บทที่ 16 แลกคูปองอาหาร
ผู้คนรอบข้างเห็นว่าหนุ่มคนนี้รักและทะนุถนอมภรรยาของเขามาก จึงรู้สึกว่าตัวเองยุ่งเื่ชาวบ้านมากเกินไป บางคนเข้าไปดึงตัวชายหนุ่มที่โวยวายออกมา บอกให้เขาเลิกทำตัวน่าอับอายที่นี่
สายตาของชายหนุ่มที่มองมายังทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาถึงกับพาลเกลียดซูจงจวินไปด้วย
หลังจากฝูงชนแยกย้ายกันไป ซ่งเฉียวก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เธอถามว่า "ทำไมคุณถึงต้องโกหกแบบนั้นด้วย"
ถ้าเขาไม่พูดให้เื่มันร้ายแรงขนาดนั้น ก็คงไม่มีเื่วุ่นวายตามมาอย่างเมื่อครู่
ซูจงจวินเห็นซ่งเฉียวทำหน้าบึ้ง ก็รีบยิ้มประจบประแจง เื่นี้เขาทำไม่ถูกกับเธอจริง ๆ "พวกเราพกเงินมาเยอะขนาดนี้ ก็ต้องทำให้คนอื่นเข้าใจว่าพวกเราใช้เงินไปหมดแล้ว"
ซ่งเฉียวหัวเราะเยาะ พลางย้อนถาม "แล้วคุณมีเงินอยู่เท่าไหร่กันแน่?"
วันนี้ซูจงจวินไม่แม้แต่จะกะพริบตาด้วยซ้ำตอนจ่ายเงินค่าเฟอร์นิเจอร์ไป คราวก่อนตอนพูดเื่เงินเดือน เขาก็จงใจไม่บอกว่ามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ ราวกับมีเจตนาจะปิดบังเธอ
"ก่อนหน้านี้มีอยู่สองพันหยวน ตอนกลับไปเมืองหงซิงให้พ่อแม่ไปอีกหกร้อย ตอนนี้เหลืออยู่อีกหนึ่งพันสองร้อยหยวน"
"อะไรนะ!" ซ่งเฉียวใจนตาโต เงินหนึ่งพันสองร้อยหยวนในยุคนี้มันมากขนาดไหนกันแน่? เธอคิดคำนวณไม่ทัน แต่รู้ว่าซูจงจวินนั้นร่ำรวยมากจริง ๆ
"ทำไมคืนนั้นคุณไม่บอกฉัน?" เมื่อซ่งเฉียวคิดว่าเป็เพราะซูจงจวินไม่ไว้ใจเธอ สีหน้าของเธอก็ยิ่งดูหม่นหมองลงไปอีก
"ก็ตอนนั้นผมยังไม่แน่ใจว่าคุณจะเป็สายลับหรือเปล่านี่" ซูจงจวินพูดอย่างไม่มั่นใจ เขารู้ว่าครั้งนี้ทำให้ซ่งเฉียวโกรธเข้าจริง ๆ แล้ว
แปลกดีเหมือนกัน เขาไม่เคยกลัวใครมาก่อน เวลาสาว ๆ คนอื่นคุยกับเขา ถ้าเจอคนที่งอนหรือไม่พอใจ ถ้าจำเป็ต้องโต้กลับเขาก็จะโต้กลับไป แต่ทำไมพอเจอซ่งเฉียวเขาถึงได้กลายเป็คนขี้ขลาดแบบนี้?
"คุณยังไม่เชื่อใจฉันอีกเหรอ?" ขณะที่พูดประโยคนี้ ในหัวของซ่งเฉียวมีแต่ความคิดว่าซูจงจวินช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ก่อนหน้านี้เธอยังรู้สึกซาบซึ้งที่เขาจริงใจกับเธอ แต่ไม่นึกว่าเขาจะยังปิดบังอะไรไว้
ถ้าจะไม่พูดก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย แต่ถ้าจะพูดก็ต้องพูดออกมาให้ชัดเจน
ผู้ชายนี่มันเหมือนหมาจริง ๆ!
เธอน้อยใจจนน้ำตาคลอ
เมื่อเห็นดวงตาของเธอแดงก่ำ ซูจงจวินก็ใ ชายร่างสูงหนึ่งเมตรแปดสิบทำท่าทางกระวนกระวายไปมารอบ ๆ ตัวของซ่งเฉียว แต่ไม่กล้าเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอ กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเขากำลังลวนลาม
ในตอนนั้นท้องของซ่งเฉียวก็ส่งเสียงร้องครืดคราด ั้แ่ออกจากบ้านมาเธอยังไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่อึกเดียว
ซ่งเฉียวก้มมองท้องตัวเองอย่างน้อยใจ ช่างเป็ของที่ไม่รู้จักกาลเทศะเสียจริง สนใจแต่เื่กินอยู่ทุกวัน
"หิวแล้วสินะ พวกเราไปกินข้าวกันก่อน แล้วผมจะอธิบายให้ฟังทั้งหมดเลย!" ซูจงจวินหาทางออกให้ตัวเอง รวบรวมความกล้าจูงมือซ่งเฉียวไปที่ภัตตาคารของรัฐที่ใหญ่ที่สุดตรงหัวมุมถนน
สภาพความเป็อยู่บนเกาะนั้นลำบากยากเข็ญ หลังจากที่เขาบอกซ่งเฉียวว่าเสบียงทั้งหมดถูกจัดสรรไว้แล้ว เขาสังเกตเห็นว่าซ่งเฉียวจะประหยัดเื่ปริมาณการใช้เนื้อสัตว์มากขึ้น วันนี้มาถึงในเมืองแล้ว เขาจึงตั้งใจจะพาซ่งเฉียวมากินอาหารดี ๆ
ทั้งสองสั่งอาหารจานเนื้อสองจาน ผักหนึ่งจาน ใช้คูปองอาหารไปสองใบ ซ่งเฉียวมองดูคูปองอาหารที่เสียไปแล้วรู้สึกเสียดาย เธอถามว่า "ใช้ไปตั้งสองใบเลย แล้วต่อไปจะซื้อข้าวยังไง"
ซูจงจวินไม่อยากให้เธอต้องคิดมากขนาดนี้แม้แต่ตอนที่ได้กินอาหารดี ๆ สักมื้อ
"นาน ๆ ทีก็ไม่เป็ไร เื่ข้าวค่อยหาทางแก้กันทีหลัง"
ซ่งเฉียวกินอาหารจนหมดเกลี้ยง แม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือ เธอพิงพนักเก้าอี้แล้วเรอด้วยความพึงพอใจ จู่ ๆ เธอก็นึกถึงนิยายย้อนยุคที่เคยอ่าน ในนั้นกล่าวว่ามีคนบางกลุ่มที่จะเก็บคูปองอาหารไว้เพื่อแลกกับเงิน
"พวกเราไปร้านสหกรณ์กันเถอะ" ซ่งเฉียวพูดด้วยดวงตาเป็ประกายหลังจากอิ่มหนำ
ซูจงจวินคิดว่าเธอจะไปซื้อของอะไรบางอย่าง จึงพยักหน้าตกลง ทั้งสองนั่งรถเมล์ไปที่ร้านสหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองปินไห่
เมื่อถึงร้านสหกรณ์ ซ่งเฉียวกลับไม่เข้าไปข้างใน เธอเดินวนเวียนอยู่หน้าประตู พอเดินวนอยู่สักพัก ก็มีคนที่มีท่าทางระแวดระวังเข้ามาถามว่า้าแลกของหรือไม่ ซ่งเฉียวมองซูจงจวินที่ยืนอยู่ที่ปากซอยแวบหนึ่ง แล้วถามคนคนนั้นว่า "มีคูปองอาหารไหม?"
"้าแบบทั่วประเทศ หรือแบบปินไห่?"
คนนี้ดูมีประสบการณ์ดี มีหวังแล้ว!
ซ่งเฉียวชวนเขาไปคุยที่ปากซอย ทั้งสองคุยกันครู่หนึ่ง สุดท้ายซ่งเฉียวใช้เงินสิบหยวนแลกมาได้ห้าใบ แต่ละใบแลกข้าวได้ห้าจิน หลังจากตกลงกันแล้ว เธอก็โบกมือเรียกซูจงจวินมาจ่ายเงิน
เห็นเธอต่อรองกับคนขายคูปองอย่างคล่องแคล่ว ซูจงจวินก็อดไม่ได้ที่จะมองซ่งเฉียวั้แ่หัวจรดเท้า ยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจในตัวตนของเธอ
เมื่อคิดว่าซูจงจวินสงสัยตัวเองอีกแล้ว ซ่งเฉียวจึงชำเลืองมองเขาแล้วพูดว่า "ฉันเคยแลกที่ร้านสหกรณ์ข้างหมู่บ้านในเมืองหงซิง ถ้าไม่เชื่อก็เขียนจดหมายกลับไปถามได้"
พูดจบ เธอก็เดินออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ซูจงจวินหัวเราะเบา ๆ คิดในใจว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้โกรธง่ายนัก
เนื่องจากทั้งสองคนไม่ค่อยได้มาในเมือง ซูจงจวินจึงพาซ่งเฉียวกลับไปที่ร้านสหกรณ์ และทำดีไถ่โทษด้วยการซื้อครีมทาผิวให้เธอสองกระปุก ซ่งเฉียวก็เดินดูของและซื้อรองเท้าผ้าเพิ่มมาอีกสองคู่ ร่างเดิมชอบใส่รองเท้าหนัง แต่รองเท้าหนังมีราคาแพง ร่างเดิมมีแค่คู่เดียว ใส่ไปใส่มาจนเริ่มมีกลิ่น อีกอย่างตอนนี้ซ่งเฉียวต้องทำงานในไร่ รองเท้าผ้าจึงจะสะดวกกว่า
หลังจากนั้นก็ซื้อคุกกี้วอลนัทและขนมปังกรอบแบบแบ่งขาย ซ่งเฉียวบอกซูจงจวินว่าถ้าตอนเช้าไม่มีเวลาทำอาหารเช้า ก็ต้มไข่กินกับขนมปังกรอบก็ได้
ซูจงจวินเลิกคิ้วขึ้น คิดว่าช่างเป็การกินแบบสไตล์ตะวันตกจริง ๆ แต่ตอนนี้เขาฉลาดขึ้นแล้ว จึงไม่พูดอะไร เพราะถ้าพูดออกไปก็จะทำให้ซ่งเฉียวไม่พอใจอีก
ตอนกลับ ทั้งสองคนต่างถือของกันเต็มไม้เต็มมือ
หลังจากขึ้นเกาะ ทั้งสองเดินถือห่อของกลับบ้านอย่างช้า ๆ ในระหว่างทาง ซูจงจวินก็เจอกับจางต้าจวิน อีกฝ่ายมีธุระจึงอาศัยรถของกองทัพกลับบ้าน พอเห็นทั้งสองคนก็หยุดรถเรียกซูจงจวินขึ้นรถ
"นี่ยังไม่หมดเวลางานนี่นา" ซูจงจวินทำหน้าเคร่งแกล้งจ้องจางต้าจวิน
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บังคับบัญชา จางต้าจวินก็ยิ้มแย้มอย่างซื่อ ๆ "ภรรยาผมกลับมาบ้านน่ะครับ ผมต้องกลับไปช่วยจัดการบ้านหน่อย"
"ผมรับรองว่าจะใช้เวลาแค่่พักเที่ยง วันนี้ขอกลับเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น"
ใบหน้าที่ดูซื่อสัตย์ของเขาทำให้คนไม่อยากจะดุด่า อีกอย่างซูจงจวินก็แค่พูดล้อเล่นกับเขาเท่านั้น ในกองทัพไม่มีระบบลงเวลาเข้าออกงาน แค่จำไว้ว่าคำสั่งทหารสำคัญที่สุด ต้องทำงานให้เสร็จตามเวลา และทุกคนก็รู้กฎเกณฑ์ดีว่าเมื่อไหร่ที่จะไปได้ เมื่อไหร่ที่ต้องอยู่ประจำการ
"อีกอย่างน้องสาวของภรรยาผมก็มาด้วย ผมเลยต้องกลับไปพบหน้าสักหน่อยครับ"
เขาเป็ชาวบ้านนอกหยาบ ๆ ที่ได้แต่งงานกับสาวในเมืองที่อายุน้อยกว่าเขาเจ็ดปี นับว่าเป็โชคดีของเขา ดังนั้นจางต้าจวินจึงค่อนข้างตามใจภรรยาคนนี้ และหลิวเยว่ก็ได้เป็ใหญ่ในบ้าน
ครั้งนี้พาน้องสาวมาที่เกาะโดยไม่บอกกล่าว แม้จางต้าจวินจะแอบรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ยังยอมรับ จึงรีบกลับไปทักทายเพื่อให้สบายใจ
ซ่งเฉียวที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินแล้วนึกถึงหญิงสาวชุดขาวที่ท่าเรือเมื่อตอนเช้า
บ้านของจางต้าจวินอยู่ตรงหัวมุมของถนนเล็ก หน้าบ้านมีกระเป๋าเดินทางกองเต็มไปหมด เมื่อเห็นสามีกลับมา หลิวเยว่ก็ออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม แต่น้องสาวคนนั้นกลับไม่โผล่หน้าออกมาเลย
"นี่คือพี่สะใภ้ซ่งเฉียว" จางต้าจวินแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน
ซ่งเฉียวโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่าง ยิ้มทักทายหลิวเยว่
หลิวเยว่เป็คนนิสัยร่าเริง เมื่อเห็นว่าซ่งเฉียวอายุไล่เลี่ยกับตัวเอง จึงชวนให้มาคุยเล่นด้วยกันที่บ้านยามว่าง
"ได้เลย น้องสาวของคุณก็มาอยู่บนเกาะแล้ว พวกเราสามคนจะได้เป็เพื่อนกัน"
เมื่อพูดถึงน้องสาวของเธอ สีหน้าของหลิวเยว่ก็ชะงักไป ดูเหมือนจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่เพียงชั่วครู่เธอก็กลับมาเป็ปกติ พยักหน้าแล้วจูงจางต้าจวินเดินเข้าบ้านไป บอกว่ามีของอีกเยอะที่รอให้เขามาจัดการ
จางต้าจวินที่แสดงท่าทางเกรงใจภรรยาต่อหน้าคนอื่น หัวเราะแห้ง ๆ สองที แต่ก็ไม่พูดคัดค้านอะไรเลย