ราตรีกาลสงัดเงียบ ลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิวอยู่นอกเรือน ทว่าภายในห้องพัก ร่างกายของฉินอวี่กลับร้อนผ่าวด้วยความตื่นเต้น
"ท่านปู่เหลียน บอกวิธีฝึกฝนแก่ข้า ข้าจะฝึก ข้าต้องฝึกเป็เซียนให้ได้ ต่อให้เป็เซียนไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานให้ได้!" ดวงตาของฉินอวี่ฉายแววมุ่งมั่นแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ภายในห้วงความคิด ฉินอวี่เริ่มวาดภาพอนาคต เขาจินตนาการเห็นสายตาชื่นชมของเสด็จพ่อที่ทอดมองมายังตน
สิ่งที่เขาปรารถนาไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจากความรักจากบิดาเพียงเท่านั้น... ไม่ว่าจะเป็คำชม รอยยิ้ม หรือแม้กระทั่งคำตำหนิติเตียนและการลงโทษจากบิดา ทั้งหมดล้วนทำให้ฉินอวี่ััได้ถึงการมีอยู่ของความรัก เขา้าเพียงเศษเสี้ยวความรักนั้น
และบัดนี้... เขาค้นพบหนทางที่จะเรียกคืนความรักจากบิดากลับมาแล้ว นั่นคือการขยันหมั่นเพียรฝึกฝน เจริญรอยตามพี่ใหญ่ฉินเฟิง เป็นักสู้ที่กล้าหาญ แข็งแกร่ง หรือกระทั่ง... เป็เซียนผู้เหยียบย่างอยู่เหนือปุถุชน
ฉินอวี่มองเหลียนเหยียนด้วยสายตาเปี่ยมความคาดหวัง
"เสี่ยวอวี่" เหลียนเหยียนจนใจ แต่จำต้องเอ่ยความจริง "หากคิดจะเป็ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทาน จำต้องฝึกฝนกำลังภายใน ฝึกปรือจากขอบเขตขั้นบ่มเพาะเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตขั้นฟ้าประทาน แต่จุดตันเถียนของเ้าโดยกำเนิดไม่อาจกักเก็บกำลังภายในได้ แล้วจะฝึกฝนกำลังภายในได้อย่างไร? จะก้าวสู่การเป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานได้อย่างไร?"
"จุดตันเถียนข้ามีปัญหา แต่ท่านอาอ๋องเคยกล่าวว่าวิชาลมปราณในใต้หล้ามีมากมายดุจดวงดาว ไม่แน่อาจมีสักวิชาที่ข้าฝึกได้ แม้ข้าจะฝึกกำลังภายในไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่ายังมีวิชาภายนอกอยู่หรอกหรือ ข้าก็สามารถเป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานได้เช่นกัน!" ฉินอวี่รีบโพล่งออกมา
เขาไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตนเองจะหมดวาสนาในการเป็ยอดฝีมือ
เพราะในหัวใจอันบริสุทธิ์ของเด็กวัยแปดขวบเช่นเขา นี่คือหนทางเดียวที่จะไขว่คว้าความรักจากบิดากลับคืนมา
"วิชาภายนอก? วิชาภายนอกเป็เพียงการใช้วิธีการต่างๆ มาเคี่ยวกรำร่างกาย เพื่อให้พละกำลังแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น นี่เป็เพียงวิถีเล็กๆ... นับแต่โบราณกาลมา ต่อให้เป็ผู้ที่เกิดมามีพลังช้างสาร หรือฝึกฝนร่างกายจนเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่เคยมีผู้ใดอาศัยวิชาภายนอกบรรลุสู่ขอบเขตขั้นฟ้าประทานได้แม้แต่คนเดียว การฝึกวิชาภายนอกบริหารกายา ย่อมไม่มีทางก้าวสู่การเป็ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานได้" เหลียนเหยียนไม่อยากให้ฉินอวี่เสียเวลาไปกับเื่ไร้ประโยชน์ จึงเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา
"สักคนก็ไม่มีหรือ? ไม่มีความหวังเลยหรือ?" ฉินอวี่ตะลึงงัน ใบหน้าซีดเผือดลงทันตา
ความหวังสุดท้ายพังทลาย ฉินอวี่รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของฉินอวี่ เหลียนเหยียนก็ปวดใจยิ่งนัก "เขายังเป็เพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น!"
เหลียนเหยียนจึงรีบเอ่ยปลอบ "เสี่ยวอวี่ ความจริงแล้ววิชาภายนอกก็นับว่าเก่งกาจไม่น้อย วิชาภายนอกเน้นพลังกล้ามเนื้อ ความอดทนเป็เลิศ ไม่เหมือนกำลังภายในที่ใช้เพียงครู่เดียวก็หมดสิ้น แล้วก็..." เพื่อปลอบใจหลานชาย เหลียนเหยียนพยายามสรรหาข้อดีของวิชาภายนอกมากล่าวอ้าง พอได้ยินเช่นนั้น ประกายตาของฉินอวี่ก็เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง
"แล้วก็... วิชาภายนอกแม้จะฝึกยาก แต่ร่างกายอย่างไรก็นับเป็รากฐานสำคัญที่สุดของมนุษย์ ในกองทัพพยัคฆ์เพลิงมีชายร่างั์ผู้หนึ่งมีพลังช้างสารโดยกำเนิด อาศัยเพียงวิชาภายนอกฝึกกายา ก็สามารถใช้มือเดียวหยิบยกแท่นหินหนักแปดร้อยจินได้"
"แปดร้อยจิน? ด้วยมือเดียว?" ไฟแห่งความหวังในใจฉินอวี่ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง เขานึกภาพตามว่าหากมีพละกำลังมหาศาลปานนั้น การถือขวานั์ไล่ฟาดฟันศัตรูคงง่ายดายดุจเกี่ยวข้าว
"ถูกต้อง แปดร้อยจิน มือเดียวยกแท่นหินแปดร้อยจินได้ อาวุธของเขาคืุ์ทองคำขาเดียว ในสนามรบนั้น ต่อให้เป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานขั้นต้น ก็ยังมิอาจห้าวหาญเทียบเท่าเขา มนุษย์ทองคำขาเดียวเพียงเหวี่ยงวูบเดียว ศัตรูก็ล้มระเนระนาดเป็ทิวแถว" เหลียนเหยียนพร่ำพรรณนาถึงข้อดีของวิชาภายนอก
ในที่สุด เหลียนเหยียนก็สรุปว่า "วิชาภายนอกนี้แม้จะไม่มีผู้ใดฝึกจนบรรลุถึงระดับขั้นฟ้าประทาน แต่หากฝึกจนถึงขีดสุดของขั้นบ่มเพาะ ร่างกายก้าวสู่ขีดจำกัด อานุภาพก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือขั้นฟ้าประทานขั้นต้นเลยทีเดียว"
เมื่อเห็นสีหน้าของฉินอวี่ดีขึ้น เหลียนเหยียนก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเลี้ยงดูฉินอวี่มาแต่เล็ก ย่อมรู้นิสัยของเด็กคนนี้ดี
"วิชาภายนอกฝึกถึงขีดสุดของขั้นบ่มเพาะ ก็เทียบชั้นกับยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานขั้นต้นได้หรือ?" ฉินอวี่ถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
เหลียนเหยียนพยักหน้ารัวรัว ในเวลานี้เขาไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ? หากเขาส่ายหน้า คาดว่าในใจของฉินอวี่คงยิ่งโศกเศร้ากว่าเดิม
"ท่านปู่เหลียน ท่านบอกว่าในอดีตไม่เคยมีผู้ใดฝึกวิชาภายนอกจนบรรลุระดับขั้นฟ้าประทาน?" ฉินอวี่เอ่ยถาม เหลียนเหยียนพยักหน้าอย่างกระวนกระวาย ทว่าฉินอวี่กลับมีท่าทีตื่นเต้นขึ้นมา ชูกำปั้นน้อยๆ ขึ้นแล้วกล่าวว่า "ดี! ในเมื่ออดีตไม่เคยมีผู้ใดทำได้ เช่นนั้นข้าก็จะเป็คนแรกที่ทำให้ได้!"
เหลียนเหยียนถึงกับอึ้งงัน
"อดีตไม่มีใครทำได้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันทำได้ ข้าเชื่อมั่นในตนเอง!" แววตาของฉินอวี่เปล่งประกายเจิดจ้าราวดวงดารา
เหลียนเหยียนได้แต่ยิ้มขื่น
วิชาภายนอก?
การฝึกฝนในวิถีนั้น ยากลำบากกว่าการฝึกกำลังภายในนับเท่าทวีคูณ วิชาภายนอกคือการเคี่ยวกรำร่างกาย จำต้องผลักดันร่างกายให้ถึงขีดสุด ผ่านวิธีการฝึกฝนสารพัดรูปแบบ ต้องทนรับความเ็ปจากการผลัดเปลี่ยนร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า ความทุกข์ทรมานเ่าั้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทานทนได้
เหลียนเหยียนจะตัดใจปล่อยให้ฉินอวี่ต้องทนทุกข์เช่นนั้นได้อย่างไร
"เสี่ยวอวี่ วิชาภายนอกฝึกกายานั้นลำบากแสนสาหัส เ็ปยิ่งกว่าโดนเฆี่ยนตีวันละร้อยทีเสียอีก เ้าเป็ถึงบุตรชายของเจิ้นตงอ๋อง มีคนคอยคุ้มกัน ไม่จำเป็ต้องลำบากตรากตรำถึงเพียงนั้นหรอก" เหลียนเหยียนพยายามเกลี้ยกล่อม เขาไม่อยากเห็นเด็กตัวเล็กๆ ต้องทนลำบากจริงๆ
ฉินอวี่ส่ายหน้าช้าๆ
"ไม่!" ปากเอ่ยเพียงคำเดียว แต่กลับหนักแน่นไร้ช่องว่างให้ต่อรอง
เหลียนเหยียนจนใจ "คนตระกูลฉินเหตุใดถึงเป็เช่นนี้กันหมดนะ ไม่ว่าภายนอกจะดูเป็เช่นไร แต่เนื้อแท้จิตใจล้วนแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน แต่ละคนหากปักใจกับเป้าหมายแล้วไม่มีวันหันหลังกลับ บิดาเขาเป็เช่นนี้ ตอนนี้ตัวเขาก็เป็เช่นนี้"
จู่ๆ ฉินอวี่ก็ยิ้มกว้าง เขารู้ดีว่าปู่เหลียนเป็ห่วงเขา
"ท่านปู่เหลียน ไม่ต้องเป็ห่วง ไม่แน่อาจจะมีวิชาลมปราณที่ข้าฝึกได้ก็ได้ ท่านช่วยหาคัมภีร์วิชาลมปราณมาให้ข้าลองเยอะๆ หากฝึกกำลังภายในไม่ได้จริงๆ ข้าค่อยหันไปฝึกวิชาภายนอกก็ยังไม่สาย" ฉินอวี่เดินเข้าไปโอบไหล่เหลียนเหยียนแล้วกล่าวว่า "ปู่เหลียน อย่ากังวลเลย ในซานจวงมีหมอที่เก่งที่สุด มียอดฝีมือสารพัด แล้วก็น้ำพุร้อนวิเศษ ท่านจะกังวลไปไย?"
เหลียนเหยียนลูบศีรษะฉินอวี่ด้วยความเอ็นดู ใบหน้าประดับรอยยิ้มเมตตา
เขาย่อมรู้ดีว่าฉินอวี่เพียงไม่อยากให้เขาเป็กังวล
"เอาล่ะ เสี่ยวอวี่ กลับไปนอนเถิด เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ปู่จัดการเอง" เหลียนเหยียนกล่าวตัดบท
ทว่าฉินอวี่กลับเงยหน้าขึ้นแล้วกำชับว่า "ปู่เหลียน แล้วก็ช่วยหาอาจารย์ฝึกวิชาภายนอกมาให้ข้าเยอะๆ ด้วย มีคนชี้แนะย่อมดีกว่า"
"วางใจเถอะ เื่นี้ปู่รู้แล้ว" เหลียนเหยียนยิ้มรับ ฉินอวี่ก็ยิ้มตอบทันที ก่อนจะหอมแก้มชายชราฟอดหนึ่งอย่างสนิทสนม แล้ววิ่งะโโลดเต้นออกไปทางประตู ร้องบอกว่า "ปู่เหลียนพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะกลับไปนอนแล้ว!"
สิ้นเสียง ร่างเล็กก็ลับหายไปจากห้อง
เหลียนเหยียนหยิบพู่กันและกระดาษออกมา จรดปลายพู่กันเขียนจดหมายทันที...
...
เมืองเหยียนจิง ณ ห้องหนังสือฉินเต๋อแห่งจวนอ๋อง
ฉินเต๋อกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ภายในห้องหนังสือ เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง บัดนี้ท้องฟ้าเริ่มสางแล้ว
บัณฑิตชุดดำสวีหยวนก้าวเข้ามา ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่ง เขาเดินมาหยุดข้างกายฉินเต๋อแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ท่านอ๋อง นี่เป็จดหมายที่ลุงเหลียนส่งพิราบสื่อสารมา เป็เื่เกี่ยวกับเสี่ยวอวี่ ท่านลองอ่านดูเถิด"
ฉินเต๋อรับจดหมายมา ไล่สายตาอ่านเนื้อความภายใน แววตาฉายประกายซับซ้อน ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ยังไม่ยอมวางจดหมายในมือลง
"ท่านอ๋อง..." สวีหยวนเรียกเสียงเบา ฉินเต๋อได้สติกลับมาทันที พลันปราณเพลิงสายหนึ่งก็พุ่งออกจากฝ่ามือ เผาจดหมายจนกลายเป็เถ้าถ่านร่วงหล่นลงพื้น จากนั้นเขายังคงรักษาท่าทีเ็า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "สวีหยวน คัดลอกสุดยอดคัมภีร์กำลังภายในและคัมภีร์วิชาภายนอกในจวนอ๋องอย่างละหนึ่งชุด แล้วส่งไปที่อวิ๋นอู้ซานจวง"
สวีหยวนใ เขาเองก็รู้ดีว่าฉินอวี่ฝึกกำลังภายในไม่ได้ และยังรู้อีกว่าสุดยอดคัมภีร์กำลังภายในเหล่านี้ล้ำค่าเพียงใด ต่อให้เทียบกับคลังลับในวังหลวงแห่งราชวงศ์ฉู่ คลังลับกำลังภายในของเจิ้นตงอ๋องก็นับว่าล้ำค่ากว่ามาก
นำมรดกล้ำค่ามากมายเพียงนี้ไปมอบให้ฉินอวี่ที่ฝึกกำลังภายในไม่ได้ จะมิใช่การเสียของเปล่าหรือ?
"ท่านอ๋อง ทั้งหมดเลยหรือ? รวมทั้ง 'เคล็ดัา' ด้วยหรือ? แต่เสี่ยวอวี่เขาฝึกกำลังภายในไม่ได้..." สวีหยวนถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
"ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเมื่อครู่หรือ?" ฉินเต๋อกล่าวเสียงเย็นเยียบ สวีหยวนจึงรีบพยักหน้า ไม่กล้าเอ่ยปากมากความอีก เขาสังเกตเห็นว่าขณะนี้ฉินเต๋อมีเื่ราวรบกวนจิตใจ และพอจะคาดเดาอารมณ์ของฉินเต๋อในยามนี้ได้
"แล้วก็..." ฉินเต๋อผ่อนลมหายใจเล็กน้อย "อวี่เอ๋อร์เขาอยากได้ยอดฝีมือวิชาภายนอกไม่ใช่หรือ จงนำสามสุดยอดฝีมือวิชาภายนอกในกองทัพพยัคฆ์เพลิงไปที่นั่นด้วย และให้ประกาศตามหายอดฝีมือวิชาภายนอกทั่วทั้งสามเขตปกครองแดนบูรพา พาตัวไปที่นั่นให้หมด"
"ขอรับ!" สวีหยวนรับคำสั่ง
ฉินเต๋อชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "สวีหยวน ส่งคำสั่งไปที่แดนหงฮวงไร้ขอบเขต ให้แม่ทัพจ้าวยุนซิงเดินทางไปที่อวิ๋นอู้ซานจวงด้วย หากอวี่เอ๋อร์เลือกเขาเป็อาจารย์ ก็ให้เขาพำนักอยู่ที่อวิ๋นอู้ซานจวงเป็เวลาหนึ่งปี"
"แม่ทัพจ้าวยุนซิง?" สวีหยวนอุทานด้วยความใ
ฉินเต๋อพยักหน้า จากนั้นทำท่าจะเดินออกจากห้องหนังสือ สวีหยวนจึงรีบเอ่ยขึ้นทันทีว่า "ท่านอ๋อง กลับเมืองเหยียนจิงคราวนี้ จะไม่แวะไปเยี่ยมเสี่ยวอวี่ที่อวิ๋นอู้ซานจวงหน่อยหรือ การไปเยี่ยมเสี่ยวอวี่ครั้งล่าสุดก็นับเป็เวลาปีกว่าแล้ว พวกเราเจียดเวลาสักวันแวะไปดูเขาสักหน่อยดีไหม?"
ร่างของฉินเต๋อชะงักกึก เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ไม่ต้อง" จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากห้องหนังสือไป สวีหยวนมองแผ่นหลังของฉินเต๋อแล้วส่ายหน้าพลางถอนหายใจ "หรือคนตระกูลฉินจะเป็เช่นนี้กันหมด? แต่ละคนล้วนดื้อรั้นทิฐิแรงกล้า เพียงเพื่อคำสาบานในกาลก่อน แม้แต่ความสัมพันธ์พ่อลูกก็ไม่สนใจไยดีแล้วหรือ?"
สวีหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินตามออกจากห้องหนังสือ ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านของจดหมายที่ถูกเผาไหม้อยู่บนพื้นห้อง