ในตำหนักอี้คุนอี้เฟยกำลังอุ้มหงหมินน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนพลางพูดคุยกับหว่านซีเกี่ยวกับอิ้นถัง
เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้วที่พวกนางได้รับข่าวว่าอิ้นถังและองค์ชายสี่อิ้นเจินจะกลับเมืองหลวงในเร็ววันนี้แต่เวลาผ่านไปครึ่งเดือนแล้วกลับยังไม่มีวี่แววของทั้งสองคนดังนั้นพวกนางจึงอดรู้สึกกังวลใจไม่ได้
“เขาไม่กลับมา ใจข้าก็ยิ่งกระวนกระวายไม่จบสิ้น”อี้เฟยกอดร่างอันอ่อนนุ่มของหงหมินและหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลพลันคลายลงเล็กน้อย
“เสด็จแม่อย่าได้ทรงเป็นกังวลเลยเพคะ องค์ชายส่งข่าวมาแล้วย่อมแสดงว่าปลอดภัยดีตอนนี้ที่ยังไม่กลับมาก็อาจจะเป็นเพราะงานที่ฮ่องเต้มอบหมายยังไม่แล้วเสร็จเวลาล่วงเลยมาครึ่งเดือนแล้ว ป่านนี้ก็คงเสร็จเรียบร้อยดีบางทีอาจจะกำลังเดินทางกลับมาที่เมืองหลวงแล้วก็ได้นะเพคะ"หว่านซีเอ่ยปลอบอี้เฟยด้วยถ้อยคำอ่อนโยนแต่ใจจริงแล้วกลับกระวนกระวายรอคอยการกลับมาถึงของอิ้นถังยิ่งกว่าผู้ใด
เนื่องจากเกิดเหตุลอบสังหารหว่านซีจึงลืมเรื่องจดหมายวันละหนึ่งฉบับที่อิ้นถังขอไปเสียสนิทแต่เมื่อสิบวันก่อน อิ้นถังส่งจดหมายมาให้นางอีกครั้งเดิมนางคิดว่าเขาคงเขียนมาแจ้งข่าวว่าปลอดภัยดีแล้วใครจะรู้ว่าเนื้อหาข้างในกลับเป็นคำขอให้นางส่งจดหมายทุกวันเหมือนเดิม
หว่านซีอ่อนใจกับคำขอนั้นเหลือกำลังแต่นางก็เขียนจดหมายส่งไปทุกวันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
"เมื่อก่อนข้าอยากให้ฮ่องเต้ทรงเรียกใช้เขาบ้างตอนนี้ข้าแค่หวังว่าเขาจะอยู่รอดปลอดภัยเท่านั้นก็พอแล้ว” อี้เฟยมองดูหลานชายที่กำลังนอนเล่นอย่างเงียบๆ ในอ้อมแขนนางด้วยใบหน้าอ่อนโยนน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคะนึงหา “เมื่อก่อนอิ้นถังก็ตัวเล็กเพียงเท่านี้เวลาช่างผ่านไปเร็วเสียจริงๆ“แม้ว่าเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงใดแต่เสด็จแม่ก็ยังคงพระสิริโฉมงดงามไม่เปลี่ยนแปลงนะเพคะ”หว่านซียิ้มและเอ่ยชื่นชมอีกฝ่าย
"เด็กคนนี้ช่างรู้วิธีทำให้ผู้คนมีความสุขจริงๆ"ขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมชอบที่จะได้รับการชื่นชมความงามของตนเสมออี้เฟยเองก็มิใช่ข้อยกเว้น
ฉีหมัวมัวมองผู้เป็นนายที่หัวเราะอย่างมีความสุขในใจก็คิดขอบคุณหว่านซีอยู่เช่นกัน ในฐานะบ่าวไพร่ เมื่อผู้เป็นนายมีความสุขพวกนางก็ย่อมมีความสุขตามไปด้วย
หว่านซีย่อมยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้อี้เฟยมีความสุขอยู่แล้ว ประการแรกอี้เฟยเป็นแม่สามีของนาง และประการที่สอง อี้เฟยปฏิบัติต่อนางอย่างดีและประการสุดท้ายตราบเท่าที่มันสามารถสร้างปัญหาให้กับต่งเอ้อซื่อและสตรีในเรือนหลังคนอื่นๆ ได้นางก็จะทำโดยไม่ลังเล
ต่งเอ้อซื่อไร้ความสามารถ ไม่ได้ทำให้อี้เฟยเห็นใจนางมากขึ้นเช่นไรแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยิ่งลดค่านางลงเรื่อยๆ ดุจเดียวกันแม้เรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้จะไม่อาจดึงต่งเอ้อซื่อให้หลุดออกจากตำแหน่งพระชายาได้แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆท้ายที่สุดแล้วต่งเอ้อซื่อก็จะเหลือเพียงตำแหน่งอันว่างเปล่าไร้ความหมายส่วนหว่านซีเองก็รอดูความตกต่ำน่าสังเวชของอีกฝ่ายอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
นางอยากเห็นจริงๆ ว่าต่งเอ้อซื่อผู้หยิ่งผยองคนที่สามารถตัดสินเป็นตายคนอื่นตามอำเภอใจอย่างนั้น หากเมื่อถึงคราวของตนเองสตรีผู้นั้นจะเลือกตายอย่างสมศักดิ์ศรีหรือจะเลือกอยู่ต่อไปในชีวิตที่แย่ยิ่งกว่าตาย นางอยากรู้คำตอบนั้นจริงๆ
ตอนนี้หนูน้อยหงหมินอายุได้เกือบเจ็ดเดือนแล้วตอนนี้เด็กน้อยเริ่มเปล่งเสียงเป็นคำพูดได้คำหรือสองคำแล้วแม้จะยังออกเสียงไม่ชัดนัก แต่ก็สามารถบอกได้ว่าเขากำลังพยายามเรียกแม่อยู่หว่านซีสอนให้เขาออกเสียงคำว่าพ่อ หงหมินน้อยพยายามเรียกอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังคงเด็กมากถ้อยคำที่เปล่งออกมาจึงไม่ได้ชัดเจน ทว่าเพียงคำว่า ‘มา’ คำเดียวก็ทำให้หว่านซีดีใจไปได้ครึ่งค่อนวันแล้ว
มีหว่านซีและเจ้าตัวซนหงหมินอยู่เคียงข้างอี้เฟยจึงไม่มีเวลาว่างพอที่จะคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไปตรงกันข้ามนางยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าเพิ่มมากขึ้นเสียงหัวเราะแสนร่าเริงนั้นราวกับกำลังขับไล่ความเงียบเหงาเยือกเย็นของตำหนักอี้คุนให้มลายหายไปจนหมด
แม้ว่าอี้เฟยเองจะเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แต่ทว่าในสามตำหนักหกหมู่เรือน[1]ท้ายที่สุดแล้วฮ่องเต้ก็ยังมีพระสนมเอกคนอื่นๆที่เหลืออีกสี่คนเช่นกัน แม้นางจะเคยเป็นที่โปรดปรานแต่ก็ไม่เท่ากับบรรดาสาวงามที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งสนมคนใหม่ๆยามนี้ตอนที่ฮ่องเต้เสด็จมาเยือนก็ทำเพียงนั่งสนทนากันเท่านั้นไม่ได้อยู่ค้างคืนบ่อยครั้งดังเช่นวันวานอีกต่อไป
โชคดีที่อี้เฟยไม่เคยคิดว่าฮ่องเต้จะรักใคร่นางเพียงผู้เดียวยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนางมีบุตรชายแล้วก็ทุ่มเทจิตใจให้เขาทั้งหมดดังนั้นกับเรื่องชายหญิงนางจึงไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจมากนักทว่าเรื่องที่อิ้นถังได้รับบาดเจ็บครั้งนี้กลับทำให้นางตื่นตระหนกยิ่งนักหากไม่มีพระชายาขององค์ชายห้า และหว่านซีที่คอยแวะเวียนมาอยู่เป็นเพื่อนนางอี้เฟยคงไม่อาจกลับมามีจิตใจปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น
หลังจากร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับอี้เฟย เพื่อไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของพระสนมหว่านซีจึงพาหงหมินน้อยออกมาจากในวัง ไม่คาดว่าอิ้นถังและอิ้นเจินที่เพิ่งกลับมาถึงวังหลวงหลังจากที่หว่านซีออกมาไม่นานอิ้นถังก็เข้าไปในตำหนักอี้คุนคนทั้งคู่จึงคลาดกันในชั่วระยะเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าอิ้นถังมาถึงแล้ว อี้เฟยก็รีบลุกขึ้นโดยไม่สนใจว่ากำลังพักผ่อนอยู่ไม่สนใจกระทั่งการจัดแต่งผมเผ้า นางเดินออกมาจากห้องด้วยความรีบร้อนทันทีที่เห็นอิ้นถังที่ปลอดภัยไม่บุบสลายแม้ว่าอี้เฟยจะมีจิตใจแข็งแกร่งเพียงใดก็อดน้ำตาไหลไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงความสุขของผู้เป็นมารดา แม้แต่อิ้นถังซึ่งปกติเป็นคนดื้อรั้นมากเพียงใดแต่เมื่อเห็นน้ำตาของผู้เป็นแม่เขาก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยชายหนุ่มคุกเข่าลงพร้อมกับเอ่ยขอโทษอย่างรู้สึกผิด
อี้เฟยจะทนเห็นบุตรชายคุกเข่าเช่นนั้นได้อย่างไร นางรีบพยุงเขาลุกขึ้นนางไม่ได้อยากให้เขาคุกเข่าอยู่แล้วแต่ที่ต้องยอมก็เพราะว่าบุตรชายยืนกรานที่จะทำเท่านั้น
“ขอเพียงเจ้ากลับมา แม่ก็สบายใจแล้ว”อี้เฟยเช็ดน้ำตาจากมุมตาของนางด้วยผ้าเช็ดหน้าไปพลางนึกถึงคำพูดของหว่านซีก่อนหน้านี้ในใจมีความคิดมากมายวิ่งวนในนั้นหว่านซีสะใภ้คนนี้ของนางเป็นสตรีนำโชคมาให้นางและบุตรชายของนางอย่างแท้จริง
“เสด็จแม่ ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่สี่จริงๆ หากไม่ใช่เพราะพี่สี่ลูกคงไม่รอดมาหาท่านได้อย่างแน่นอน” อิ้นถังระลึกถึงความดีของพี่ชายอย่างแท้จริงและเพราะเป็นที่รู้กันทั่วว่าเต๋อเฟยเป็นคนอย่างไรดังนั้นอิ้นถังจึงอดไม่ได้ที่เอ่ยปากแทนเล็กน้อย
“องค์ชายสี่?” อี้เฟยชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยิ้มพลางเอ่ย“เช่นนั้นเจ้าก็สนิทสนมกับเขาให้มากหน่อย”
นางไม่ได้ชอบหรือชังอิ้นเจินเป็นพิเศษ แต่กับเต๋อเฟย อี้เฟยดูถูกนางจากใจจริงแม้ว่านางทั้งสองคนจะอยู่ในตำแหน่งสี่สนมเอกเช่นเดียวกัน แต่สำหรับอี้เฟยแล้วเต๋อเฟยก็ยังคงเป็นเพียงบ่าวไพร่ต้อยต่ำที่ไม่ควรอยู่ระดับเดียวกับนาง
ในวังแห่งนี้มีฐานะต่ำต้อยอยู่มากมาย ต่างคนต่างมีจุดจบแตกต่างกันไปแต่หากจะมองหาสตรีที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูงส่งเหมือนเต๋อเฟยนั้นก็ไม่อาจหาได้อีกเป็นคนที่สองแล้ว
ความไม่ลงรอยกันระหว่างอี้เฟยและเต๋อเฟยนั้นดำเนินมาอย่างยาวนานแล้วหากมองให้ลึกลงไปก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าใครถูกใครผิดทว่ามีสิ่งหนึ่งที่อี้เฟยคิดว่านางมีเหนือกว่าเต๋อเฟยนั่นคือบุตรชายทั้งสองของนางนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกันดี ทั้งรักและเข้าใจกันคอยช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับบุตรชายทั้งสองของเต๋อเฟยความขัดแย้งระหว่างพวกเขาทั้งคู่นั้นเป็นที่รับรู้กันไปทั่ว...เฮอะ! รับมือกับบุตรชายที่โตแล้วไม่ได้แต่กลับเลือกเอาบุตรชายคนเล็กมาต่อกรกับพี่ชายตนเองแทน...
คนชั้นต่ำก็ยังเป็นคนชั้นต่ำ เมื่อก่อนเป็นสตรีแพศยาที่อยากสร้างซุ้มประตู[2]อย่างไร ตอนนี้ก็อาศัยลูกเพื่อแลกกับอนาคตอีก วันนี้ได้ดีเพราะเขาแต่กลับเริ่มรังเกียจเขาขึ้นมา หรือนางคิดว่าหากไม่มีองค์ชายสี่ คนอื่นๆจะไม่รู้ว่านางคือสามัญชนต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ
โง่เขลาไร้คำบรรยาย
“เสด็จแม่ท่านช่วยเอ่ยเรื่องดีๆ เกี่ยวกับพี่สี่ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะส่วนทางด้านเต๋อเฟยนั่นท่านเองก็รู้อยู่แล้ว”ไม่มีใครไม่รู้ถึงความลำเอียงของเต๋อเฟย เพียงแต่ฮ่องเต้เองก็ปิดพระเนตรพระกรรณทำเป็นไม่รับรู้เสียอย่างนั้น
“ไม่เป็นไรแม่รู้ เจ้าเองก็เหนื่อยกับการเดินทางมามากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนให้เร็วหน่อยหายเหนื่อยแล้วจะได้พาหว่านซีกับหงหมินเข้าวังมาเยี่ยมแม่อีกครั้งหนึ่ง”อี้เฟยแย้มยิ้ม ไม่ได้โต้เถียงอะไรบุตรชายอีก เรื่องที่ทุกคนต่างรู้กันดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความแต่อย่างใด
อิ้นถังคิดถึงหว่านซีและบุตรชายจริงๆเมื่อออกมาจากตำหนักอี้คุนเขาก็เร่งกลับมาที่จวนอย่างรวดเร็วแต่กลับพบว่าหว่านซีที่ออกจากวังก่อนหน้าเขานั้น ยามนี้ยังกลับมาไม่ถึงจวน
หว่านซีซึ่งอยู่นอกวังไม่รู้ว่าอิ้นถังกลับมาในเวลานี้ นางนั่งอยู่ในรถม้าพร้อมกับบุตรชายในอ้อมแขนในใจครุ่นคิดถึงบุรุษผู้นั้นอยู่เช่นกันทั้งยังต้องคิดต่อไปอีกว่าวันนี้นางจะเขียนสิ่งใดลงไปในจดหมายดี
ไม่นานมานี้อี้เฟยปฏิบัติกับต่งเอ้อซื่อด้วยความเย็นชา เมื่อถูกกระทำเช่นนั้นหลายครั้งเข้าต่งเอ้อซื่อที่หงุดหงิดพลุ่งพล่านก็อ้างว่าตนเจ็บป่วยและหลบอยู่แต่ในเรือนหลักไม่ยอมโผล่ออกมาอีกเลยและที่ทำให้หว่านซีรู้สึกดีใจอย่างยิ่งคือหลังพ้นช่วงพักฟื้นหลังคลอดในที่สุดต่งเอ้อซื่อก็ทวงคืนอำนาจในการจัดการเรือนไปจากนางในที่สุด
ว่ากันว่าน้ำผึ้งของคนหนึ่งอาจเป็นยาพิษของอีกคนหนึ่ง
ต่งเอ้อซื่อให้ความสำคัญกับอำนาจเล็กน้อยในมือเช่นนี้แต่หว่านซีกลับรู้สึกว่าการดูแลเรือนนั้นยุ่งยากวุ่นวายยิ่งไปกว่านั้นเรือนชิงอี้ของนางก็ไม่ได้พึ่งพาส่วนแบ่งจากเรือนหลังซึ่งอยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าการได้ควบคุมเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เพื่อดึงดูดคนที่จะสร้างเรื่องยุ่งยากเพื่ออำนาจเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้เช่นกัน
ระหว่างทางกลับจวนเมื่อผ่านหอจูเป่าหว่านซีให้คนขับรถม้าหยุดชั่วขณะและให้ทิงจู๋ซื้อขาหมูและเนื้อวัวหมักซีอิ้วซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของหอจูเป่าอิ้นถังโปรดปรานอาหารสองชนิดนี้อย่างมาก หว่านซีไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่จู่ๆนางก็อยากซื้ออาหารทั้งสองอย่างนี้อย่างไร้เหตุผล
หลังจากล่าช้าไปชั่วครู่หว่านซีที่กลับถึงจวนแล้วก็อุ้มหงหมินที่หลับอยู่ในอ้อมแขนเข้าไปในห้องทิงจู๋ช่วยนางเปิดม่านอย่างฉับไว หลังจากออกแรงอุ้มหงหมินน้อยเดินมาตลอดทางใบหน้างดงามของนางจึงขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ชวนให้ผู้คนรักใคร่สงสารยิ่งนัก
ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้นก็สบตาเข้ากับอิ้นถังที่มองมาอยู่ก่อนแล้วหว่านซีเบิกตากว้าง ดวงตาวาววับฉายแววตื่นเต้นยินดีหญิงสาวคลี่ยิ้มราวดอกไม้ผลิบานก่อนเอ่ย “องค์ชายเสด็จกลับมาเมื่อใดกัน”นางเข้าวังไปตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่ได้รับข่าวใดๆ จากเขาเลยแม้แต่น้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาจะกลับมาแล้ว
อิ้นถังนั่งอยู่บนเตียงเตามองหว่านซีที่เดินเข้ามาพร้อมกับบุตรชายแล้วก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเห็นนางมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีและโผเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางเต็มไปด้วยความสุขหัวใจของชายหนุ่มพลันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัวจนต้องรีบลุกขึ้นทักทายกับอีกฝ่าย
"เพิ่งมาถึง" อิ้นถังมองดูบุตรชายที่หลับสนิทอย่างเป็นสุขแล้วหันมามองหว่านซีที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความรักใคร ในใจพลันรู้สึกเต็มตื้นยิ่งนัก
หว่านซีส่งหงหมินให้กับทิงจู๋ ดวงตาของนางแดงเล็กน้อยแต่นางยังคงจ้องมองที่อิ้นถังอย่างไม่ละสายตา คล้ายกับว่ามองเท่าใดก็ไม่พอ
เห็นนางทำเช่นนี้อิ้นถังก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปดึงนางเข้ามากอดรัดแน่นพลางเอ่ยปลอบแผ่วเบา“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องห่วง ข้ามิใช่กลับมาอย่างปลอดภัยแล้วหรอกหรือ”
“องค์ชายก็ดีแต่รับสั่ง”หว่านซีทุบหน้าอกแกร่งของเขาสองสามครั้งแต่สุดท้ายก็กอดรัดเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
"เอาล่ะ เป็นความผิดของข้าเอง"อิ้นถังแตะจมูกโด่งงามของนางเบาๆใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยนไร้ที่สิ้นสุด
ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแล้ว หัวใจของหว่านซีที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็กลับสู่ที่เดิมแม้ที่ผ่านมาภายนอกนางจะสงบเยือกเย็นมากเพียงใดแต่ความจริงแล้วในหัวใจนางก็ราวกับถูกไฟเผาร้อนรนอยู่ตลอดเวลา
นางอยู่เหนือสตรีทุกคนในเรือนหลังเพราะความโปรดปรานของอิ้นถังหากเขาจากไปจริงๆ นอกจากความเศร้าแล้ว วันเวลาของนางคงผ่านไปได้ไม่ง่ายเช่นกันหากไม่มีองค์ชายเก้าต่งเอ้อซื่อก็จะเป็นนายหญิงของจวนโดยที่มีสกุลต่งเอ้อคอยหนุนหลังขอเพียงนางใช้กลอุบายเพียงเล็กน้อยเท่านั้นชะตากรรมของหว่านซีก็คงเลวร้ายเสียยิ่งกว่าชีวิตที่แล้ว
ตอนนี้อิ้นถังกลับมาอย่างปลอดภัย ตัวนางหวันเหยียนหว่านซีจะต้องแสดงท่าทางของสนมชายาที่ได้รับความโปรดปรานอีกครั้งมิเช่นนั้นแล้วสตรีเรือนหลังพวกนั้นอาจจะลืมไปเสียว่าใครคือคนที่ได้รับความโปรดปรานอย่างแท้จริงในจวนแห่งนี้
“องค์ชายกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วท่านเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และอี้เฟยแล้วหรือเพคะ” หว่านซีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางกุมมือใหญ่เอาไว้
“ข้าไปมาแล้ว” อิ้นถังมองใบหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์ล่อลวงใจคนของหว่านซีในใจพลันรู้สึกอ่อนหวานขึ้นมาฉับพลันเขาโน้มใบหน้าลงไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มเอิบของนางทันที
"องค์ชาย...อืม..." หว่านซีสะดุ้งกับการเคลื่อนไหวกะทันหันของอีกฝ่าย ทว่าความเร่าร้อนที่นางเผชิญอยู่ตรงหน้าแผดเผาสติทั้งมวลของนางให้มลายสิ้นยามนี้คล้ายกับว่านางกำลังนั่งอยู่ในเรือลำเล็กที่โคลงเคลงท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำทุกการเคลื่อนไหวสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันในที่สุด
[1] 三宫六院 สามตำหนักหกหมู่เรือนมีคำเรียกเต็มๆ ว่า 三宫六院 七十二妃 คือสามตำหนัก หกหมู่เรือนเจ็ดสิบสองสนม หมายถึงจำนวนตำหนักหรือตำแหน่งในวังหลังโดยพระสนมในฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะประทับในเขตหมู่ตำหนักตะวันออกและตะวันตกสิบสองตำหนักแต่เพราะแบ่งเป็นข้างละหกตำหนัก จึงเรียกว่าหกตำหนักเรื่อยมาโดยหมู่ตำหนักหรือหมู่เรือนทั้งสิบสองจะอยู่ขนาบข้างตำหนักทั้งสามอันได้แก่ตำหนักเฉียนชิงซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ตำหนักคุนหนิงที่ประทับของฮองเฮา ตำหนักเจียวไท่ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาพระราชสมบัติหมู่เรือนทางตะวันออกหกตำหนักประกอบด้วยตำหนักจิงเหริน ตำหนักจงชุย ตำหนักเชียงกงตำหนักเซียนฟูกง และตำหนักตะวันตกหกตำหนัก ประกอบด้วยตำหนักชูซิว ตำหนักอี้คุนตำหนักฉางชุน ตำหนักหยงโวว ตำหนักชีเชียง ตำหนักเซียนฟู
[2] เป็นสำนวนจีน หมายถึงคนที่ทำความชั่วแต่ก็ยังอยากได้ชื่อเสียงที่ดีด้วย