ฉีเฉินมองประเมินจวินหวงด้วยแววตาลึกล้ำยากจะคาดเดาไม่เอ่ยถึงเรื่องให้หว่านเอ๋อร์ตัดใจสักคำ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็เปลี่ยนเรื่องคุย"ตอนนี้เปิ่นหวางได้สร้างสายสัมพันธ์กับคนในราชสำนักตามที่น้องเฟิงแนะนำแล้วขั้นต่อไปพวกเราควรจะทำอะไรอีก?"
"ตอนนี้ถึงแม้ว่าเปิ่นหวางจะมีฐานะเป็นรัชทายาทแล้วแต่มีใครไม่รู้บ้างว่าเสด็จพ่อยังคิดถึงอดีตรัชทายาทอยู่แม้ว่าข้าจะมีผู้สนับสนุนในราชสำนักมากมาย แต่เสด็จพ่อก็ยังทรงหนุ่มแน่นน้องชายคนเล็กสุดของข้าก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดูท่าทางเสด็จพ่อจะโปรดปรานเขามากข้ากลัวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในภายหน้า น้องเฟิงคิดว่าข้าควรจะทำอย่างไรเพื่อรักษาตำแหน่งรัชทายาทเอาไว้?"
จวินหวงครางในลำคออยู่ครู่หนึ่งก็เหลือบตาขึ้นเสนอความคิดเห็นอย่างจริงจัง "ในความเห็นของข้า ที่ฮ่องเต้ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องสืบทอดราชบัลลังก์ไม่ใช่เพราะยังทรงรำลึกถึงอดีตรัชทายาท แต่เป็นเพราะยังทรงกังวลว่าฝ่าพระบาทยังไม่สามารถบริหารจัดการใต้หล้าที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้อย่าลืมว่าอดีตรัชทายาทเริ่มเรียนรู้การบริหารรัฐกิจและการปกครองมาตั้งแต่ประสูติฝ่าพระบาทเพียงแค่ทำให้ฮ่องเต้เห็นพระปรีชาสามารถที่แท้จริงพระองค์ถึงจะไว้วางพระทัยมอบราชบัลลังก์ให้แก่ฝ่าพระบาท"
ฉีเฉินคิดตามที่จวินหวงกล่าวก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างยิ่งอดีตรัชทายาทไร้ความสามารถไร้คุณธรรม จะมีเหตุผลใดให้ฮ่องเต้ทรงคิดถึงเขาอยู่ทุกวันไม่แน่ว่าอาจจะทรงลืมเขาไปนานแล้วก็เป็นได้ และตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถช่วยฮ่องเต้บริหารรัฐกิจฮ่องเต้จึงยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถของเขา แผนการในตอนนี้คือทำให้ฮ่องเต้มองเห็นตัวตนของเขาและยอมรับในตัวเขาให้ได้
เมื่อเห็นฉีเฉินยอมรับคำแนะนำของตนเองสีหน้าของจวินหวงก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่งแต่ก็ซ่อนเร้นอย่างรวดเร็วเมื่อฉีเฉินเงยหน้าขึ้นมา
"น้องเฟิงปรารถนาจะเป็นขุนนางบ้างหรือไม่? ด้วยความสามารถของเจ้าแล้ว จะต้องสำเร็จสมความตั้งใจได้แน่ในภายหน้าก็สามารถเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้เปิ่นหวางได้แน่น้องเฟิงอยากจะเข้าหน่วยงานไหนล้วนได้ทั้งสิ้นเปิ่นหวางจะเปิดทางสะดวกให้เอง"
จวินหวงหัวเราะอยู่ในใจการที่ฉีเฉินกระตือรือร้นจะจัดการให้ตนเองรับตำแหน่งขุนนางชั่วคราวควบคู่ก็เพียงเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถของตนเองในอนาคตตอนนี้นางทนอยู่ที่นี่ในฐานะผู้ช่วยนางไม่คิดจะยอมให้ฉีเฉินส่งตัวนางออกไปทำงานข้างนอกด้วยหรอกนะ
"ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าพระบาทแต่ตอนนี้ผู้น้อยอยู่ระหว่างไว้ทุกข์ ไม่สามารถเข้าเป็นขุนนางได้จริงๆขอเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยวางกลยุทธ์อยู่ข้างกายฝ่าพระบาทก็พอแล้วคนมีปณิธานยิ่งใหญ่ในใจ ไยต้องลำบากซื้อตำแหน่งขุนนางด้วย? รอจนครบกำหนดไว้ทุกข์แล้ว ผู้น้อยต้องสอบเข้าเป็นขุนนางให้ได้อย่างแน่นอน"จวินหวงกล่าวอย่างขึงขัง ดุเดือด ราวกับว่าคิดเช่นนั้นจริงๆฉีเฉินได้ยินแล้วยังร้องชมว่าประเสริฐไม่ขาดปากคิดว่าคนที่เขาหมายตาเป็นคนที่มีอุดมการณ์ และเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หายากโดยแท้
"ในเมื่อน้องเฟิงมีอุดมการณ์เช่นนี้ เปิ่นหวางก็จะไม่บังคับให้เจ้าลำบากใจวันนี้เจ้าก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะเพียงแต่หากมีวันใดที่น้องเฟิงคิดตัดสินใจได้แล้วก็มาบอกเปิ่นหวางโดยตรงก็พอ" ฉีเฉินพูดแล้วก็ยกมือขึ้นให้เขาไปได้
จวินหวงค้อมกายคารวะอย่างพอเหมาะ แล้วถอยออกจากศาลาไป ภายในศาลาเงียบสนิทลงไปชั่วขณะหนึ่งแล้วหนานกู่เยว่ก็ยกขนมเดินเข้ามาโดยมีสาวใช้คอยช่วยประคอง
นางมองไปตามทางที่จวินหวงเดินออกไปแล้วกล่าวกับฉีเฉิน"กู่เยว่ก็คิดว่าหากคุณชายเฟิงเข้ารับราชการเป็นขุนนางจะต้องเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังให้แก่ฝ่าพระบาทได้อย่างแน่นอนฝ่าพระบาทตัดสินใจจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปแบบนี้จริงๆ หรือ?"
ฉีเฉินถอนหายใจเฮือก มองตามหลังจวินหวงไป "ทำอย่างไรได้เขาเป็นคนมีหลักการ แม้ว่าจะเป็นคนกันเองแต่ข้าก็ไม่สามารถไปเจ้ากี้เจ้าการกับเขาได้ ปล่อยให้เขาใช้ความพยายามของตนเองเถอะค่อยๆ เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปทีละก้าวแบบนี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้"
หนานกู่เยว่ฟังแล้วก็ยิ้มออกมา"เกรงว่าฝ่าพระบาทกำลังทดสอบคุณชายเฟิงเพื่อหว่านเอ๋อร์เสียมากกว่า"
"อะไรๆ ก็หนีไม่พ้นสายตาของชายาเราไปได้เลยจริงๆ"ฉีเฉินหันไปมองหนานกู่เยว่ด้วยสีหน้าอ่อนโยนยิ้มแล้วยื่นมือเข้าไปกดที่ดั้งจมูกของนางอย่างสนิทสนมหนานกู่เยว่หน้าแดงก้มหน้าลงอย่างเอียงอาย วางขนมที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะด้านข้าง
"ข้ามองออกว่าหว่านเอ๋อร์ชอบเขามากไม่ว่าใครเกลี้ยกล่อมนางเท่าไรนางก็ไม่ฟังทั้งสิ้นคาดว่าวันนี้น้องเฟิงไปเกลี้ยกล่อมด้วยตนเองก็คงไร้ผลเช่นกัน เขาเป็นคนของข้าย่อมไม่มีอะไรจะกล่าวอยู่แล้ว หากเขาแต่งงานกับหว่านเอ๋อร์ได้จริงๆก็เป็นเรื่องประเสริฐการที่เขาคิดสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จจากความพยายามของตนเองก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว นับว่าเป็นการสะสมประสบการณ์ที่โชกโชนทีเดียว"ฉีเฉินกล่าวเรียบๆ
หนานกู่เยว่ปิดปากหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "หว่านเอ่อร์เป็นสตรีที่งดงามราวกับบุปผามาแต่ไหนแต่ไรสุดท้ายแล้วเขาต้องรักนางอย่างแน่นอนหากคุณชายเฟิงสามารถเป็นขุนนางได้ด้วยความสามารถของตนเองหว่านเอ๋อร์แต่งงานไปก็จะได้ไม่ลำบากด้วย ฝ่าพระบาทวางพระทัยได้เลย"
ฉีเฉินพยักหน้า แล้วพาหนานกู่เยว่ออกมาจากศาลา ในที่สุดขนมเปี๊ยะที่วางอยู่ในศาลาก็ฝุ่นเกาะไม่มีใครได้ลิ้มรส
ไยจวินหวงจะไม่รู้ว่าการที่ตนเองปฏิเสธฉีเฉินครั้งแล้วครั้งเล่าจะทำให้เขาเกิดความไม่พอใจแต่นางก็ไม่มีหนทางอื่นราชสำนักเป่ยฉีเป็นสถานที่ที่นางไม่ค่อยอยากเข้าไปแตะต้องเสียเท่าไรนางหวังเพียงว่าจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายตอนที่มอบใต้หล้านี้ให้แก่ฉีอวิ๋น
ไม่มีแผ่นดินไหนที่จะรักษาความสงบสุขเอาไว้ได้ตลอดเวลาในขณะที่ผู้คนเพิ่งจะถอนใจโล่งอกให้กับสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้แต่ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาในด้านการปกครองขึ้นมาอีก เมื่อตรวจสอบถึงรู้ว่าที่แท้ขุนนางในท้องถิ่นฉ้อราษฎร์บังหลวงเห็นชีวิตประชาชนไร้ค่าราวกับผักปลา พวกคุณชายตระกูลสูงวางอำนาจฉุดคร่าหญิงชาวบ้านตอนนี้ก่อเรื่องวุ่นวายถึงขั้นเอาชีวิตคนแล้ว
ตอนที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาเรื่องนี้แทบจะทรงกระอักออกมาเป็นโลหิตหน้าดำคร่ำเครียดดูน่าสะพรึงกลัว แม้แต่ขันทียังไม่กล้าพูดมากได้แต่ยืนเงียบกริบอยู่ข้างๆ
วันต่อมาพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็ยังไม่กลับมาเป็นปกติดังเดิมพระองค์ตรัสเรื่องนี้ในท้องพระโรงเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักก็เพียงแค่วิจารณ์กันไปเกรียวกราวแต่ไม่มีใครสามารถเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ดีได้สักคนทำให้จักพรรดิกริ้วจัดตะคอกออกมากลางท้องพระโรง "พวกเจ้ากินอะไรเป็นอาหารกันหรือ? มีแต่พวกไร้ประโยชน์ ดีแต่กินดื่มแต่สมองกลวงจะช่วยคิดวิธีแก้ปัญหาสักข้อก็ไม่มีให้พวกเจ้าใครสักคนเสนอตัวไปจัดการเรื่องนี้มันยากเย็นขนาดนี้เลยหรือ?"
ฉีเฉินมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีใครยืนขึ้น ในใจเขานึกถึงคำพูดของจวินหวงหากเขาสามารถช่วยฮ่องเต้จัดการแก้ไขปัญหานี้ได้พระองค์จะต้องหันมามองโอรสนอกสายตาอย่างเขาแน่นอนถึงเวลานั้นก็อาจจะทรงมอบราชบังลังก์นี้ให้แก่เขาด้วยความยินดีก็เป็นได้
เมื่อคิดใคร่ครวญในใจแล้วก็ลุกขึ้นยืนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า"เสด็จพ่อ ลูกยินดีไปเอง"
เมื่อคำกล่าวนี้พูดออกมา ขุนนางทั้งหมดต่างส่งเสียงฮือฮาหนานสวินที่อยู่ในท้องพระโรงก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ไม่รู้เขากำลังคิดอะไรอยู่เพียงแต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
ฮ่องเต้ทรงมองฉีเฉินแล้วนิ่งงันอยู่ชั่วขณะหนึ่งแต่ก็ไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆจึงประกาศในท้องพระโรงมอบหมายให้รัชทายาทฉีเฉินเป็นผู้เดินทางไปในตอนท้ายก็ประชุมเรื่องไม่ค่อยมีประโยชน์ต่ออีกเล็กน้อย
หลังจากเลิกประชุมแล้ว ฉีเฉินรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากแต่กลับถูกใต้เท้าผู้หนึ่งที่อยู่ใต้บังคับบัญชารั้งไว้ก่อน
"ฝ่าพระบาท ทรงทำสิ่งที่เลอะเลือนไปแล้วจริงๆ"คนผู้นั้นถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น
ฉีเฉินงุนงงไม่เข้าใจเหตุผลว่า ที่คนผู้นี้กล่าวมาหมายถึงอะไร"ที่ใต้เท้ากล่าวมาหมายความว่าอย่างไร?"
"คนพวกนั้นเป็นใคร มีแต่ลูกท่านหลานเธอคนมีอำนาจทั้งนั้นหากไม่ช่วยปกปิด ก็ต้องล่วงเกินพวกเขา เรื่องนี้จัดการไม่ง่ายเลย"ใต้เท้าผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
แต่ฉีเฉินได้ยินแล้วก็ฉุนขึ้นจมูก แค่นเสียงเยือกเย็นออกมา "ฮึ!คนมีอำนาจหรือ? เปิ่นหวางจะโค่นล้มคนมีอำนาจเหล่านี้ให้หมด"
เขายังเป็นหนุ่มเลือดร้อน แม้ว่าบางครั้งก็มีความคิดที่ละเอียดรอบคอบแต่การจะได้คนมาเป็นพวก บางครั้งก็ต้องมีปลิ้นปล้อนกันบ้างแต่ตอนนี้เขากำลังต้องการให้ฮ่องเต้เห็นความสามารถของตนเองจนลืมไปว่าเขาควรพยายามรวบรวมสมัครพรรคพวกมากกว่าที่จะไปปราบปราม
เขาไม่ฟังคำทัดทานของขุนนางใหญ่ เดินออกไปทันทีหนานสวินที่เดินอยู่ข้างหลังมองตามฉีเฉินที่เดินออกไป แววตาเข้มขรึมเขารู้สึกว่าตนเองควรจะไปหาจวินหวงสักหน่อย
จวินหวงไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าใดนักที่หนานสวินต้องการพบนางด้วยเรื่องนี้เพราะการที่ฉีเฉินรับเผือกร้อนมากอดไว้เองนางก็รู้เรื่องแล้วแต่ไม่ได้มีทีท่าอันใดมากมายนัก
หนานสวินเห็นจวินหวงนั่งจิบชาอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ก็อดคิ้วขมวดไม่ได้ถึงกับสูญเสียความสงบนิ่ง ตะคอกใส่จวินหวงทันที"เจ้ารู้หรือไม่ว่าฉีเฉินทำแบบนี้เท่ากับเป็นการสร้างปัญหามาให้เจ้า? เขาจะต้องพาเจ้าไปด้วยแน่ๆยังไม่รู้ว่าผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นถ้าถูกบีบบังคับมากๆ จะก่อเรื่องอะไรขึ้นบ้างครั้งนี้ข้าไม่สามารถไปกับเจ้าได้ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะทำอย่างไร?"
จวินหวงดื่มชาไปหนึ่งคำ แล้วก็เหลือบตาขึ้นมองหนานสวิน หัวเราะเบาๆทีหนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างใจเย็น "ไยท่านต้องกังวลถึงเพียงนี้? เรื่องนี้ข้าย่อมประมาณการได้อยู่แล้วเดิมทียังไม่รู้ว่าจะทอนอำนาจของฉีเฉินอย่างไรแต่ไม่คิดว่าเขาจะเปิดโอกาสให้ข้าเสียเอง เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วอีกอย่างผู้มีอิทธิพลพวกนั้นจะกล้าทำร้ายฉีเฉินหรือ?"
หนานสวินคล้ายเป็นใบ้ไร้วาจาจะกล่าวได้ได้แต่มองจวินหวงแล้วถอนใจเฮือกหนึ่ง นางเดินทางไปเพียงลำพังตอนนี้พิษในร่างกายก็ยังอยู่ แต่กลับยังถ่อไปสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบนั้น
แล้วก็เป็นไปตามที่หนานสวินกล่าวจริงๆ ฉีเฉินจะพาจวินหวงไปด้วยตอนแรกนางกลัวว่าฉีเฉินจะไม่พานางไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นพวกเขาเดินทางทั้งคืนไปยังอำเภอที่อยู่ติดกับเมืองหลวงที่สุดเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงฉีเฉินลงมืออย่างเหี้ยมโหด คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดถูกโยนเข้าคุกไม่เว้นแม้แต่ลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือคนของผู้มีอิทธิพล
ชั่วระยะเวลานั้น ไพร่ฟ้าต่างชื่นชมยินดี ในขณะที่เหล่าผู้มีอิทธิพลต่างร้องครวญครางพร่ำบ่นกลัวว่าคนที่จะถูกจัดการคนต่อไปจะเป็นตนเอง
ก่อนที่จวินหวงจะมาได้ให้โหรวเอ๋อร์ส่งคนสองสามคนมาที่นี่ก่อนแล้วและเข้าไปปะปนกับประชาชน ตอนนี้ฉีเฉินสร้างคุณงามความดีก็ให้พวกเขาปล่อยเพลงสรรเสริญสดุดีให้กับฉีเฉินในหมู่ประชาชนบทเพลงเหล่านี้ได้ยินไปถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้แล้วในตอนนี้
คนในราชสำนักแบ่งออกเป็นสองฝ่ายฝ่ายหนึ่งคิดว่าการเดินทางไปของฉีเฉินเป็นวิถีในการปกครองแผ่นดินในฐานะองค์รัชทายาทสิ่งที่เขากระทำไม่มีสิ่งใดเลยเถิดเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับคิดว่าบทเพลงสรรเสริญคุณความดีของฉีเฉินในหมู่ประชาชนทำให้ฉีเฉินกลายเป็นบุคคลที่กอบกู้ใต้หล้า เป็นการกระทำที่ไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตาถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปผลงานของฉีเฉินก็จะบดบังและข้ามหน้าข้ามตาองค์ฮ่องเต้
องค์ฮ่องเต้มองขุนนางเหล่านั้นโต้เถียงกันไม่เลิกด้วยพระพักตร์ขุ่นมัวพระหัตถ์ของพระองค์กำแน่น แต่ฉีเฉินคือรัชทายาทที่พระองค์แต่งตั้งแม้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงของเขาในหมู่ประชาชนจะอยู่เหนือพระองค์แต่พระองค์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่ฝืนกัดฟันชื่นชมเขาทั้งยังกล่าวว่าหลังจากเขากลับมาแล้วจะต้องพระราชทานรางวัลให้หนักๆแต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องจะส่งมอบราชบัลลังก์ให้อยู่เหมือนเดิม
หลังเลิกประชุมเช้า ขันทีถวายงานรับใช้ข้างกายฮ่องเต้มาหลายสิบปีเห็นว่าฮ่องเต้พระอารมณ์ไม่ค่อยดีนักจึงพาพระองค์มาเดินเล่นในอุทยานบุปผาหลวง
"ใต้ฝ่าพระบาททรงขัดเคืองพระทัยเรื่องรัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ขันทีเอ่ยปากถาม
ฮ่องเต้ทรงหยุดยืน แล้วหันไปมองขันทีที่อยู่กับตนเองมาหลายปีแล้วถอนพระปัสสาสะ "ตอนนี้ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงทั้งบุ๋นและบู๊ต่างพูดเรื่องที่เฉินเอ๋อร์มีความโดดเด่นเหนือกว่าเราตอนนี้คนภายนอกต่างรู้ว่าคนของรัชทายาทมีมาก คนของเรามีน้อยแม้เฉินเอ๋อร์จะเป็นรัชทายาท แต่เราต่างหากที่เป็นฮ่องเต้"
พระองค์ตรัสกับขันทีตรงๆ ไม่มีปิดบังสักนิดขันทีผู้นี้ติดตามพระองค์มาหลายปี ย่อมรู้จักพระองค์ดีกว่าใครในเวลานี้เขาพูดมากไม่ได้ ได้เพียงยิ้มและกล่าวปลอบพระทัย
"รัชทายาทก็คือรัชทายาท แม้ชื่อเสียงภายนอกจะเลื่องลือเพียงใดก็เป็นเพียงรัชทายาท หากใต้ฝ่าพระบาททรงขุ่นเคืองพระทัยเรื่องนี้หลังจากรัชทายาทกลับมาก็ทรงเมินเฉยกับเขาสักช่วงเวลาหนึ่งก็พอแล้วไยพระองค์ต้องกริ้ว ให้ทำร้ายพระวรกายของพระองค์เองด้วยเล่า"
"เจ้าคิดเช่นนี้จริงๆ หรือ?" ฮ่องเต้ถาม
ขันทีเพียงยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร คำพูดบางคำไม่ควรกล่าวออกไป ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปทางอื่นแต่ทรงขบคิดคำพูดของเขา