
ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จางหาย ท้องฟ้าถูกความมืดเข้าปกคลุม บนหัวเหลือเพียงแต่แสงดาวที่อ่อนแรง
นี่ก็ผ่านไปกว่าเกือบสามชั่วโมงแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างภายในโรงเรียนจะเริ่มกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้งเสียงกรี๊ดร้องเป็ระยะ ๆ หยุดไปเมื่อชั่วโมงก่อนหน้าไม่มีความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้นจะเหลือแต่เพียงเสียงะเิดังขึ้นไกล ๆตัวเมืองมากกว่าความเงียบสงบไร้ซึ่งเสียงเซ็งแซ่ใด ๆ ที่อยู่บนดาดฟ้าแห่งนี้
พวกเขาไม่รู้ว่าเสียงกรีดร้องโวยวายและเสียงะเิที่ดังขึ้นข้างนอกนั่นจะดึงดูดปีศาจพวกนี้ออกไปจากโรงเรียนได้ไหมไม่มีใครกล้าเสี่ยงออกไปสำรวจดูทั้งนั้น
“นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วยังต้องมาซุกตัวในที่แบบนี้อีก สิ้นหวังจริง ๆ”
“นั่นสิทำไมความช่วยเหลือไม่มานะ กองกำลังป้องกันตนเองจบสิ้นไปแล้วหรือไง”
“จริง ๆ เลยนะพวกนายเลิกบ่นได้แล้ว เราทำได้แค่ต้องเชื่อมั่นและรอคอยนะ”
“ฉันเบื่อที่จะรอแล้วก็เชื่อแล้ว...มันเหนื่อยนะ”
“อีกฝั่งของเมืองจะเป็ยังไงบ้างนะ...”
“อาจจะอยู่อย่างสุขสงบผิดคาดก็ได้”
“เหอะ! ต้องล่มสลายไปแหง ๆ อยู่แล้ว ไม่งั้นฉันยอมรับไม่ได้หรอก ทำไมมีแต่พวกเราที่ต้องเจอเื่แบบนี้”
เสียงซุบซิบพูดคุยกันของเหล่านักเรียนดังขึ้นเบา ๆ เวลานี้ทุกคนต่างกระจายกันพักผ่อนโดยกลุ่มของเรย์กับเพื่อน ๆ นั่งอยู่รวมกันติดขอบกำแพงฝั่งตะวันตกมีเคนจิผู้กำลังนั่งเหม่อลอยกอดนาคาจิม่าซึ่งอาศัยไหล่ของแฟนหนุ่มงีบหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
ถัดมาเป็เขา ฮารุโตะ และชิโฮะกำลังชะโงกหน้าเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นข้างล่างนั่นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเห็นว่าซามูไรพวกนั้นยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไปไหนไกล
บนดาดฟ้าของตึกอาคารอีกหลังยังมีนักเรียนที่รอดชีวิตอยู่มากมายเช่นกัน
“ชิโฮะ เธอพักบ้างเถอะ เดียวฉันกับฮารุโตะช่วยพลัดกันเฝ้าเองเธอไม่ต้องห่วง”
เขากล่าวกับเพื่อนสาวด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรฉันยังโอเคจะให้พยายามนอนหลับในสถานการณ์แบบนี้ร่างกายคงไม่ฟังหรอก”
เด็กสาวสั่นศีรษะเบา ๆกลับลงมานั่งกอดเข่าด้วยใบหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดคงเพราะความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว พวกเขาทุกคนจึงมีท่าทีเซื่องซึมไม่ต่างกัน
“เรย์นายว่าข้างนอกนั่นเป็ไง คิดว่าเป็อย่างที่พวกนั้นพูดไหม”
เขานิ่งไปกับคำถามของฮารุโตะราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพูดสิ่งที่คิดให้ฟังตามตรง
“จากที่ลองคาดการณ์ฉันไม่คิดว่าจะมีที่ไหนปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรอก... นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วไม่รู้ว่านายสังเกตไหมแต่ฉันยังไม่เห็นเครื่องบินรบหรือเฮลิคอปเตอร์บินผ่านหัวเลยสักลำทั้งที่เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ ไม่คิดว่ามันแปลกงั้นหรือ”
เขาตอบคำถามของเพื่อนพร้อมกับเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าที่สะท้อนไปด้วยแสงไฟบางส่วนจากตัวเมือง
ฮารุโตะนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดเมื่อคิดตามสิ่งที่เรย์พูด
“ไม่รู้ป่านนี้กองกำลังป้องกันตนเองจะเป็ไงบ้าง...”
รุ่นพี่นาคาจิม่าซึ่งกำลังนอนหลับตาฟังทุกคนพูดคุยอยู่นั้นจึงเอ่ยตอบคำถามของฮารุโตะขึ้นมาบ้าง
“ฉันไม่คิดว่าตำรวจจะช่วยคนทุกคนในทุกๆ เมืองได้ ยิ่งญี่ปุ่นมีประชากรถึงร้อยยี่สิบห้าล้านคนด้วยยิ่งแล้วใหญ่...แล้วกองกำลังป้องกันตนเองมีกำลังพลซักกี่คนกันนี่ยังไม่นับถ้าเกิดวิกฤตแบบเดียวกันนี้ในค่ายของกองกำลังป้องกันตนเองอีกล่ะ—ตอนนี้ ฉันคิดว่าพวกเราพึ่งได้แค่ตัวเองเท่านั้นแหละ”
เรย์พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่รุ่นพี่สาววิเคราะห์ยังมีเสียงปืนดังขึ้นนอกตัวโรงเรียนอยู่เรื่อย ๆ หลายจุดช่วยตอกย้ำว่าลางสังหรณ์ของเธอนั้นไม่ผิดพลาด
“รุ่นพี่หมายความว่าพวกเขาก็อาจเจอปัญหาแบบเดียวเหมือนกับเราสินะครับ—มันอาจฟังดูงี่เง่าแต่คิดกันมั้ยว่าไอ้ตัวประหลาดพวกนี้คืออาวุธชีวภาพของประเทศไหนสักประเทศหนึ่งหรือไม่ก็พวกสัตว์ประหลาดจากนรกอะไรเทือกนั้นที่ถูกส่งมา”
ฮารุโตะเอ่ยถามทุกคนด้วยความรู้สึกคาใจทฤษฎีสมคบคิดพลันวิ่งพล่านในหัวอย่างสลัดไม่ออกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเหนือจริงจนยากจะเชื่อได้ถึงแม้จะเห็นทุกอย่างผ่านสายตาตัวเองมาแล้วก็ตาม
เรย์นิ่งไปสักพักเมื่อได้นำข้อสันนิษฐานของอีกฝ่ายมาทบทวนถึงความน่าจะเป็
“...ไม่รู้สิอาจทั้งใช่และไม่ใช่ อย่างน้อยเรายังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยัน...ถ้าด่วนสรุปเกินไป อาจจะมองข้ามเบาะแสบางอย่างไปก็ได้— แต่สำหรับฉันไม่ว่ามันเป็ตัวอะไรถ้ามีกายหยาบแล้วล่ะก็ ฉันคิดว่ามันน่าจะตายเป็เหมือนกัน”
“หน้าแบบนั้น อย่าบอกนะ—นายคิดจะลองสู้กับไอ้ตัวพวกนั้นน่ะ!? จะตลกไปหน่อยแล้วมั้ง”
ฮารุโตะรู้สึกเย็นสันหลังวาบเเมื่อคาดเดาได้บางส่วนจากคำพูดของเรย์
“เดี๋ยวสิ อาซากุระคุง!เอาจริงงั้นเหรอ?”
นาคาจิม่าตื่นใขณะที่เคนจิเอียงคอฉงนเหมือนตามทุกคนไม่ทัน
“หือ...?”
“ฉันแค่คิดเผื่อไว้น่ะ...อีกไม่นานเราต้องหาทางออกจากที่นี่ ในกรณีเลวร้ายสุด คงอาจมีโอกาสเจอพวกมันสักตัว”
เรย์้าคำอธิบายที่เป็วิทยาศาสตร์ซึ่งเขาก็เชื่อมั่นว่าพวกมันไม่ได้ไร้เทียมทาน
“อีกไม่นานงั้นเหรอ?นายช่วยขยายความหน่อยได้ไหม”
เห็นเคนจิย้อนถามอย่างคลางแคลงใจ
“พวกเราจะไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปโดยไม่มีทั้งน้ำและอาหาร”
เรย์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขณะที่ทุกคนเริ่มเงียบลงและตั้งใจฟัง
“ร่างกายมนุษย์นั้นยังคง้าพลังงานในการทำงานต่อไปและแหล่งพลังงานสำคัญก็คือน้ำและอาหาร ซึ่งเป็ปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตอย่างที่รู้ๆ กัน”
เขาหยุดครู่หนึ่งเพื่อให้ทุกคนซึมซับสิ่งที่เขาพูด
“จากการวิจัยพบว่า มนุษย์สามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่หากขาดน้ำไปเกิน 3-4 วัน ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพ ความคิดจะไม่ชัดเจนการตัดสินใจจะช้าลง และในที่สุด ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะช็อกและล้มเหลว
ที่สำคัญเราอยู่กันในที่จำกัดแบบนี้ บนดาดฟ้า มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวหากมีสิ่งใดบุกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็ปีศาจหรือแม้แต่คนที่หมดหวังจากข้างนอกจะไม่มีทางหนี และเมื่อไม่มีทรัพยากรพอสำหรับทุกคน แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างกันเพิ่มขึ้นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็กวาดต่อมองไปรอบๆ จากจุดที่นั่ง เพื่อให้เพื่อน ๆ เข้าใจว่ายังมีคนที่พร้อมตัดใจสินอย่างโง่ ๆได้เสมอ และเห็นสายตาที่เริ่มตระหนักถึงความจริงของสิ่งที่เขาพูด
“การขาดแคลนน้ำและอาหารจะไม่ใช่แค่ทำให้เราอ่อนแอทางร่างกายแต่จะทำให้ประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์และการเคลื่อนไหวลดลงอย่างมหาศาลในสถานการณ์แบบนี้ การเคลื่อนไหวและการตัดสินใจอย่างฉับไวเป็สิ่งจำเป็แต่ถ้าร่างกายเราไม่พร้อม เราจะไม่มีทางรอดได้เลย เพราะการอยู่รอดจะไม่ใช่เื่ของเวลาแต่จะเป็เื่ของการจัดการกับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางออกก่อนที่จะสายเกินไป... แถมตอนนี้เรายังมีหมอนั่นอยู่ด้วยนะ...”
เรย์บุ้ยปากไปทางอาจารย์ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังแสดงตนเป็ผู้นำ คอยปลอบโยนเหล่านักเรียนซึ่งกำลังเสียขวัญและ้าที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
เคนจิถอนหายใจ ยอมรับความคิดของเขา
“ก็จริง...เื่ข่าวลือเกี่ยวกับลัทธิที่หมอนั่นไปยุ่งเกี่ยว ยิ่งไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด”
“เอ๊ะ?เื่อะไรงั้นเหรอ”
ชิโฮะเอียงคออย่างสงสัยเหมือนตนพลาดอะไรไปฮารุโตะจึงไขข้อข้องใจให้ฟัง
“หมายถึงเื่ของรุ่นพี่ชิโอริสินะฉันได้ยินมาว่าแม่ของรุ่นพี่หลงงมงายในลัทธิประหลาด ๆแห่งหนึ่งจากคำชักชวนของหมอนั่น ใช้เงินเก็บเพื่อลัทธิไปจดหมดแล้วยังไปติดหนี้นอกระบบอีก จนสุดท้ายได้ยินว่ารุ่นพี่ลาออกจากโรงเรียนกลางคันป่านนี้ไม่รู้ว่าชีวิตเป็ยังไงบ้าง”
“อะไรกัน...ทำไมถึงถลําลึกไปขนาดนั้นได้ คนเราจะเป็ไปได้ขนาดนั้นจริงหรือ”
โยซึรุซึ่งเงียบอยู่นานจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“ชิโอชิเป็เพื่อนร่วมรุ่นของฉัน่ที่แม่ของเธอเข้าไปมีส่วนร่วมกับลัทธิประหลาดนั่นเป็่ที่ชิโอริประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งมีโอกาสเป็ตายเท่ากัน...ความเครียดที่ก่อตัวขึ้นทำให้แม่ของชิโอริ้าที่พึ่งทางใจหลังจากนั้นชิโอริสามารถผ่านการผ่าตัดมาได้สำเร็จแต่ทว่าแม่ของเธอนั้นกลับถลำลึกลงไปในลัทธิ จนไม่สามารถถอนตัวออกมาได้อีกผลลัพธ์ก็คือครอบครัวพังทลาย...”
เรย์ถอดถอนหายใจเมื่อได้ฟังเื่ราวจากมุมมองของคนใกล้ชิดจริงๆ ให้ความรู้สึกแตกต่างไม่เหมือนที่ได้ยินจากข่าวลือ
“ได้ยินแล้วยิ่งเหม็นขี้หน้ามันชะมัดเพราะงั้นช่างเื่หมอนั่นไปก่อนเถอะ... ว่าแต่นายมีแผนว่าไง คงไม่คิดจะเดินดุ่มๆ ออกไปให้พวกมันฆ่าอยู่แล้วจริงไหม”
เคนจิทำหน้าไม่สบอารมณ์ก่อนหันมาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เคนจิรู้ว่าเพื่อนของตนไม่มีทางคิดอะไรตื้น ๆ
เรย์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนอธิบายสถานการณ์เร่งด่วนที่เขาคิดว่าทุกคนจำเป็ต้องรู้ให้ฟังก่อนลงมือ เขาจำต้องใช้ความสงบเยือกเย็นของตนเป็ตัวเจือจางผลกระทบด้านจิตใจที่กำลังติดลบของทุกคน
“ก่อนอื่น—หากเราออกไปจากที่นี่ได้ ฉันคิดว่าควรลองไปที่สุดถนนทางใต้นี้ดูก่อนบริเวณนั้นมีสถานีตำรวจตั้งอยู่ ไม่แน่ว่าอาจขอความช่วยเหลืออะไรได้บ้าง...และในกรณีเลวร้ายสุด ที่นั่นอาจยังพอมีอาวุธหลงเหลืออยู่บ้างพวกเราต้องมีติดตัวไว้สำหรับสู้กับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างนอกนั่นด้วย”
เคนจิถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกรอบ แค่นึกภาพตามก็รู้สึกว่าเื่จะชักใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“ถูกของนายเราจำเป็ต้องมีอาวุธติดตัวไว้สักหน่อยละนะฉันเองไม่ได้คิดว่าเราจะรอดไปจากสถานการณ์แบบนี้ได้ด้วยมือเปล่าเพียงอย่างเดียวหรอก”
ฮารุโตะพยักหน้างึกหงักเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรย์ แต่สีหน้ายังบ่งบอกว่า ขาดความมั่นใจซึ่งเรย์มองออกมาว่าทุกคนเครียดแค่ไหน หากสถานการณ์บังคับให้เกิดการปะทะขึ้น
“เอาไงเอากันพวกนายไปไหนฉันก็ไปด้วยอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นทุกคนต่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่ทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ชีวิตของพวกเขายังคงปกติสุขดีอยู่แท้ ๆ มันเกิดอะไรผิดพลาดที่ตรงไหนกัน
ต่างฝ่ายต่างเฝ้าหาคำตอบในแบบของตัวเองอยู่ในใจ
“ฉันกลัวจังเลย...ไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างจะกลายเป็แบบนี้— พ่อกับแม่จะเป็อย่างไรบ้างนะ”
ชิโฮะเอามือมาประสานกันด้วยท่าทีหวั่นใจพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือเพราะอยากร้องไห้
เรย์แตะไหล่อีกฝ่ายเบา ๆอย่างปลอบประโลม ถึงแม้ภายนอกเขาจะดูใจเย็น ทว่าภายในนั้นไม่ต่างจากชิโฮะเท่าใดนักทั้งพ่อแม่และน้องสาวจะเป็อย่างไรบ้าง เขารู้ดีว่ายิ่งคิดยิ่งเป็ห่วงยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่านมันเป็อย่างไร
ความรู้สึกนั้นสื่อออกมาโดยไร้เสียง
“พวกเขาจะต้องไม่เป็อะไรเชื่อฉันสิสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ พวกเราทั้งหมดต้องมีชีวิตรอดกลับไปพบพวกเขาให้ได้”
นอกจากบอกกับเพื่อนของเขาแล้วยังเป็ประโยคซึ่งช่วยย้ำเตือนกับตัวเองอีกด้วย
“ฮึก... อืม ฉันจะพยายาม”
ชิโฮะพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่ดูดีขึ้นมาหลายส่วนเธอรู้สึกว่าสายตาอันอ่อนโยนของเรย์นั้นเป็สิ่งที่ใช้เพื่อทำให้ความเป็จริงอันน่ากลัวที่ถูกส่งมาถึงเบาบางลงไปบ้าง
หลังเรียกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อปรึกษาอีกครั้งเรย์จึงเปิดประเด็นเสนอความคิดของกลุ่มเขาให้ทุกคนฟัง
“อีกไม่นานพวกเราควรจะต้องออกไปจากที่นี่ ฉันมีข้อเสนออยากให้ทุกคนพิจารณา”
เรย์กล่าวพร้อมกับเล่าแผนการหาทางออกไปจากที่นี่ให้ทุกคนได้ฟัง
เมื่อได้ฟังทั้งหมดทำเอาทุกคนหันไปมองเด็กหนุ่มเป็สายตาเดียวกันด้วยสีหน้าที่ต่างแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย
“ว่าไงนะทั้งที่มีพวกนั้นเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างล่างเนี่ยนะ!?อย่าโง่ไปหน่อยเลย”
ความข้องใจที่นักเรียนชายคนคนหนึ่งทักท้วงขึ้นมาถูกคนอื่น ๆ เห็นชอบด้วยทันที
“ฉะ...ฉันว่าเราควรเก็บตัวอยู่ที่นี่เงียบ ๆ มากกว่า”
นักเรียนหลายคนแสดงออกว่าไม่สนับสนุนความคิดนี้อย่างชัดเจนบางส่วนยังแสดงสีหน้าที่เลยจากความรู้สึกว่า ‘หมอนี่ยังสติดีอยู่หรือเปล่า’
ตอนนี้พวกเขาต่างยังไม่พร้อมที่จะออกไปเผชิญกับเื่เลวร้ายข้างนอกนั่นภาพการฆ่าฟันอันน่าสยดสยองและสิ่งมีชีวิตอำมหิตในชุด
เกราะซามูไรยังคงติดตาหลอกหลอน
“นั่นสิ ฆ่าตัวตายชัด ๆทำไมเราไม่รอกำลังเสริม หรือหน่วยงานอะไรซักอย่างก่อน จากนั้นค่อยคิดเื่นี้กันอีกทีก็ยังไม่สายไปหรอกนะ”
“แต่นี่เรารอมาหลายชั่วโมงแล้วนะถ้ามีจริงพวกนั้นก็ต้องมาได้แล้วล่ะ สถานีตำรวจก็อยู่ถัดไปไม่ไกลพวกนายก็รู้คงไม่ต้องรอให้ตายกันหมดเมืองแบบนี้หรอกมั้งถึงจะโผล่มากันได้น่ะ”
เคนจิกล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเ้าพวกนี้จะเข้าใจอะไรยาก
“ตะ...แต่ว่าพวกเขาอาจติดปัญหาบางอย่างอยู่ก็ได้ พวกนายอย่าเพิ่งตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆจะดีกว่า”
“ถามจริง!? พวกนายก็ได้ยินเสียงปืนข้างนอกนั่นแล้วนี่ไม่มีใครว่างมาช่วยพวกเราได้หรอก ขืนยังรออยู่อย่างนี้ต่อไปคงได้กอดคอกันเน่าตายอยู่บนนี้—”
“แต่ถึงอย่างนั้น...ครูไม่เห็นด้วยที่เธอจะเอาชีวิตอันมีค่าของเพื่อนๆ เหล่านี้ไปเสี่ยง เราควรอยู่รวมกันที่นี่ร่วมมือกัน ฝ่าฟันและไม่ย่อท้อต่อความชั่วร้ายใด”
ชายคนหนึ่งก้าวขึ้นมาแสดงความเห็นซึ่งนี่คือสิ่งที่เรย์คิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น

“ใช่ ๆคุณครูฟุรุคาว่าพูดถูก”
“พวกเราต้องไว้เนื้อเชื่อใจกันร่วมต่อสู้กับมันด้วยกัน พระเ้าน่ะไม่มีทางทอดทิ้งคนที่มีศรัทธาแรงกล้าหรอกนะ เชื่อครูสิอีกไม่นานทุกอย่างจะกลับมาเป็เหมือนเดิม”
เรย์จ้องมองไปยังครูฟุรุคาว่าแม้ว่าชุดสูทสีดำที่เขาสวมอยู่จะดูเนี้ยบและเรียบร้อย แต่บุคลิกภายนอกแบบนั้นก็ไม่ได้ปกปิดความรู้สึกขี้ขลาดที่ซ่อนอยู่ข้างในดวงตาของครูฟุรุคาว่า แม้ดูเผิน ๆ จะเฉียบขาด แต่หากสังเกตดี ๆจะพบความลังเลและความไม่แน่ใจที่แฝงอยู่ในนั้นเสมอ ราวกับว่าเขากำลังประเมินสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เพื่อตัดสินใจสิ่งที่ถูกต้อง แต่เพื่อหาช่องทางที่จะเอาตัวรอด
ครูฟุรุคาว่ามักทำตัวเสมือนเป็ผู้ที่มีอำนาจและบารมีแต่เรย์รู้ดีว่า ความจริงแล้วเขาเป็คนเ้าเล่ห์ชอบใช้เล่ห์กลและคำพูดเพื่อหลอกลวงและชักนำคนอื่นให้ทำตามใจแฝงตัวอยู่เื้ัและใช้คนอื่นทำงานแทน ท่าทีของเขาดูเป็คนที่พยายามทำให้ตนเองดูน่าเชื่อถือแต่ในความเป็จริงแล้ว เรย์รู้ดีว่าครูฟุรุคาว่าไม่ใช่คนที่สามารถพึ่งพาได้เมื่อสถานการณ์เข้าตาจน
“เพ้อเจ้อชะมัด”
เคนจิเบ้ปากโพล่งออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังความขัดเคืองใจ
“แก...ว่าไงนะ!?”
นักเรียนชายคนหนึ่งเริ่มแสดงความไม่ชอบเมื่อคุณครูที่ตนศรัทธาถูกดูิ่
ก่อนที่คนอื่น ๆจะทันมีปฏิกิริยาตอบโต้กับท่าทีนั้นมากกว่านี้ เรย์รีบยกมือเป็เชิงให้เคนจิเงียบ แล้วชิงพูดต่อ
“พอได้แล้วเคนจิ...อย่างที่ทุกคนรู้ ตอนนี้เราไม่มีอาหารสำหรับใช้หลบอยู่บนนี้ในระยะยาวได้ประตูเข้าออกมีแค่ทางเดียว การอดน้ำและอาหารรังแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงหากพวกมันบังเอิญมาเจอเราบนนี้เมื่อไหร่ล่ะก็ไม่รอดแน่...เพราะงั้นฉันขอเลือกเดิมพันไปเสี่ยงข้างนอกนั่นตอนนี้เสียยังดีกว่า”
เรย์กวาดตามองรอบ ๆเขาเห็นแววตาลังเลของทุกคนเมื่อได้ฟังสิ่งที่เขาพูด
“ฉันไม่ได้บังคับพวกนายหรอกนะสิ่งที่เสนออยู่นี่คือคำแนะนำ เพราะพวกฉันห้าคนตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปอย่างแน่นอนส่วนคนอื่น ๆ จะเอาด้วยหรือไม่ ลองปรึกษากันก่อนให้คำตอบได้”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันเงียบงันไปพวกเขาต่างเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมา การจะให้กลับไปเผชิญกับพวกมันอีกครั้งทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร เพราะความทรงจำนั้นยังสดใหม่เหลือเกิน