ปีศักราชฮีโร่137
มหานครไครซิตี้ตีสี่ครึ่ง
“ตื้อตือตือตื้อตือตื่อตือออ ฮีโร่ได้เวลาออกปฏิบัติแล้ว ฮีโร่ได้เวลาออกปฏิบัติแล้วตื้อตือตือตื้อตือตื่อตือออ” แว่วเสียงนั้นดังมาจากแทคแพดหัวเตียงทันใดมือจากบนเตียงของเด็กหนุ่มคว้าแทคแพดขึ้นสวมข้อมือก่อนลุกจากเตียง เสียงปลุกยังดังต่อเนื่องท่ามกลางความทึมเทาเพราะแสงแดดมิเคยทอดทอมาถึงแห่งหนที่เขาอาศัยอยู่ มันโดนบดบังด้วยตึกรามระฟ้าเบื้องบน
เขาก้าวเพียงคืบก็มาประตูในห้องรูหนูส่องกระจกบนประตูพร้อมมองดูโปสเตอร์แผ่นเล็ก
“ประกาศรับสมัครฮีโร่ฝึกหัดประจำปีศักราชฮีโร่ที่ 137”
จากนั้นเขาตรวจเช็กข้อความอีกครั้งให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป
“ขอแสดงความยินดีกับคุณฟาคาร์ คุณได้รับสิทธิ์เข้าสอบภาคปฏิบัติ สถาบันฮีโร่ พวกเรา้าคุณฮีโร่อยู่ในตัวคุณ”
“ตื้อตือตือตื้อตือตื่อตือออ ฮีโร่ได้เวลาออกปฏิบัติแล้ว ฮีโร่ได้เวลาออกปฏิบัติแล้ว”
เขาพยักหน้ากับตัวเองรู้สึกฮึกเหิมกับเสียงที่ได้ยินก่อนกดปิดเสียงในที่สุดแต่ก็พยายามหายใจเข้าลึกๆ เป่าปากเพื่อลดอาการตื่นเต้นที่ปะทุขึ้น
จากนั้นเขามองสำรวจตัวเองในกระจกขยับกล้ามเนื้อยืดเหยียดตรวจสอบความพร้อมมัดกล้ามผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี จะมีแปลกประหลาดกว่ามนุษย์ทั่วไปคงเป็ผิวกายสีนวลมีแทรกด้วยเกล็ดหนังสีเขียวเข้ม
นี่คือสิ่งที่เขากังวลิัของออร์คนั่นเอง เขาเอามือเกาที่ผิวส่วนนั้น แน่นอน ไร้ผลมันไม่เคยหลุดออกจากตัวเขาได้ มันไม่ใช่โรคร้าย ไม่ใช่คราบสกปรกหากแต่คือตัวตนครึ่งหนึ่งของเขาเองทว่าหลายครั้งเขากลับเห็นส่วนผิวสีเขียวเหล่านี้คือส่วนอัปลักษณ์ และคล้ายคำสาปคล้ายโรคร้าย คล้ายสิ่งสกปรกที่เขาอยากจะกำจัดทิ้ง
เขาหยิบแว่นขึ้นสวมมันคือแว่นประสานเสมือนมีเทคโนโลยีสแกนวิเคราะห์ประสานโลกเสมือนจริงช่วยให้เขามองเห็นข้อมูลร่างกายของตนเองในกระจกหัวใจเต้นในอัตรา 40 ครั้งต่อนาที ดีเยี่ยมระดับนักกีฬา กล้ามเนื้อมีพลังอยู่ที่ 90เปอร์เซ็นต์ พร้อมสำหรับสอบปฏิบัติวันนี้ซึ่งจะประกาศผลทันทีเขาคว้าเอาเสื้อดำตัวโปรดมาสวม แขนยาว ขายาว กดแว่นกระชับกับใบหน้า หมวกทั้งหมดมีไว้เพื่อปกปิดกายหลบเร้นไม่ให้ผู้อื่นทราบถึงความเป็ออร์คในตัวเขา
ประกายแสงสลัวสว่างกลายเป็ร่างภูติสาวตัวเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้วขึ้น“งานเช้าเหรอ งานเช้าเหรอ ว้ายยยย แล้วจะยังไงเนี่ย วันนี้มันคือวันนั้นแล้วนี่นา”
“ก็ไปที่เก็กโค่บาร์ตามปกตินั่นแหละตื่นเต้นอะไรนักหนานะ ฟิม” ลูกครึ่งออร์คเอ่ยพลางเกร็งปากนิ่งแย้มยิ้มอย่างพยายามให้ดูสบายทว่าข้างในกลับตื่นเต้นอยู่
“ว้าวสุดยอดไปเลย ฟาคาร์ ฉันยังตื่นเต้นแทนนายเลยนะเนี่ย” ว่าแล้วฟิมก็บินโฉบไปทั่วก่อนมายืนที่ไหล่เขาส่องกระจกปัดตามผิว ปัดตามตัวเสริมสวย
“สวยแล้วๆแหม”
“เนื้อคู่มีอยู่ทุกที่นะไม่แน่หรอก พวกฮีโร่น่ะ ชอบมีภูตติดตามด้วย บางทีฉันอาจจะเจอภูติหนุ่มสุดหล่อเข้าก็ได้”
“เจอแล้วจะยังไงเหรอ?”ฟาคาร์สงสัย เพราะเท่าที่เขารู้ภูติติดตามมักจะอยู่กับผู้ติดตามเสมอร่างชีวิตของภูติจะชัดเจนหรือจางหายก็ขึ้นอยู่กับความทรงจำของผู้ถูกติดตามว่ากันว่าทุกชีวิตต่างมีภูติติดตามแต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้หลายชีวิตต่างหลงลืม ภูติจึงค่อยๆ หายไปมีเพียงบางคนที่จิตใจเปิดกว้างเท่านั้นจึงสามารถเชื่อและมองเห็นเหล่าภูติได้ตัวฟาคาร์เองนับแต่เมื่อไหร่ก็มิทราบได้ที่เขาได้พบกับฟิม
“ก็ถ้าเจอพวกภูติหนุ่มๆละก็นะ” ฟิมลอยตัวนึกในใจ “ก็จะบอกว่า ผู้ติดตามของฉันจะได้ฮีโร่ที่แข็งแกร่งที่สุดเธอเตรียมตัวเป็ลูกน้องในอาณัติฉันได้เลย ฮี่ฮี่ ภูติหนุ่มเอ้ย จงมาสวามิภัคดิ์ต่อฟิมทูตสาวสุดแซ่บซะเดี๋ยวนี้”
ฟาคาร์ขำก๊าก
“หัวเราะอะไรขนาดนั้น”
“โทษทีๆแต่น่าเห็นใจนะ ฉันเองก็ไม่เคยเจอภูติตนอื่นเลยเหมือนกันยิ่งตอนนี้ก็หายากมากจริงๆ แหละ ขอให้ได้เจอกับภูติตนอื่นบ้างเนอะ”
“ขอบใจๆนายก็พยายามให้เต็มที่ ฉันมั่นใจว่าคนอย่างนายที่สามารถเป็ผู้ติดตามท่านฟิมผู้นี้ได้ย่อมจะสามารถเข้าเป็ฮีโร่ได้อย่างแน่นอน”ฟิมว่าขณะบินมาอยู่เหนือหัวฟาคาร์พร้อมออกท่าใช้มือฟันลงหัวเสมือนแต่งตั้งยศอัศวินให้
“ข้าเซอร์ฟาคาร์ยินดีรับครับ”
“ดีมาก”
“ถุยยยย!”
ทั้งคู่หัวเราะคิก
ฟาคาร์เลื่อนประตูขึ้นบนมุดออกมันเป็ประตูเพื่อประหยัดพื้นที่อย่างถึงที่สุด ตามพื้นเต็มไปด้วยสิ่งของวางเรียงรายเขาเดินมุ่งตรงไม่สะดุดทุกสิ่งที่วางขวางราวกับตั้งใจจะให้เป็กับดัก จนเขามาถึงโต๊ะเครื่องทำอาหารเขาเปิดลิ้นชักโยนห่ออาหารใส่จานเปิดฝาเครื่องทำอาหารก่อนผลักจานใส่ห่อเข้าไปมันคือทำอาหารจริงๆ กดปุ่มเดียว เครื่องทำการสแกนห่อของแล้วจัดการประกอบอาหาร เบคอนไข่ดาว แพนเค้กทับด้วยวิปครีมราดซอสสตรอเบอรี่โรยใบโรสแมรี่ซอยเขาแบ่งส่วนหนึ่งใส่จานอีกใบไว้ทานเอง ส่วนอีกจานถูกยกตรงไปอีกมุมหนึ่งของห้องมีม่านกั้นอยู่
“จี๊ดๆจี๊ดๆ จี๊ดดดด” คือเสียงที่ดังรอดมาจากหลังม่าน เสียงดังพร้อมประกายแสงกะพริบสั่นฟุ้งมาพร้อมกลิ่นไหม้เมื่อรูดม่านเปิดก็พบเอลฟ์เฒ่านั่งก้มหลังจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า จดจ่อกับจุดแสงโชติประกาศวิบวับใต้ไฟส่องดวงเล็กเขากำลังเชื่อมประดิษฐ์บางสิ่งอย่างที่เขาทำเป็ประจำ
“จาราชข้าวเช้าครับ” เด็กหนุ่ยเอ่ยพลางวางจานลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ ที่ยังว่างอยู่ “9โมงครึ่งเจอที่เก็กโค่บาร์นะครับ คุณต้องไปส่งผมที่สถาบันหน่อย วันนี้ผมสายไม่ได้”
“ขอบใจ”จาราชตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
ฟาคาร์ถอยกลับเบาฝีเท้า รูดม่านปิดคืน ไม่ทันก้าวจากตรงนั้น เสียงหนึ่งดังมาจากม่านราวลืมบางอย่าง
“เฮ่ยๆฟาคาร์มานี่” เสียงเรียกฟังดูหยาบห้วน ทว่ากลับชินหูผู้ฟังอย่างฟาคาร์เสียแล้วเขาเดินกลับมาหา “เอานี่ใส่ ลองใช้”
ฟาคาร์รับแว่นมาจากอีกฝ่ายเขาถึงกับร้องว้าวเพียงได้เห็นดีไซน์ภายนอก กรอบแลดูโฉบเฉี่ยวคงเพราะแว่นอันก่อนฟาคาร์มักบ่นบ่อยๆ ว่ามันดูเชยแว่นที่อยู่ในมือตอนนี้จึงดูเข้ายุคเข้าสมัยด้วยเลนส์ทึมทรงกว้างแต่โค้งสวยแลดูไว้มาดมาพร้อมกรอบจนถึงขาที่มีเส้นสายสีดำในพื้นดำเป็ลวดลายเข้มคลาสสิกลงตัว
“สุดยอดเลยครับ”
“ล้ำยุคไปเลยละสิแว่นประสานเสมือนตามท้องตลาดยังทำแบบนี้ไม่ได้เลยนะ”
“ป่าวครับผมยังไม่ได้ใส่” ฟาคาร์ขัดกลับ
“บ้าน้า”เอลฟ์เฒ่าหันขวับ “แว่นนั่นมีระบบปรับขาแว่นตามผู้สวมใส่อัตโนมัตินะ เธอต้องใส่ได้สิ”
“แต่ผมยังไม่ได้ใส่ไม่ใช่ใส่ไม่ได้”
“ทำไมละทำไมไม่ใส่ ปกติเธอไม่ใช่คนแบบนี้นี่” เอลฟ์เฒ่าลุกจับจ้องอีกฝ่ายจริงจังจนผู้ตกเป็เป้าถึงขั้นเชินอายว่าแล้วเอลฟ์เฒ่าจาราชก็โผเข้ากอดอีกฝ่าย
“เฮ่ยไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่กำลังมองว่ามันสวย...”
จาราชกอดแน่นจนอีกฝ่ายหายใจไม่ออก“เครียดใช่มั้ยน่ะ นอนน้อยนะเนี่ย ตาแดงกร่ำเชียว”
“รู้ได้ไง?”
“ง่ายมากฉันเขียนโปรแกรมให้คอนแทคเลนส์ของฉันมันอ่านค่าสแกนความผิดปกติของดวงตาได้ละแต่ร่างกายเธอยังดูปกติมากนะ แค่ความเครียดแน่นอน”
ฟาคาร์พยักรับคำตอบตามคาดแม้ในใจจะแอบน่าเสียใจนิดๆ เพราะคำตอบกินใจควรเป็ ก็ฉันเป็ครอบครัวของเธอนี่นาหรืออะไรประมาณนั้น แต่ฟาคาร์ก็ยิ้มออก
“นั่นแหละยิ้มเข้าไว้ มั่นใจหน่อย ทะลุเข้าถึงรอบสอบปฏิบัติได้อีกเพียงก้าวเดียวเธอก็จะได้เป็ฮีโร่แล้วนะ” จาราชว่าพลางตบไหลอีกฝ่ายดังฉาดมันเป็แรงปะทะที่ทำให้เขามีพลังขึ้นอย่างน่าประหลาด “ดูดีนี่นา แววตาเธอดูมั่นใจขึ้นมากเลย”
“คอนแทคเลนส์บอกเหรอครับ?”ฟาคาร์รู้ทันอีกฝ่าย
“บ้าเหรอมันทำถึงขั้นนั้นได้เสียที่ไหน” จาราชว่าเหมือนตำหนิ “ก็เพราะฉันเป็พ่อเธอนี่นาเวลาเธอมั่นใจอะไร ฉันมองออกหรอก บัดโธ่!” เอลฟ์เฒ่ายังสะบัดราวไม่พอใจ
ฟาคาร์ยิ้มอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาดแม้น้ำเสียงที่ได้ยินจะหยาบกระด้างก็ตาม
“ฉันว่าจะเข้าไปเจรจาธุรกิจกับพวกแอนตี้ฮีโร่หน่อยน่ะแต่คิดว่าน่าจะเื่ยาวมีหลายคนอยากเจอฉัน ก็เหมือนเดิมแหละ มีพวกอยากได้ของฟรี อัพเกรดอะไรใหม่ๆเอาเป็ว่าพอส่งเธอเสร็จ ฉันก็จะกลับมาคุยงานต่อที่นั่นนะ เธอสอบผ่านได้เป็ฮีโร่แล้วกลับมาเจอกันที่เก็กโค่บาร์ได้มั้ย?”
“ได้สิครับ”ฟาคาร์ยิ้มดีใจ
“ว่าแต่เธอจะไม่ใส่แว่นนั่นจริงเหรอตั้งชื่อให้มันหน่อยสิ เผื่อฉันทำขาย”
“จาราชรุ่น เจเอฟ80 ดีมั้ยครับ?”
“มันไปมาไงละนั่น”
“เจก็มาจากชื่อคุณไงส่วนเอฟก็ชื่อผม”
“แล้ว80 ละ”
“ก็มันเท่ดีเฉยๆ”
“โอ้ว้าวฉันนึกไม่ถึงเลย” จาราชสีหน้าตกตะลึงแล้วหันกลับไปจดโน้ตลงกระดาษถึงยุคนี้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมักถูกบันทึกลงคลาวน์ผ่านแทคแพคดังนั้นสิ่งสำคัญจริงๆ เท่านั้นที่จะถูกจดลงกระดาษจากนั้นเขาหันกลับมาหาฟาคาร์อีกครั้ง “นายจะไม่ลองใส่เ้าเจเอฟ 80 ดูหน่อยเหรอ?”
“ครับใส่สิครับ” ว่าแล้วฟาคาร์ก็สวมเจเอฟ 80 ข้อมูลเหมือนรุ่นก่อนแสดงบนเลนส์ปรากฏให้เขาเห็นชัดเจนวงกลมมุมขวาบนหมุนก่อนหายไป จากนั้นปรากฏแถบตัวเลขต่างๆมีชื่อเขาพร้อมบอกค่าพลังต่อสู้รวม 57 ขณะที่จาราชมีค่าพลังต่อสู้รวม 35+
“ค่าพลังพวกนั้นยังไม่รวมอาวุธของอีกฝ่ายนะฉันยังทำไม่เสร็จ ใช้เวลาอีกหน่อย เย็นนี้กลับมาทำอาจเสร็จก็ได้”
“เดี๋ยวครับเป็ไปไม่ได้นา” ฟาคาร์ไม่อยากจะเชื่อ
“ถูกต้องเป็ไม่ได้หรอก” จาราชเอ่ย“เพราะวันนี้เธอกับฉันจะกลับมาฉลองที่เธอได้เข้าเป็ฮีโร่ของสหพันธ์ฉันจะเลี้ยงน้ำอำพันเธอเอง กับเนื้อย่างดีมั้ย ย่างแบบจริงเลยน่ะ ไม่ใช่ใช้เครื่องทำอาหารเราจะฉลองกันให้ค่ำคืนนี้มันสุกสกาวเฟี้ยวฟ้าวไปเลยดังนั้นฉันก็จะไม่มีเวลาอัพเกรดแว่นหรอกนะ”
“แต่ถ้าไม่ฉลองจาราชทำได้เหรอ?”
“ไม่แน่ข้อมูลอาวุธมันเยอะ ต้องหาแหล่งข้อมูลก่อน แต่ทำได้อยู่แล้วแหละ” จาราชเอ่ยตอบอย่างไม่สบอารมณ์นัก“เธอเป็ลูกของฉันนะ ไม่รู้ได้ไงว่าฉันทำได้”
“ขอโทษครับ”
“หึหึช่างเถอะ” จาราชว่าก่อนยกนิ้วพุ่งมาตรงหน้าฟาคาร์แล้วกดที่กลางแว่นทันใดเลนส์แสดงผลกะพริบเล็กน้อย แล้วขึ้นข้อความมุมขวาล่างว่า โหมดต่อสู้จากนั้นค่าต่างๆ ปรากฏขึ้นในจอก่อนเสียงจาราชจะดังมาจากแว่นรายงานขึ้น
“ปะทะตรงเร็ว อย่าเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเพิ่มเติมอาวุธ”
“คืออะไรกันครับเนี่ย”
“เป็เหมือนวิเคราะห์คู่ต่อสู้โดยรวมๆแล้วประมวลข้อมูลการต่อสู้ของเธอ ทางนั้นก็นำเสนอแนวทางการต่อสู้เพื่อเอาชนะน่ะ”
“เยี่ยมไปเลยครับแบบนี้เหมือนคุณเป็ครูฝึกให้ผมเลย”
“ฉันเป็พ่อเธอต่างหากบอกกี่ครั้งแล้วเนี่ย” จาราชเอ่ยน้ำเสียงหยาบห้วนเช่นเดิมแต่ฟาคาร์กลับรู้สึกอบอุ่น บางทีก็อบอุ่นจนขนลุกประหลาดๆ เอลฟ์เฒ่าเอ่ยต่อ “มันเหมือนพ่อที่ตามไปปกป้องลูกไงละ”
ฟาคาร์เขินอายพ่อที่ตามมาปกป้องเขาชวนให้คิดไปว่าเขาเป็ลูกแหง่มากกว่า ทันใดเขาชะงักถอยจากอีกฝ่ายเขารู้ว่าจาราชจะเข้ากอดเขาอีกครั้งจากคำเตือนที่เจเอฟ 80 ดังบอกให้ระวัง
“เหมือนว่าจะต้องรีบแล้วผมทานข้าวก่อนนะครับ” ฟาคาร์รีบตัดบทหลบมุมมาทานข้าว
จาราชยิ้มพลางถอนหายใจเป็หายใจเฮือกใหญ่ของผู้สูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เฒ่าเอลฟ์รู้สึกใจหายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วและเขารู้ดี เด็กหนุ่มพอถึง่วัยหนึ่งก็มักเป็แบบนี้มักตีตัวออกห่าง อยากแสดงให้เห็นว่าตนเองเติบโต กอดและรักของวัยเด็กกลับกลายเป็สิ่งควรหลบลี่ให้ห่างไว้จาราชนึกถึงสมัยฟาคาร์ยังเป็เด็กน้อยที่เขาจะกอดเมื่อไหร่ก็ชอบที่จะกอดตอบเขากลับมาเสมอ
“ไปก่อนนะครับ”ฟาคาร์เอ่ยบอกพลางเก็บกระเป๋าก่อนออกมา “แล้วเจอกันนะจาราช ขอบคุณนะผมจะต้องเป็ฮีโร่ให้ได้” แต่ทว่าห่างไปเพียงไม่ไกล ฟาคาร์กลับต้องเผชิญหน้าแก็งออร์ควัยฉกรรจ์สีหน้ากร้านดุซึ่งดูเหมือนจะไม่อยากให้เขาเดินผ่านไปง่ายๆ