ไม่สนว่าเขาจะฟังเข้าใจหรือไม่ เพียงกล่าวว่า “อาหารมื้อนั้นเมื่อครู่เป็ข้าให้ทานเ้า แต่ว่าข้าไม่ใช่คนดีอะไร ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่อาจเป็คนดีได้อีก หากเ้าจะตามข้าต่อไปก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ถ้าเ้ายินดีก็พยักหน้า หากไม่ยินดีเ้าและข้าก็ต่างคนต่างไป”
เ้าเด็กทึ่มคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ เอาแต่พยักหน้า
ซย่าเสี่ยวฉานยิ้มจนเห็นฟันแล้วพูดว่า “ดี ข้าถือว่าเ้าตอบตกลงแล้วกัน เ้าเด็กทึ่ม มา ตามข้ามา”
ขณะที่พูด นางก็ยื่นฝ่ามือที่จับขี้เถ้าก้นหม้อจนดำออกมา
เ้าเด็กทึ่มมองฝ่ามือที่ยื่นมาตรงหน้า แววตาเขาตะลึงงัน หลังจากนั้นไม่นาน ร่างสูงใหญ่ของเขาก็ยื่นมือออกมาวางลงบนฝ่ามือของซย่าเสี่ยวฉาน
เมื่อมือทั้งคู่กุมกันแน่น เ้าเด็กทึ่มก็ออกแรงบนฝ่ามือที่มีรอยด้านบางๆ เล็กน้อย กุมฝ่ามือเล็กๆ ที่อ่อนนุ่มคู่นั้นไว้ราวกับสามารถบีบจนหักได้ทุกเมื่อ
สิบนิ้วสอดประสาน มือทั้งสองประสานเข้าด้วยกันอย่างแแ่
ยามนี้ มุมปากของเ้าเด็กทึ่มก็เผยรอยยิ้มหวานที่บริสุทธิ์ใสซื่อออกมาอย่างอดไม่ได้ งามประหนึ่งดอกบัวหิมะบนยอดเขาหิมะผลิบาน ราวกับน้ำตกในหุบเขาคืนเดือนเพ็ญ คาดไม่ถึงว่ารอยยิ้มนี้จะทำให้คนที่ได้เห็นตกตะลึงถึงขนาดนี้
ซย่าเสี่ยวฉานตะลึงงัน ใจลอยอย่างอดไม่ได้ไปชั่วขณะ พูดในใจว่า ‘เ้าเด็กทึ่มผู้นี้ก็มิใช่ไร้ข้อดี หน้าตาดีเพียงนี้ เลี้ยงไว้ก็ถือเป็อาหารตาได้เหมือนกัน’
ทันใดนั้นซย่าเสี่ยวฉานก็ค่อยๆ จูงเ้าเด็กทึ่มเดินไปยังเหลาสุราข้างหน้าไม่ไกล
เหลาสุราที่อยู่ข้างหน้านี้ชื่อว่าเหลาฟู่กุ้ย เป็หนึ่งในเหลาสุราที่ใหญ่ที่สุดในตำบล เ้าของร้านแซ่โจว ได้ยินมาว่ามีภูมิหลังโชกโชน เพียงแต่่นี้มีเหลาสุราแห่งหนึ่งมาเปิดตรงข้ามเหลาฟู่กุ้ย ชื่อว่าเหลาป่ายเว่ย การตกแต่งและคุณภาพอาหารของเหลาป่ายเว่ยแห่งนี้ล้วนยอดเยี่ยม แทบจะบีบเหลาฟู่กุ้ยจนลืมตาอ้าปากไม่ได้ในทันที การค้าตกต่ำลงทุกวันๆ วงกบประตูเหลาสุราเงียบเชียบ ชั่วพริบตาก็ใกล้จะปิดประตูแล้ว
ชาติที่แล้วซย่าเสี่ยวฉานก็ฉวยโอกาสนี้ตักตวงทองถังแรก ซย่าเสี่ยวฉานกำลังจะเดินเข้าเหลาฟู่กุ้ย คิดไม่ถึงว่าข้างหน้านางจะปรากฏร่างที่คุ้นเคยผู้หนึ่ง
เห็นเพียงชุดบัณฑิตของคนผู้นั้น รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ใบหน้าขาวสะอาดเรียบร้อยทำให้ดูเป็ผู้มีความรู้และมากไปด้วยเสน่ห์