ตอนที่ 4 วันลอบสังหาร
.
ในค่ำคืนอันมืดมิดไร้แสงเดือนแสงดาวด้วยเป็คืนข้างแรม แถมมีเมฆหมอกในฤดูฝนมาบดบังเหล่าคนงานกำลังกุลีกุจอขนของจากรถบรรทุกขึ้นไปยังเรือสินค้าลำใหญ่ที่จอดเทียบอยู่ที่ท่าเรือคลองเตยแสงไฟจากรถสาดส่องให้เห็นเพียงภายนอกลังไม้ที่บรรจุสิ่งของปริศนาไว้ภายในประมาณด้วยสายตาก็น่าจะเป็สินค้าชิ้นใหญ่หรือไม่ก็ต้องมีจำนวนมากโขมิใช่น้อยแต่ผู้คนเ่าั้หาได้สังเกตไม่ว่ากำลังมีใครคนหนึ่งลักลอบปีนขึ้นเรือจากด้านฝั่งแม่น้ำ
บุคคลลึกลับสวมชุดสีดำรัดกุมคลุมหน้าเห็นแต่เพียงลูกตาที่เื้ัก็สะพายสิ่งของมาในเป้ แล้วผู้บุกรุกนั้นก็ย่องอย่างแ่เบาจากกราบเรือไปตามผนังห้องตรงไปยังทางลงใต้ท้องเรือแต่มีคนถือปืนยาวเฝ้าอยู่สองคน คนชุดดำใช้อุปกรณ์คล้ายขลุ่ยสั้นเป่าเข็มพิษเข้าใส่สองคนนั้นล้มทั้งยืน แล้วเขาก็เหยาะย่างลงบันไดอย่างเงียบกริบเบื้องล่างนั้นยังมีห้องหลายห้องและทางเดินอีกหลายทาง เมื่อพบห้องเก็บสินค้ายังมีคนถืออาวุธปืนเฝ้าอีกหลายคน เขาจึงเอาหน้ากากป้องกันควันพิษจากในเป้ออกมาสวมและโยนะเิควันเข้าไปในห้องนั้น คนที่เฝ้าของก็สลบกันหมด แล้วผู้บุกรุกก็แอบติดวัตถุคล้ายตลับแป้งผัดหน้าของหญิงสาวแต่มีไฟสีแดงกระพริบตลอดเวลาไว้บนลังสินค้าเ่าั้จากนั้นเขาก็เตรียมจะเดินออกจากห้องแต่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้เดินตรวจเวรยามเสียก่อน
“เฮ้ยแกเป็ใคร” หนึ่งในคนตรวจเวรยกปืนจะยิง แต่คนชุดดำไม่ฟังเสียง เขากระโจนเข้าใส่กลุ่มคนเ่าั้อย่างรวดเร็วและชักดาบสั้นเล็กเรียวบางแต่คมแบบที่นินจาใช้ ทั้งฟันและปาดคอศัตรูจนเือาบล้มตายทุกคนในเวลาไม่ถึงห้าวินาที แล้วเขาก็ย่องออกไปนอกห้องเก็บสินค้ามาตามทางเดินก็มี รปภ.อีกกลุ่มเดินมา และยกปืนจะยิงเช่นเดิมคนชุดดำก็โยนะเิเข้าใส่คนกลุ่มนั้นดังตูมเขารีบวิ่งมายังทางออกเพื่อขึ้นไปดาดฟ้าเรือ ก็เผชิญหน้ากับคนอีกกลุ่มเขาขว้างอาวุธลับรูปดาวกระจายเข้าใส่คนกลุ่มนั้น แต่หาได้ระคายเคืองคนเ่าั้ไม่เพราะพวกนั้นสวมเสื้อเกราะมิดชิดทั้งตัว และสวมหมวกนิรภัยคลุมทั้งหัวคนเ่าั้ยิงปืนใส่คนชุดดำ แต่นินจาลึกลับก็กางร่มที่เป็โล่กันะุแล้วะโขึ้น ใช้โซ่ติดตะขอเกี่ยวกับเพดานห้องแล้วยิงพลุไฟและะุน้ำมันใส่กลุ่มยามพวกนั้นเปลวเพลิงก็เผาไหม้คนกลุ่มนั้นจนล้มกลิ้งไปมา คนชุดดำจึงใช้ดาบแทงคนพวกนั้นตายหมดแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดไปดาดฟ้าเรือ และวิ่งไปที่กราบเรือ เมื่อเขาสังเกตว่าคนงานขนของจากรถขึ้นเรือหมดแล้วและรถเคลื่อนตัวออกไปจากท่าเรือ เขาก็กดปุ่มเปิดเครื่องไอพ่นที่ติดมากับเป้สะพายหลังแล้วะโร่อนตัวจากเรือลงสู่ท่าเรือ ท่ามกลางเสียงร้องของคนบนเรือที่เหลืออยู่
“เฮ้ย คนบุกรุกยิงมันเลย”
บุคคลชุดดำนั้นเมื่อเท้าแตะพื้นก็กดปุ่มบนอุปกรณ์ในมือแล้วเรือนั้นก็ะเิดังสนั่นตูมแล้วตูมเล่าเปลวเพลิงลุกโพลงจนท่าเรือแห่งนั้นสว่างราวกับเวลาเที่ยงวันแล้วเขาก็เดินจากมาอย่างใจเย็น โดยไม่หันไปมองเรือ และเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกหล่อนคือ ฮาสุโกะ เร็งเงะ นักร้องสาวไทย-ญี่ปุ่นนั่นเอง
วันรุ่งขึ้น ณ สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ
ปริวรรตขับรถที่มีพิมพ์ดารานั่งเคียงข้างมาบนสะพานสุขตาซึ่งเป็สะพานไม้ที่มีความกว้างใหญ่ขนาดรถยนต์แล่นสวนกันได้ทอดยาวจากฝั่งไปถึงศาลาสุขใจที่เป็ร้านอาหารและที่พักแรมซึ่งปลูกสร้างอยู่บนทะเลใกล้ชายฝั่งราวห้าร้อยเมตรรถของชายหนุ่มแล่นไปจอดนิ่งใกล้ ๆ กับศาลาสุขใจแล้วทั้งคู่ก็เดินเคียงกันไปที่ระเบียงชมวิวทะเล บรรดานกนางนวลก็บินร่อนไปมาสายลมก็พัดพาให้เรือนผมของพิมพ์ดาราปลิวไสวสาวงามหยิบผ้าพันคอขึ้นมาคลุมศีรษะและสวมแว่นกันแดด
“บรรยากาศดีจริงๆ นะคะพี่วรรต” สาวพิมเอ่ยขึ้นก่อน
“ใช่จ้ะที่นี่เป็สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นักลีลาศก็ชอบมาวาดลวดลายกันประจำ”
“อุ๊ย ดูโน่นสิมีปลาตีนด้วย”
“เออจริง ๆด้วย หน้าตาตลกดีเนอะ”
“หน้าคล้าย ๆพี่เลย ฮ่าฮ่า” สาวงามรู้สึกขบขัน
ปริวรรตทำหน้าตาและท่าทางล้อเลียนปลาตีน
พิมพ์ดาราก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทออกมาคลุมไหล่ให้สาวงาม
“ลมแรงนะวันนี้ระวังจะเป็หวัด”
“ขอบคุณค่ะพี่”พิมพ์ดาราในชุดเดรสแขนกุด มีเข็มขัดเส้นโตรัดเอว กล่าวกับชายหนุ่ม ในใจหล่อนรู้สึกอบอุ่น
“เออ น้องพิมครับ ั้แ่พี่ไปร้องเพลงที่สกายไลท์ก็ไม่เคยเห็นคุณพ่อของน้องเลยท่านไม่ว่างหรือครับ”
“อ๋อ คงใช่ค่ะท่านมีกิจการหลายอย่างที่ต้องดูแล ขนาดกับลูก ๆ อย่างน้องก็ไม่ใช่จะได้เจอกันทุกวันนะ”
“โอช่างน่านับถือท่านนะครับ กว่าจะมีกิจการใหญ่โตขนาดนี้คงต้องพากเพียรสร้างตัวมานาน”
“จริงค่ะตอนที่พ่อกับแม่แต่งงานกัน ก่อนที่น้องจะเกิด พ่อก็ไม่ได้ร่ำรวยอย่างนี้นะท่านเป็เสมียนในโรงไม้ที่ลำปางจนพบรักกับแม่ซึ่งเป็ลูกสาวเศรษฐีใหญ่เชื้อสายหนานทิพย์ช้างคุณตาก็เป็เ้าของโรงไม้ที่พ่อทำงานนั่นแหละ แล้วคุณตาคุณยายก็ยอมให้พ่อกับแม่แต่งงานกันท่ามกลางการคัดค้านของญาติพี่น้องของแม่ที่รังเกียจว่าพ่อหนูเป็แค่ลูกจ้างต่ำต้อยยากจนและกลัวพ่อจะไปแย่งทรัพย์สมบัติจนพิมกับพรเกิด คุณตาก็มอบกิจการให้คุณพ่อดูแลทั้งหมดในฐานะผู้จัดการ่นั้นพิมจำได้ว่าครอบครัวเรามีความสุขมากแม่ยังชอบอ่านหนังสือนิทานให้เราพี่น้องสองคนฟังก่อนนอน”พิมพ์ดาราเล่าไปก็เริ่มตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ ปริวรรตก็ยืนฟังอย่างตั้งใจ
“จนกระทั่งพิมพ์อายุได้ประมาณสิบขวบคุณแม่ก็มาเสียชีวิตเพราะตกบันไดบ้านแต่พวกพี่น้องของแม่กล่าวหาว่าพ่อหนูผลักแม่ตกบันไดหวังเอามรดกคุณตาคุณยายก็แก่จนเลอะเลือนไม่รู้ความก็หลงเซ็นชื่อในคำสั่งบริษัทปลดพ่อออกจากผู้จัดการและไล่พ่อออกจากบริษัททุกตำแหน่งแถมยังพาตัวพิมกับน้องไปกักไว้ที่บ้านตา และกีดกันไม่ให้พ่อลูกได้พบเจอกัน ราว ๆสองปีได้ พ่อเล่าให้ฟังตอนหลังว่าพ่อเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพแล้วได้งานเป็ผู้จัดการโรงงานผลิตครีมทาหน้าขาวของนายทุนชาวไต้หวันพ่อทำงานดีจนนายจ้างแบ่งหุ้นให้หนึ่งในสามต่อมานายทุนคนนั้นเดินทางไปไต้หวันแต่เกิดเครื่องบินตกเสียชีวิตแถมไม่มีญาติพี่น้องมาติดต่อสืบทอดกิจการ พ่อจึงดูแลโรงงานนั้นต่อมาในฐานะเ้าของพอครีมไข่มุกขายดีจนพ่อร่ำรวยเป็นายห้างแล้ว พ่อก็ขายกิจการให้เพื่อนไปแล้วกลับไปลำปาง หวังจะรับพิมกับน้องไปเลี้ยง แต่ญาติของแม่ไม่ให้เกิดการทะเลาะกันขึ้นจนพ่อพลั้งมือทำให้ญาติคนหนึ่งตาย พ่อกลัวความผิดจึงพาพิมกับน้องหนีไปบ้านญาติที่นครพนมแล้วข้ามไปฝั่งลาว จนไปเจอนักธุรกิจคนหนึ่งชื่อเภสัน และในประเทศลาวนี่แหละที่เภสันช่วยให้พ่อตั้งตัวได้จากกิจการบาร์เหล้าหาเงินรายได้จากพวกฝรั่งเศสสมัยาอินโดจีนพอร่ำรวยแล้วก็ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ แต่ไม่รู้ทำไมตำรวจถึงไม่มาจับพ่อทั้งที่ยังหนีคดีอยู่ ตอนนั้นพิมอายุราว ๆ สิบห้าสิบหกได้มั๊ง ยังไม่ค่อยรู้เื่อะไรหรอกแล้วพ่อก็มาเจอน้าบุญพริ้งที่เป็แม่ม่ายลูกติด ก็คือเพลินใจนั่นแหละ แล้วหลังจากนั้นพิมก็ไม่รู้ว่าพ่อทำอะไรบ้างรู้แต่ว่ามีสกายไลท์ไนต์คลับที่ทำเงินให้พ่อได้มากและเป็ที่รู้จักของวงสังคมชั้นสูงส่วนเภสันพิมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย”
“โอ้โหคุณพ่อของพิมนี่เป็นักสู้ชีวิตจริง ๆ นะครับ เอ่อ เราเข้าไปด้านในเถอะเดี๋ยวสายแดดจะร้อน คนเริ่มมาเยอะจะไม่มีที่นั่ง”
ทั้งคู่ก็พากันเดินเข้าไปในส่วนห้องอาหารซึ่งมีรูปวงกลมด้านหนึ่งเป็เวทีและฟลอร์เต้นรำรายล้อมด้วยหมู่โต๊ะอาหารสำหรับให้ลูกค้านั่งรับประทานและชมการแสดงดนตรีเขาและเธอก็เดินผ่านโต๊ะของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังถือเมนูอาหารปิดหน้าปิดตาอยู่จนเมื่อปริวรรตและพิมพ์ดาราเดินผ่านไปด้านหลัง หล่อนคนนั้นก็วางเมนูลงที่แท้เป็เพลินใจ ลูกเลี้ยงของเสี่ยเริงศักดิ์นั่นเองหล่อนกวักมือเรียกบริกรแล้วยื่นธนบัตรให้โดยไม่รอรับเงินทอนและก็เดินออกไปจากที่นั้น
ณ สำนักงานบริษัทเอเดนภาพยนตร์
ม.จ.สนุกสุขหรรษา กางหนังสือพิมพ์ประชาไทยซึ่งพาดหัวข่าวตัวโตว่า “ จับแล้ว พระเอกดังสุริยัน ขวัญเมือง ศาลสั่งจำคุกข้อหาพยายามฆ่า”แล้วเขาก็รวบหนังสือพิมพ์วางบนโต๊ะทำงาน พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“หมดหมดกันพอดี หนังของกู บรรลัยหมดแล้ว ทีนี้จะหาพระเอกที่ไหนมาแสดงแทนล่ะคงต้องถ่ายทำใหม่หมด เจ๊งกันตายห่าละทีนี้ คุณแคท โทรหานักแสดง ผู้กำกับและทีมงานทุกคนนะ ว่าเราจะพักการถ่ายทำไว้ก่อนจนกว่าจะหาพระเอกใหม่ได้”
“ค่ะ ท่านชาย”เลขานุการรับคำสั่ง
ณ บ้านพักของเสี่ยเริงศักดิ์
ภายในห้องประชุมลับเ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลอย่างเริงศักดิ์ ต้องเืขึ้นหน้าหยิบที่เขี่ยบุหรี่ขว้างใส่พื้นโดยมีหิรัญและลูกน้องอีกสองสามคนยืนก้มหน้านิ่งอยู่
“บัดซบใครกันวะที่มาแอบเผาเรือบรรทุกสินค้าของเรา มูลค่าไม่ใช่น้อย ๆงานนี้ถ้าส่งของถึงมือจินเป๋งได้ เราจะมีกำไรร่วมร้อยล้านดอลลาร์”
“คนของเราบนเรือก็ตายหมดไม่มีเบาะแสว่าใครลงมือวางะเิเลยครับสอบถามพวกรถที่ไปส่งของก็ไม่มีใครเห็นอะไรผิดปกติ”
“ถ้ารู้ว่าใครลงมือกูจะล้างโคตรมันให้หมดเจ็บแสบจริง ๆ “ เสี่ยใหญ่ฉุนเฉียว “เอาละ รีบไปเตรียมของแล้วส่งไปให้จินเป๋งใหม่แต่คราวนี้เปลี่ยนสถานที่ลงของที่สมุทรปราการนะ ปากอ่าวนั่นแหละ หาที่เปลี่ยว ๆหน่อย เอาเรือบรรทุกไปส่งขึ้นเรือใหญ่กลางทะเล เอาเรือเล็กพร้อมอาวุธไปคุ้มกันด้วยสองสามลำคราวนี้อย่าให้พลาดล่ะ เลิกประชุมได้”
“ครับผม” หิรัญและลูกน้องรับคำสั่ง
เมื่อออกจากห้องประชุมมาแล้วเสี่ยเริงศักดิ์ก็มานั่งที่บาร์เหล้าภายในบ้าน เปิดขวดบรั่นดีรินใส่แก้วนั่งดื่มแก้เซ็งส่วนบุญพริ้งก็นั่งเช็ดถูเครื่องประดับอยู่ที่โซฟารับแขกเพลินใจซึ่งนั่งอยู่กับแม่ เห็นพ่อเลี้ยงท่าทางอารมณ์เสียก็เดินเข้าไปคุยด้วย
“หงุดหงิดอะไรมาคะพ่องานยุ่งหรือคะ”
“อืม นิดหน่อยเรือสินค้าของเราประสบอุบัติเหตุล่ม ทำให้ลูกค้าได้รับของล่าช้า แต่ไม่เป็ไรพ่อแก้ปัญหาได้”
“โอ้ว เสียใจด้วยค่ะพ่อ”
คนรับใช้เดินถือซองสีน้ำตาลมาส่งให้เสี่ยเ้าของบ้าน
“ไปรษณีย์เอามาส่งค่ะคุณผู้ชาย”
ซองนั้นจ่าหน้าถึงชื่อเสี่ยเริงศักดิ์แต่ไม่ระบุผู้ส่ง เขาเปิดซองออกดู ก็พบว่ามีภาพถ่ายขาวดำของชายหญิงคู่หนึ่งเป็ภาพของปริวรรตและพิมพ์ดาราที่ไปเที่ยวชายทะเลบางปูเมื่อวันก่อนนั่นเองเสี่ยเริงศักดิ์ซึ่งกำลังอารมณ์เสียจากเื่เรือถูกเผาครั้นมาเห็นลูกสาวที่ตนหวงแหนแอบไปเที่ยวกับนักร้องที่ตนจ้างก็พาลโกรธเข้าไปใหญ่
“นี่อะไรกันไอ้นี่มันแอบมาตีท้ายครัวได้ยังไง ไปเรียกพิมมาซิ”
“ค่ะท่าน” คนรับใช้รับคำสั่งแล้วเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนบ้าน ส่วนเพลินใจก็เดินมาดูภาพถ่าย
“อะไรหรือคะพ่อไหนดูซิ ว๊าย นี่มันนักร้องปริวรรตกับน้องพิมนี่นา แหม ไปแอบจู๋จี๋กันที่ชายทะเลใครนะช่างแอบถ่ายมาได้ น้องเราก็เป็สาวเป็นาง แถมเป็ลูกเศรษฐีมีหน้ามีตาถ้าใครรู้ว่าไปคบนักร้องจน ๆ แบบนี้ คงอายเขาแย่”เพลินใจรีบเติมเชื้อไฟให้พ่อเลี้ยงโมโหยิ่งขึ้นไปอีก
พิมพ์ดาราเดินลงบันไดมาหาพ่อ โดยมีพรดารีตามลงมาด้วย
“ให้ช้อยไปตามมีอะไรหรือคะพ่อ” สาวสวยทำหน้างง ๆ
เริงศักดิ์ยื่นปึกภาพถ่ายให้หล่อนดูแล้วถามว่า
“นี่อะไร แกทำงามหน้านักนะไปคบกับมันนานหรือยัง”
สาวพิมได้เห็นภาพถ่ายของตนกับปริวรรตก็ใระคนกับความสงสัยว่าใครกันที่แอบถ่าย พรดารีก็มายืนดูด้วยแล้วว่า “อุ๊ยนี่รูปพี่พิมนี่ ไปเที่ยวกับคุณปริวรรตั้แ่เมื่อไหร่ ไม่เห็นชวนน้องเลย”
“ไปเสียทีให้เขาหรือยังล่ะ”บุญพริ้งนั่งขัดแหวนไปก็พูดเหน็บแนมไปพิมพ์ดาราได้ฟังก็มองหน้าแม่เลี้ยงแต่ไม่พูดอะไร ส่วนพรดารีก็ไม่พอใจพูดสวนออกไปว่า “ พี่พิมเค้าไม่ใช่คนสำส่อนอย่างใครบางคนหรอกค่ะ”
“แกว่าใคร ประชดชั้นเหรอ”บุญพริ้งทิ้งแหวนและผ้าลงบนกล่องเก็บเครื่องประดับมองหน้าพรดารีเหมือนจะกินเืกินเนื้อ
“ยัยพรเสียมารยาท เถียงผู้หลักผู้ใหญ่ได้ยังไง” เสี่ยเริงศักดิ์ดุลูก
“ก็มันจริงนี่คะ”พรเถียง
“เอาเถอะ ๆ พรอย่าไปเถียงเลย” พิมห้ามน้อง “ พิมก็แค่ไปเที่ยวดูวิว ทานข้าวกันเฉย ๆไม่ได้มีอะไรเกินเลยหรอกค่ะ ไปทานข้าวแล้วก็กลับ และไป่กลางวันด้วยขอโทษนะคะที่ไม่ได้ขออนุญาตพ่อก่อน”
“ต่อไปก็ห้ามไปคบหากับมันอีกพ่อกลัวว่ามันจะมาหลอกลูก”
“เพราะเค้าจนกว่าเราหรือคะพ่อ”พรดารีเถียงอีก
“พรไม่เอาน่า”พิมรีบดึงแขนพรไว้
“สมัยพ่อยังจนพี่น้องของแม่ก็ดูถูกพ่อ กีดกันไม่ให้คบกันขนาดมีลูกสองคนแล้วก็ยังกีดกันไม่ให้พ่อลูกเจอหน้ากัน แต่มาวันนี้พ่อกำลังทำซ้ำรอยคนที่เคยทำกับพ่อ พ่อไม่นึกถึงความรู้สึกของลูกหรือคะ”
เสี่ยเริงศักดิ์ได้ยินลูกสาวคนเล็กเถียงอย่างนั้นถึงกับสะอึกพูดไม่ออกมันแทงใจดำเขาอย่างจัง จริงอย่างลูกมันว่า เขาคิด แล้วจึงกล่าวว่า
“พ่อแค่เป็ห่วงลูกอยากให้ลูกได้กับคนที่ฐานะดี ตระกูลดี ๆ จะได้สุขสบาย”
“อย่างพิมน่ะควรจะแต่งกับลูกนายทหารหรือคนเชื้อเ้าน่าจะเหมาะสมกว่า เป็เมียนักร้องน่ะ มันอดๆ อยาก ๆ ไม่เหมาะกับคุณหนูหรอกค่า” เพลินใจพูดแฝงไว้ด้วยอารมณ์ประชด
พรดารีได้ยินเพลินใจพูดกับพี่สาวอย่างนั้นก็โกรธจึงโต้กลับไปว่า
“แกใช่มั๊ยที่แอบถ่ายรูปนี่มา คงแอบชอบพี่วรรตเหมือนกันละสิเลยวางแผนจะแย่งคนรักคนอื่นเค้า ไปเรียนถึงเมืองนอกทำไมไม่หาผัวฝรั่งล่ะ แกนี่มันเลวที่สุด”
เพลินใจได้ฟังก็โกรธเงื้อมือจะตบ แต่พิมพ์ดาราเข้าไปขวาง
“หยุด ๆ ก่อนอย่าทะเลาะกันเลย ขอโทษแทนพรด้วยนะคะ” พิมอ้อนวอนแล้วหันไปดึงตัวพรดารีขึ้นบันไดไปชั้นบน เพลินใจก็มองตามไปอย่างสะใจที่หาทางขัดขวางความรักของพิมพ์ดารากับปริวรรตได้
เดือนพฤษภาคม เมืองเว้ ประเทศเวียดนามใต้
ชาวบ้านร้านตลาดกำลังตกแต่งหน้าบ้านด้วยธงธรรมจักรบ้างก็นำพระพุทธรูปออกมาเช็ดล้างทำความสะอาด สักครู่ก็มีทหารแบกปืนมาบอกว่า
“รัฐบาลมีคำสั่งห้ามประดับธงธรรมจักรหรือธงใดๆ ทางศาสนาพุทธ แต่ถ้าเป็ธงรูปไม้กางเขนน่ะติดได้”
“อะไรนะพรุ่งนี้ก็เป็วันวิสาขบูชาพวกเราเป็ชาวพุทธก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแทบทุกปีไม่เห็นจะผิดอะไรนี่โงดิญเสี่ยมคิดยังไงถึงมาออกคำสั่งแบบนี้ ทำกับชาวพุทธแบบนี้ได้ยังไง”
“ไม่รู้แหละฉันรับคำสั่งมาแบบนี้ ถอดธงออกเดี๋ยวนี้ แล้วเอามากองไว้ตรงนี้” ทหารเล็งปืนขู่ชาวบ้านเกรงกลัวจึงพากันถอดเอาธงพุทธออก กองไว้แล้วทหารนั้นก็จุดไฟเผาธงพุทธเ่าั้เสีย ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็พาหลบเข้าบ้านกันหมด แล้วพวกตำรวจก็นำธงรูปไม้กางเขนไปประดับไว้แทนจนเต็มสองฟากถนน
ณ บ้านพักประธานาธิบดี
โง ดิญ เสี่ยม ประธานาธิบดีแห่งเวียดนามใต้กำลังนั่งคุยอยู่กับ โง ดิญ ถึก ผู้เป็พี่ชาย,โง ดิญ นูห์ ผู้เป็น้องชาย และมาดามนู ภรรยาของโง ดิญ นูห์
“แผนการยุแยงให้คนคริสต์กับพุทธฆ่ากันเริ่มต้นขึ้นแล้ว” โง ดิญ เสี่ยมพูดแล้วกลับกลายร่างเป็กามันดา
“ ข้าจะไปประชุมสังคายนาคณะสงฆ์คาทอลิกที่วาติกันพรุ่งนี้แล้วจะให้อสูรตนหนึ่งไปสิงร่างสันตะปาปาเพื่อออกคำสั่งลับสนับสนุนการฆ่าชาวพุทธโดยอ้างว่าคนพุทธเป็พวกเวียดกงที่ต่อต้านพระเ้า” โง ดิญ ถึกพลันกลับกลายร่างเป็จอมอสูรทรมาน
“ฉันก็จะสิงร่างมาดามนูห์เช่นนี้ยั่วยุให้ผัวมันฆ่าชาวพุทธให้มากขึ้นจะได้ทำให้ต่างชาติเกลียดชังรัฐบาลเวียดนามและชิงชังสหรัฐอเมริกาว่าให้ท้ายโง ดิญเสี่ยม พวก CIA ก็จะพลอยเป็ตัวร้ายในสายตาชาวโลก”มาดามนูห์ก็กลายร่างเป็นางมาร”รมิตา”
“ข้าน้อยก็จะสิงร่างโงดิญ นูห์ ใช้ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจสั่งการให้ทำลายวัดพุทธ ฆ่าพระเถรเณรชีให้หมด”น้องชายประธานาธิบดีกลายร่างเป็อสูรอีกตนหนึ่ง
“ดีมากดำเนินการตามแผนของเราได้”กามันดาพูดแล้วพวกเขาก็กลายร่างกลับเป็คนที่ตนไปสิงร่างอยู่แล้วพากันหัวเราะชอบใจ
วันรุ่งขึ้น เป็วันวิสาขบูชา และตรงกับวันสะบาโตของชาวคริสต์
บรรดาพุทธศาสนิกชาวเวียดนามต่างพากันไปทำบุญและสวดมนต์ที่วัดตามประเพณีอย่างเนืองแน่น แต่แล้วพวกตำรวจและทหารก็มาขับไล่พวกเขา
“ประกาศรัฐบาลห้ามชาวพุทธมาชุมนุมสวดมนต์ในวัด ห้ามประกอบพิธีใด ๆ ให้กลับบ้านกันไปใครขัดขืนจะมีโทษฐานฏ ออกไปเดี๋ยวนี้” พวกตำรวจประกาศทางโทรโข่งในมือ
“อะไรกันวะเกิดมาแต่ท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยมีใครมาห้าม ไอ้พวกเสี่ยมมาจากไหนถึงไม่เกรงกลัวนรกกินกบาล คนจะทำบุญกลับมาห้าม ทีพวกคริสต์ยังไปโบสถ์ได้แบบนี้มันเลือกปฏิบัติ ไม่เป็ธรรมนี่หว่า”
“ใช่ ๆพวกเราไม่ยอม เราขอประท้วง”ฝูงชนชาวพุทธพากันไม่พอใจะโด่าทอเหล่าทหารตำรวจกันเซ็งแซ่แต่ก็โดนตำรวจใช้กระบองตีจนาเ็กันไปหลายคนพวกทหารใช้แก้สน้ำตาสลายชาวพุทธจนแตกกระเจิง
พวกทหารนำอุปกรณ์มาทุบทำลายเจดีย์ในวัดเสียหายไปมากแล้วนำลวดหนามมาล้อมบริเวณวัด ไม่ให้ใครเข้าได้อีก ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวบ้าน
“ค้นให้ทั่วมีอาวุธของเวียดกงซ่อนอยู่ในเจดีย์หรือไม่ ใครขัดขืนถือว่าเป็พวกคอมมิวนิสต์ยิงทิ้งได้เลย” นายทหารคนหนึ่งสั่งกองกำลังของตน
พุทธศาสนิกชนนับหมื่นคนที่หวังจะมาปฏิบัติธรรมในวันสำคัญของชาวพุทธกลับต้องผิดหวังจึงรวมตัวกันเขียนป้ายชุมนุมประท้วงตามท้องถนน ทั้งพระภิกษุ แม่ชี อุบาสก อุบาสิกานักเรียน นักศึกษา และนักข่าวต่างประเทศก็ถ่ายภาพไปลงสื่อต่าง ๆยิ่งทำให้ประชาชนชาวเวียดนามต่างออกมาเดินขบวนประท้วงจำนวนมาก
สมุนของกามันดาที่แฝงตัวในรูปของบาทหลวงคาทอลิกจึงรายงานให้เ้านายทราบก็ได้รับคำสั่งจากอสูรทรมานในร่างของโงดิญถึกให้นำกำลังทหารตำรวจเข้าสลายการชุมนุมแบบมิชชั่น โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบและวิธีการและให้ถือว่าผู้ชุมนุมชาวพุทธเ่าั้คือศัตรูของพระเ้า
รถยนต์บรรทุกคันใหญ่แล่นเข้าชนและทับเหล่าผู้ชุมนุมที่ประกอบด้วยพระและแม่ชีล้มตายไปกว่าร้อยคนที่เหลือเป็ฆราวาสาเ็อีกนับพันจากการถูกตีด้วยกระบองของตำรวจ
ไม่ถึงชั่วโมงต่อมาสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ก็ประกาศข่าวว่า“ผู้ชุมนุมเดินขบวนชาวพุทธเป็แนวร่วมของคอมมิวนิสต์เผาทำลายโบสถ์คริสต์เพื่อต่อต้านรัฐบาลและมุ่งทำลายศาสนาคริสต์”
ข่าวการสลายผู้ชุมนุมแพร่กระจ่ายออกไปสู่ชาวพุทธทั่วประเทศอย่างรวดเร็วแม้รัฐบาลจะพยายามปิดข่าวและข่มขู่ผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศไม่ให้เสนอข่าวที่เป็ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลทำให้จำนวนผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆบ้างก็ขู่รัฐบาลว่าหากไม่ยอมยุติการข่มเหงชาวพุทธ พระภิกษุสงฆ์จะพากันเผาตัวตาย
“มันจะเผาก็เผาไปสิ”กามันดาในร่างประธานาธิบดีกล่าวกับนูห์ อธิบดีตำรวจ
รัฐบาลยังคงปราบปรามชาวพุทธต่อไปอีกนานนับเดือนวัดต่าง ๆ ในเมืองเว้ถูกทำลาย ชาวพุทธอดอาหารประท้วงจนในที่สุดมีภิกษุชรารูปหนึ่งทนไม่ไหว ตัดสินใจสละชีพตนเองเพื่อปกป้องพุทธศาสนา
ณ สี่แยกกลางกรุงไซ่ง่อน
หลวงพ่อทิจ กว่าง ดึ๊ก ในวัย 73 ปี ร่างซูบผอมภายใต้จีวรแบบพระนิกายมหายานนั่งมาในรถยนต์นำขบวนของผู้เรียกร้องอิสรภาพของศาสนาพุทธจำนวนนับพันคนเมื่อท่านลงจากรถ ก็ได้เขียนข้อเสนอ 6 ประการเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เลิกรังแกชาวพุทธ ยกเลิกกฎที่ไม่เป็ธรรมต่อชาวพุทธให้ยกเลิกองค์กรคณะสงฆ์ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาลวงโลก (ซึ่งมีจุดประสงค์ในการควบคุมกวาดล้างทำลายชาวพุทธ)คืนอิสรภาพในการนับถือศาสนาให้แก่ชาวพุทธ เมื่อเขียนข้อเสนอเสร็จแล้วท่านก็นั่งขัดสมาธิ ใกล้กับรถยนต์คันหนึ่งแล้วให้ลูกศิษย์นำแกลลอนน้ำมันจากรถคันนั้น ราดลงบนตัวท่าน จากนั้นก็จุดไฟเผาเปลวเพลิงที่โชติ่ เผาร่างของท่านจนดำเป็ตอตะโก ท่ามกลางพระ เณรและชาวพุทธทั้งปวงที่ยืนมุงดู แต่ไม่อาจจะเข้าไปช่วยได้เพราะมีตำรวจยืนขวางกั้นอยู่ ร่างของท่านมอดไหม้ แต่หัวใจของท่านไม่ไหม้ไปด้วยชาวพุทธได้นำหัวใจของท่านไปเก็บไว้บูชาที่วัดเทียนหมู่ เมืองเว้ จนทุกวันนี้
หลังจากข่าวการเผาตัวตายของพระทิจกว่าง ดึ๊ก แพร่ออกไป ก็มีบรรดาพระภิกษุ แม่ชี และอุบาสก อุบาสิกาจำนวนมากที่เผาตัวเองประท้วงตามอย่างกันมากมายหลายเมือง บ้างก็ใช้ขวานสับข้อมือตัวเองผูกป้ายขัอความเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกทำลายชาวพุทธส่งไปให้ประธานาธิบดีโง ดิญเสี่ยม
นางรมิตาในร่างของมาดามนูห์ ก็ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีพระเผาตัวตายนั้น จนเป็ประโยคที่ะเืใจชาวโลกว่า
“ใครอยากจะย่างบาบีคิวอีก ก็เชิญนะ ฉันจะช่วยปรบมือให้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” มาดามหัวเราะอย่างคนเสียสติ
ณ ห้องประชุมลับของ CRA สาขาประเทศไทย
“เราได้รับรายงานว่าเรือบรรทุกอาวุธที่เสี่ยเริงศักดิ์เตรียมส่งออกไปให้พรรคคอมมิวนิสต์มลายาถูกสายลับของCRA สาขาญี่ปุ่นเผาทำลายพวกเธอรู้บ้างหรือไม่ว่าสายลับคนนั้นเป็ใคร” บุหรงถาม
“โอ้วสายลับญี่ปุ่นหรือนี่ มาปฏิบัติการอยู่ในเมืองไทยด้วย พวกเราไม่รู้เลยครับ” สังข์ชัยตอบ
“ถ้าหากเป็นิยายพวกเธอนี่ถือว่าโดนตัวละครอื่นแย่งซีนไปแล้วนะ แล้วคนอ่านเขาจะคิดยังไงพระเอกทำไมมันไม่ได้เื่ ต่อไปเขาจะซื้ออ่านกันมั๊ย” บุหรงย้ำ
“ภายในเวลาสามเดือนนี้ถ้าพวกเธอยังไม่มีผลงาน ทางองค์กรจะปลดออกแล้วลบความจำเกี่ยวกับหน่วยงานออกจากสมอง จำได้แต่เื่ก่อนเข้ามาใน CRA เท่านั้น”บุหรงกล่าว
“โอ้โห โหดจัง”ตรีมิตรโอดครวญ
“ญี่ปุ่นเขาทำงานอย่างมีแผนลงมือรวดเร็วไม่ผิดพลาด พวกเธอต้องเรียนรู้จากวิธีการของเขานะ เอาละกลับไปทำงานได้อย่าให้ผิดหวังล่ะ”
ทางฝ่ายเมืองเว้ ประเทศเวียดนามใต้
นับจากวันนั้น ที่พระทิจ กว่าง ดึ๊ก เผาสรีระประท้วง พุทธบริษัทก็ถูกรัฐบาลไล่ล่าอย่างหนักใครแต่งกายแบบพระสงฆ์จะถูกไล่ยิงตายเหมือนหมาข้างถนน วัดพุทธถูกสั่งปิดเจดีย์ถูกทำลาย ห้ามการสวดมนต์แบบพุทธอย่างเด็ดขาด แม้กระนั้นบรรดาพระเณรและแม่ชีก็ยังนั่งสวดมนต์อย่างสงบแต่ก็ถูกพวกทหารตำรวจลากตัวผู้หญิงและเด็กขึ้นรถคันใหญ่หายไปจำนวนมากพระเณรที่เหลือถ้าไม่ถูกตีด้วยพานท้ายปืน ก็ถูกไล่ยิงที่กำลังนั่งสวดมนต์ก็จะถูกกล่าวหาว่า”สวดมนต์แช่งรัฐบาล” บางรูปหนีขึ้นไปบนหอระฆังหรือบนเจดีย์ก็จะถูกพวกตำรวจคริสต์จับโยนลงมาจากชั้น 4 ของเจดีย์ร่างของภิกษุกระทบพื้นปูนเบื้องล่างเืสาดกระจายนองพื้นเป็ที่น่าเวทนาแก่ญาติโยมที่พบเห็นยิ่งนัก พระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปก็ถูกลอบวางยาพิษจนมรณภาพ
เสียงสวดมนต์เสียงกลองและระฆังในวัดพุทธยังคงดังแข่งกับเสียงปืนของทหารตำรวจและจบลงด้วยชีวิตที่ล้มตายลงเป็ผักปลาวันแล้ววันเล่าวิบากกรรมอันใดหนอ ทำให้ชาวพุทธในเวียดนามต้องประสบเคราะห์ภัยเยี่ยงนี้
เหล่านายทหารเวียดนามที่เป็ชาวพุทธอดทนต่อการทำตามคำสั่งที่ขัดแย้งในจิตใจเช่นนี้ไม่ได้จึงรวมตัวกันเตรียมยื่นข้อเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาถอนความช่วยเหลือรัฐบาลโง ดิญเสี่ยม
ณ ศิวะโลกบรมพิมาน
เหล่าทวยเทพอันมีพระพิฆเณศและพระขันธกุมารเป็ผู้นำ ได้กราบทูลขอต่อองค์พระตรีเนตร
“ข้าแต่องค์มเหศวร ขอจงโปรดเมตตาต่อชาวโลกด้วยบัดนี้พวกอสูรทรมานและกามันดากำลังเหิมเกริมสร้างบาปกรรมอันใหญ่หลวงให้แก่ชาวพุทธในเวียดนามเหล่าข้าพระองค์อดทนต่อไปมิได้ขออนุญาตลงไปช่วยชาวพุทธต่อสู้กับพวกอสูรด้วยเถิดพระเ้าข้า”พระคณปติผู้มีเศียรเป็ช้างกราบทูลพระบิดา
“ข้าขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของท่านทั้งหลายยิ่งนักแต่เรายังมิเห็นทางใดที่พวกท่านจะเอาชนะจอมอสูรได้เลย เว้นแต่จะใช้กลอุบายผ่อนหนักเป็เบาได้เท่านั้น เราขออวยพรให้ทุกท่านปลอดภัยและประสบความสำเร็จไปเถิด”
“เราเองก็จะลงไปช่วยสู้ด้วย” พระสี่กรวิษณุเทพอาสา
“เราก็เช่นกัน”พระพรหมเทพก็ร่วมด้วย
ครั้นแล้วพระพิฆเณศก็แบ่งกองกำลังให้พระขันธกุมารนำกองพลเทวดาส่วนหนึ่งไปดลจิตใจให้ผู้นำของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนรัฐบาลโงดิญ เสี่ยม พระนารายณ์ทรงไปประทับร่างของเ้าหน้าที่จากซีไอเอคือพันโทลูเซียนโคไนท์ และพระพรหมไปประทับร่างของเฮนรี่ แคบอท ลอดจ์เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเวียดนามใต้ส่วนองค์คเณศวรจะไปคุ้มกันพวกทหารชาวพุทธในเวียดนามให้ดำเนินการทำรัฐปะายึดอำนาจจากประธานาธิบดี
เมื่อชาวพุทธเวียดนามถูกรัฐบาลชาวคริสต์ข่มเหงหนักขึ้นบางส่วนจึงหันไปร่วมมือกับเวียดนามเหนือเป็แนวร่วมให้เวียดกงเพื่อต่อต้านอำนาจของรัฐบาลและอเมริกาที่ให้การหนุนหลังโงอยู่
ทั้งโคไนท์และลอดจ์แอบประสานงานกับทหารผู้ก่อการรัฐปะาจนกระทั่งโอกาสนั้นมาถึงในตอนเที่ยงของวันที่ 1 พฤศจิกายน 1963 คณะรัฐปะาได้นำกองกำลังบุกยึดสถานที่ราชการสถานีตำรวจ สนามบิน สถานีวิทยุ และที่ตั้งกองกำลังพิเศษของโง ดิญ นูห์ ใช้เวลาราว3 ชั่งโมงก็ถล่มกองทัพของโง ดิญ เสี่ยม แตกพ่ายไปแล้วคณะรัฐปะาก็บุกเข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดี แต่โงสองพี่น้องรู้ทันแอบหนีทางช่องทางลับไปซ่อนตัวในย่านคนจีนของกรุงไซ่ง่อน
ระหว่างที่หลบซ่อนกันอยู่นั้นอสูรทรมานได้ทิ้งให้โง ดิญ ถึก อยู่ที่วาติกันต่อไป ส่วนตนได้กลับมาเวียดนามเพื่อสมทบกับกามันดาแล้วอสูรทั้งสาม ต่างก็ปรึกษาหาทางถอย
“ทำไมเราไม่ใช้อิทธิฤทธิ์ปราบปรามพวกทหารล่ะเ้านาย” อสูรน้อยถาม
“ไม่ได้หรอก วัตถุประสงค์ของเราเพียงแค่้าให้ชาวพุทธกับชาวคริสต์ทำากันและดึงสหรัฐอเมริกา เวียดนามเหนือ และชาติมหาอำนาจอื่น ๆเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อรบพุ่งกันเยอะ ๆแล้วเราแค่คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการขายอาวุธ พร้อมทำลายความศรัทธาในพระเ้าในคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ของมนุษย์มัน จึงไม่ควรเปิดเผยตัวจะเป็การเปิดศึกหลายด้านโดยไม่จำเป็” กามันดาชี้แจงเหตุผล อสูรทรมานได้ฟังก็กล่าวว่า
“อืมก็จริงอย่างเ้าว่า ่นี้นางรมิตาพาร่างนางมาดามนูห์ไปอเมริกาเพื่อแทรกซึมและสืบข่าว ไม่รู้เป็ไงบ้าง”
“ไม่ต้องห่วงหรอกถ้าเกิดอะไรฉุกเฉิน นางก็แค่ทิ้งร่างมาดามแล้วหนีมามันหายตัวไวกว่าเรากระพริบตาอีก”
ค่ำวันนั้น กามันดาในร่างโง ดิญ เสี่ยมโทรศัพท์ไปหาลอดจ์เพื่อสอบถามท่าทีของสหรัฐว่าจะเอาอย่างไรแต่ลอดจ์บอกว่าขณะนั้นมันยังเป็เวลาเช้ามืดของวอชิงตันยังตอบไม่ได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะตอบอย่างไร ขอให้มอบตัวเสียแล้วจะหาทางให้เดินทางออกนอกประเทศโดยปลอดภัย โงตอบว่า “ตกลง พรุ่งนี้เช้าเวลาหกโมง มารับพวกผมได้เลย”
เช้าวันรุ่งขึ้นหน่วยยานเกราะก็นำกำลังบุกเข้าจับกุมโง ดิญ เสี่ยม กับน้องชายได้ในเซฟเฮ้าส์ที่โงนัดหมายไว้เมื่อคืนทั้งสองถูกคุมตัวไปในรถหุ้มเกราะเพื่อจะนำไปยังกองเสนาธิการผสมแต่ทว่ากามันดาในร่างของโง ดิญเสี่ยมได้ใช้พลังจิตบังคับให้ทหารในรถนั้นยิงร่างของพี่น้องสกุลโงตายในรถหุ้มเกราะนั่นเองแล้วกามันดากับอสูรบริวารก็ทิ้งร่างอันไร้ประโยชน์ของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ไปเสีย
“พวกมันหมดคุณค่าสำหรับเราแล้วไปอเมริกากันเถอะ เครื่องมืออีกชิ้นของเรารออยู่” กามันดากล่าว
บรรดาทวยเทพเมื่อเห็นว่าบุคคลที่ทำลายศาสนาพุทธได้ล้มตายไปแล้ว ก็ถอนตัวกลับคืน์ไปปล่อยให้สถานการณ์ในเวียดนามเป็ไปตามมรรควิถีแห่งเวรกรรมของสัตว์โลกจะกำหนด
ทางฝ่ายนางมารสาวรมิตาที่สิงร่างของมาดามนูห์นั้นเมื่อทราบว่าเ้านายของตนได้ละทิ้งร่างของพี่น้องสกุลโงแล้วตนจึงออกจากร่างของอดีตภริยารัฐมนตรีมหาดไทยของเวียดนามใต้ปล่อยให้หล่อนเผชิญชะตากรรมเป็จำเลยของสังคมโลกแต่เพียงลำพังนางลี้ภัยอยู่นอกประเทศจนอายุ 87 ปี จึงเสียชีวิตที่ประเทศอิตาลี
ณ สกายไลท์คลับ ในยามค่ำคืน
ฮาสุโกะและวงดนตรีเทวินคอรัส ยังคงขับกล่อมแขกผู้มาเที่ยวด้วยเสียงเพลงอันไพเราะเช่นเดิมส่วนปริวรรตนั้น เพลินใจเรียกเข้าไปคุยในห้องทำงานของหล่อน
“ หิวหรือยังคะพี่วรรต” สาวเซ็กซี่นั่งตรวจบัญชีไปพลาง คุยกับชายหนุ่มไปพลาง
“ยังครับ เอ้อหมู่นี้ไม่ค่อยเห็นคุณหิรัญมาที่นี่เลย” ปริวรรตกล่าว
“อ๋อคุณพ่อเห็นว่าที่นี่มีเพลินดูแลก็พอแล้ว จึงให้พี่หิรัญไปช่วยงานอื่นที่สำคัญกว่า”
“อ้อ หรือครับ”
“ทำไมคะคิดถึงพี่หิรัญหรือ อย่าบอกนะว่าพี่เป็.....” สาวนักเรียนนอกชี้หน้าเขา
“เป็อะไรครับ”นักร้องหนุ่มชักใจไม่ดี
“ประเภทเกย์คิงส์หรือเกย์ควีนพวกนั้นน่ะค่ะ”
“โอ๊ยไม่ใช่ครับ ไม่ใช่” ปริวรรตแกล้งทำใจนทำสมุดหล่นจากโต๊ะแล้วเขาก็รีบนำอุปกรณ์บางอย่างติดไว้ที่ส้นรองเท้าของเพลินใจ
“ฮ่าฮ่าเพลินล้อเล่นน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวออกไปร้องเพลงก่อนนะครับใกล้ถึงคิวแล้ว”
“ค่ะ ตามสบาย”เพลินใจยิ้มด้วยสายตาหยาดเยิ้ม
ปริวรรตออกไปร้องเพลงตามปกติจนกระทั่งไนต์คลับเลิก เขาก็ปฏิบัติภารกิจอื่นต่อไปนั่นคือ การสะกดรอยตามสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์ซึ่งเขาติดไว้ที่รองเท้าของเพลินใจมันนำเขาไปจนรู้ตำแหน่งที่อยู่ของเสี่ยเริงศักดิ์และที่นั่นก็เป็บ้านพักอาศัยของหญิงสาวที่เขาหลงรักคือพิมพ์ดาราด้วยคฤหาสน์หรูบนเนื้อที่กว่าสิบไร่บนถนนนางลิ้นจี่ ย่านสาทร เป็เป้าหมายที่เขาจะต้องกลับมาค้นหาข้อมูลของเ้าพ่อมาเฟียและว่าที่พ่อตาของเขาต่อไปชายหนุ่มขับรถแท๊กซี่ที่เขาปลอมตัวเป็โชเฟอร์กลับออกไปในความมืดแห่งราตรีกาลนั้น
กลางเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1963 ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน
ประธานาธิบดีสหรัฐเจมส์ คอนราด เฟดเดอริค (เจเคเอฟ ) ( James Konrard Fedderick :JKF)กำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีนโยบายต่อาในเวียดนาม
“หลังจากการรบยืดเยื้อกับฝ่ายเวียดนามเหนือและพวกเวียดกงอีกทั้งความวุ่นวายภายในประเทศเวียดนามใต้เอง ทำให้ผมพบว่าการเพิ่มกำลังทหารจำนวนเรือนแสนเข้าไปในพื้นที่อีกนั้นอาจจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ดังนั้นเพื่อให้เป็ไปตามสนธิสัญญาห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ผมมีความเห็นว่าควรเปลี่ยนนโยบายทางการทหารมาใช้นโยบายทางการทูตแทนเราจะถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามในเร็ววัน และดำเนินการเจรจากับเวียดนามเหนือจากนั้นไปเจรจากับโซเวียตเพื่อยุติาเย็นเปลี่ยนสนามรบให้เป็สนามการค้าต่อไป”
กามันดาและพรรคพวกอสูรนั่งดูถ่ายทอดสดการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีทางโทรทัศน์ในโรงแรมก็โมโหมาก
“เฮ้ยทำอย่างนี้ได้ยังไงวะ แบบนี้อาวุธเคมีและอาวุธอื่น ๆ ของเราก็ขายไม่ออกน่ะสิอุตส่าห์ยุให้มันทำายืดเยื้อในเวียดนามมาหลายปี อย่างนี้เอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว ต้องกำจัด”
“ให้ลงมือเลยมั๊ยคะท่าน”รมิตาถาม
“ยังก่อนการจะฆ่ามันทิ้งนั้นง่ายราวกับบี้มดปลวกแต่ฆ่าแล้วต้องเป็ผลในการทำลายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสิ มันถึงจะคุ้มกับการลงมือ”กามันดากล่าว
่สายของวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 ณ เมืองดัลลัส เท็กซัส
ประธานาธิบดีเจเคเอฟพร้อมนาง เจนนี่ เฟดเดอริค (Jenny Fedderick ) ภรรยาเดินทางไปหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งสมัยต่อไปที่กำลังจะมาถึงขบวนพาเหรดถูกจัดขึ้นในเมือง โดยท่านผู้นำประเทศนั่งมาในรถลีมูซีนเปิดประทุนสามตอนเขาและภริยานั่งตอนท้ายสุด ถัดมามีผู้ว่าการรัฐกับภรรยานั่งตอนกลางและตัวแทนจากทำเนียบขาวนั่งตอนหน้าข้างคนขับเบื้องหน้ารถมีมอเตอร์ไซค์ของตำรวจนำสองคัน ตามท้ายด้วยรถผู้ติดตามอีกหลายคัน สองข้างถนนก็มีประชาชนมาเฝ้ารอดูท่านประมุขแห่งประเทศอย่างใกล้ชิดบ้างก็โบกมือทักทาย บ้านก็นั่ง บ้างก็ยืนโบกธงสหรัฐเป็การต้อนรับ
เมื่อรถเคลื่อนมาถึงโค้งถนนเอล์มมีชายสองคนที่ยืนทางฝั่งขวาของตัวรถหนึ่งในสองคนกางร่มในมือขึ้นเหนือศีรษะทั้งที่วันนั้นไม่มีฝน ซ้ำยังมีแดดออกแล้วเขาก็หุบร่ม ชายคนที่ยืนข้าง ๆ ก็โบกมือทักทายท่านประธานาธิบดีแล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นนัดหนึ่ง ลูกดอกอาบยาพิษจากในร่มคันดังกล่าวได้พุ่งไปฝังในคอของเจเคเอฟแล้วั้แ่ร่มกางเมื่อตะกี้ส่วนะุนัดแรกไปโดนด้านหลังของผู้ว่าการรัฐท่านผู้นำเอามือกุมคอแล้วซบลงที่ไหล่ของภรรยาซึ่งนั่งอยู่ด้านซ้ายสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็โอบไหล่สามีด้วยแขนขวาส่วนมือซ้ายโอบมาคลำดูที่คอสามีแล้วลูบศีรษะเขา จากนั้นก็วางมือซ้ายลงที่เบาะรถแล้วเสียงปืนในมือซ้ายของนางก็ดังขึ้น นับเป็นัดที่สองคราวนี้ะุเจาะเข้าที่กะโหลกเหนือใบหูขวาของเจเคเอฟ ละอองเืสาดเป็ฟองฝอยชิ้นส่วนกระโหลกปนเนื้อสมองกระเด็นไปตกที่กระโปรงหลังของรถ ท่านประธานาธิบดีหงายหน้าแล้วซบลงกับไหล่ของภริยาหมดสติทันทีส่วนนางเฟดเดอริค ปีนไปทางท้ายรถเพื่อเก็บชิ้นส่วนกะโหลกและสมองของสามีจนเ้าหน้าที่ในชุดสูทสีดำที่เดินตามรถต้องรีบวิ่งมาเกาะท้ายรถไว้เพื่อคุ้มกันมิให้ภริยาท่านผู้นำเป็อันตรายแล้วเจนนี่ก็ถอยกลับไปนั่งในรถก้มหน้ามองสามีผู้ไร้สติคนขับรถรีบเร่งเครื่องแล่นผ่านฝูงชนเพื่อไปโรงพยาบาลในแววตาของเจนนี่นั้นเป็ประกายสีแดงฉานดุจเพลิงโลหิต ที่แท้ก็มีปีศาจสิงอยู่ในร่างของนาง
อีกสองชั่วโมงต่อมาหลังจากชันสูตรพลิกศพแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่าประธานาธิบดีเสียชีวิตแล้วเพราะทนพิษาแไม่ไหวนางเฟดเดอริคก็ร้องไห้ปานจะขาดใจข่าวการตายของผู้นำประเทศแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
บ่ายวันนั้น ตำรวจได้จับกุมชายผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็ฆาตกรได้เขาชื่อว่า วอลด์ ฮาฟ ออสลี่ (Wald Harf Osley) อดีตนาวิกโยธินสหรัฐ ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาและบอกว่าตนเป็แพะรับบาป
เย็นวันนั้นศพของเจเคเอฟ ถูกลำเลียงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวัน ( Air Force One )เพื่อบินออกจากดัลลัส โดยที่รองประธานาธิบดี ลอนเนอร์ ซี แจ้คสัน ( Loner C. Jackson ) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่บนเครื่องบินนั่นเอง
เมื่ออยู่บนเครื่องนางเฟดเดอริคลุกไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่ยืนอยู่หน้ากระจก ใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็ใบหน้านางรมิตาส่วนชายสองคนที่ยืนกางร่มกับโบกมือเมื่อตอนกลางวันนั้น บัดนี้ได้แฝงตัวมาเป็สจ๊วตเข็นรถเครื่องดื่มเข้ามาในห้องเตรียมอาหาร แล้วก็เปลี่ยนหน้าเป็กามันดากับอสูรทรมานพวกเขาลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐได้อย่างแเีที่สุด
จบตอนที่ 4
โปรดติดตาม ตอนที่ 5 ฟ้าสางที่สว่างแดนดิน
( แต่งตอนที่ 4 จบเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2559 เวลา 20.00 น.อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย )
( แก้ไขปรับปรุงเมื่อ 8 ตุลาคม 2559 )