่เวลา 1 เดือนนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วทุกวันเมอร์ลินนั้นขลุกตัวอยู่แต่ในห้องปรุงยา
เวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมาเมอร์ลินก็ไม่เคยปล่อยให้มันผ่านเลยอย่างไร้ประโยชน์ ในตอนที่เขาถูกกักขังอยู่ในมิติลึกลับนั้น เขานั้นได้ฝึกฝนการใช้อักขระเวทย์ได้อย่างเชี่ยวชาญและเขาก็ยังได้ทำการทดลองปรุงยาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอยู่หลายชนิดอีกด้วย
ด้วยวัตถุดิบมากมายที่อยู่ในแหวนเวทย์ เมอร์ลินนั้นได้ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำยาล้ำค่ามากกว่า10ชนิด ด้วยเหตุนี้นี่เองจึงทำให้เขาได้ทราบว่าการผสานอักขระเป็วงเวทย์นั้นมีความเสี่ยงอยู่มากเช่นกัน
ที่ผ่านมาเขานั้นได้ใช้การผสานวงเวทย์ขนาดเล็กที่มีจำนวนมากนับร้อยชนิดเข้าด้วยกันหนึ่งอักขระ 30 วงเวทย์นั้นคือขีดจำกัดของเขาเขานั้นมักพบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในหลายๆ ครั้ง
ยิ่งวงเวทย์ที่ผสมมีระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่โอกาสที่จะล้มเหลวนั้นก็มีมากขึ้นเช่นกัน
หลายครั้งที่เขาเกิดความผิดพลาดทำให้ร่างกายของเขาได้รับาเ็หรือได้รับผลข้างเคียงในรูปแบบต่างๆ กระทั่งติดพิษหรือติดคำสาปต่างๆ เขานั้นก็เคยประสบกับมันมาแทบทั้งสิ้น
แต่เนื่องด้วยเขานั้นเป็ผู้ฝึกตนที่มีความแข็งแกร่งผู้หนึ่งพิษหรือคำสาปของวงเวทย์ขนาดเล็กนั้นไม่อาจทำอันตรายเขาได้ที่สุดแล้วเขาก็ได้รังสรรค์ยาแก้ต่างๆ ได้สำเร็จ
ประสบการณ์ที่เพิ่มพูนนั้นแลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อสิ่งเหล่านี้คือเส้นทางของผู้ใช้อักขระ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้ก็ได้สร้างรากฐานประสบการณ์ให้กับเมอร์ลินอย่างมากมายนั่นจึงทำให้เขาได้เข้าถึงวิถีแห่งอักขระมากขึ้น อักขระเวทย์แต่ละตัวที่ผู้ใช้อักขระรังสรรค์ขึ้นมาจึงเป็ความภาคภูมิใจของผู้ใช้อักขระ
ผู้ใช้อักขระนั้นสามารถแบ่งได้หลายระดับตามความสามารถเมอร์ลินนั้นเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าผู้หนึ่ง ระดับที่เหนือกว่านี้นั่นคือระดับขั้นสีเขียวซึ่งเขาคาดว่าการเลื่อนระดับขั้นของผู้ใช้อักขระจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานอักขระเวทย์และการรังสรรค์ความยิ่งใหญ่ของอักขระเวทย์แต่ละตัวก็เป็ได้
แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่รู้วิธีในการเลื่อนระดับของมันแต่เขาก็จะไม่ละความพยายามอย่างแน่นอน
ในเวลานั้นเองเมื่อเมอร์ลินสามารถผลิตยาได้เป็จำนวนมากภายใต้ทรัพยากรของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าเขานั้นไม่ได้ปล่อยตัวยาชนิดอื่นออกสู่ตลาดเขาได้ใช้กลยุทธ์ในการค้าขายเพื่อดึงความสนใจจากลูกค้า เขาปล่อยสินค้าพิเศษนี้ในจำนวนที่จำกัดและยังได้ตั้งกฎเกณฑ์มากมายเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
แน่นอนว่ามันเป็อย่างที่เมอร์ลินคาดการเหล่าผู้คนนั้นสนใจในน้ำยาตัวใหม่เป็อย่างมาก ตัวอย่างเช่นน้ำยาสมานแผลมหัศจรรย์ ไม่เพียงน้ำยาตัวนี้จะช่วยห้ามเืจากอาการาเ็เท่านั้นแต่มันยังสามารถฟื้นฟูาแได้อย่างรวดเร็วเรียกได้ว่าหากแขนของนักรบขาดออกจากกันในเวลาที่เพียงพอน้ำยาสมานแผลมหัศจรรย์นี้สามารถต่อแขนของคนผู้นั้นได้ นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้เวทมนต์แห่งแสงก็ไม่สามารถทำได้
เพียงน้ำยาขวดนี้ขวดเดียวก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั้งแผ่นดินได้แล้ว
ผู้คนทั้งดินแดนนั้นกลายเป็ตาลุกวาวเมื่อได้ทราบข่าวนี้พวกเขาหลั่งไหลมาที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าเพื่อซื้อน้ำยาชนิดนี้กันอย่างบ้าคลั่ง
แต่เมื่อพวกเขาได้ทราบว่าทางร้านจะจำหน่ายในจำนวนที่จำกัดก็เกิดความโกลาหลสุดท้ายทางร้านจึงได้ตัดสินการขายน้ำยาชนิดนี้โดยวิธีประมูล และนั่นก็ทำให้ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าสร้างกำไรได้อย่างมากมาย
น้ำยาชนิดต่างๆ นั้นเมอร์ลินไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่หายากหรือมีมูลค่าสูงแต่อย่างใดแต่สิ่งที่สร้างมูลค่าให้แก่สมุนไพรเ่าั้คือวงเวทย์ที่ใช้ในการกลั่นจำนวนมาก เขานั้นได้พบว่าหากสมุนไพรเมื่อผ่านการกลั่นโดยวงเวทย์มากขึ้นเท่าไหร่คุณสมบัติของน้ำยาก็จะดีมากขึ้นเท่านั้นๆ
นอกจากที่เมอร์ลินจะสร้างรายได้ของเขาแล้วเขานั้นยังใช้สิ่งนี้เพื่อช่วยในการบ่มเพาะทักษะการใช้อักขระเวทย์ของเขาอีกด้วยการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นสร้างความชำนาญให้แก่เขา การคิดค้นที่มากมายนั้นก็สร้างความเชียวชาญให้แก่เขาด้วยเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไปวันทดสอบการชิงผ้าคลุมเวทย์ก็มาถึงผู้ใช้เวทมนต์นับหมื่นคนต่างพากันหลั่งไหลมาที่เมืองวอเดอร์เซี่ยนบรรยากาศของเมืองนั้นคึกคักเป็อย่างยิ่ง ราวกับว่า่เวลานี้เป็เทศกาลอันยิ่งใหญ่เทศกาลหนึ่งแน่นอนว่ามันเป็อย่างนี้เช่นทุกปี เพราะการทดสอบนี้จะถูกจัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น
เหล่าผู้ใช้เวทมนต์น้อยใหญ่ต่างพากันมายังจุดนัดพบนั่นคือลานกว้างใจกลางของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยน ผู้คนมารวมตัวที่นี่อย่างคับคั่งราวกับฝูงมด
ใน่เวลานั้นเองเมื่อถึงกำหนดเวลาทันใดนั้นแสงสีทองก็ปรากฏบนท้องฟ้าอย่างเจิดจ้าแสงสีทองอันไหววูบนั้นส่งแรงกดดันพลังเวทย์อันยิ่งใหญ่ออกมา ดวงแสงสีทองนั้นลอยลงมาจากฟากฟ้ามาปรากฏยังเวทีอันสูงเด่นที่ถูกจัดเตรียมไว้
เมื่อแสงที่ทองจางลงก็เผยให้เห็นถึงคนกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจนพวกเขานั้นสวมใส่ผ้าคลุมสีขาวของนักบวชและมีหนึ่งในนั้นสวมใส่ชุดคลุมสีเงิน
พวกเขาเ่าั้คือกลุ่มนักบวชศาสนจักรแห่งแสงหลายคนนั้นอยู่ในระดับนักรบเวทย์ และผู้ที่สวมใส่ผ้าคลุมสีเงินนั้นอยู่ในระดับจอมเวทย์
เมอร์ลินจ้องมองพวกเขาเ่าั้แบบไม่วางตา
ด้วยแรงกดดันพลังเวทย์จากพวกเขาในตอนนี้เมอร์ลินนั้นย่อมไม่ใช่คู่มือของคนเ่าั้อย่างแน่นอน เพียงนักรบเวทย์แค่คนเดียว เขานั้นก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้
จากข้อมูลที่ได้อ่านจากห้องสมุดนั้น ผู้ใช้เวทมนต์ขั้นนักรบเวทย์สามารถใช้บทลัดเวทย์ได้อย่างเต็มที่พวกเขานั้นสามารถใช้บทลัดเวทย์โดยที่พลังไม่ถูกลดทอนเลยแม้แต่น้อย ไม่เหมือนกับขั้นผู้ใช้เวทย์หรือนักเวทย์ที่การใช้บทลัดเวทย์จะสูญเสียความรุนแรงของพลังเวทย์ลงกึ่งหนึ่ง
แต่ถ้าหากเป็จอมเวทย์ผู้หนึ่งแล้วล่ะก็หากพวกเขาเป็ผู้เชี่ยวชาญพวกเขานั้นสามารถใช้เวทมนต์บทชั้นต้นได้โดยที่ไม่จำเป็ต้องร่ายเวทย์เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นแล้วเหล่าจอมเวทย์จึงเป็บุคคลที่น่าเกรงกลัวสำหรับคนทั่วไป พวกเขาหลายคนถูกแต่งตั้งเป็บุคคลสำคัญในแต่ละอาณาจักร บางคนเป็เสาหลักผู้ค้ำจุนทั้งนี้ทั้งนั้นหากผู้ใดมีความสามารถถึงขั้นมหาจอมเวทย์ คนผู้นั้นมักจะถูกเรียกขานว่าเป็ผู้พิทักษ์อาณาจักรก็ว่าได้
ฐานะของผู้พิทักษ์นั้นสูงส่งเสียยิ่งกว่ากษัตริย์เสียอีกผู้พิทักษ์นั้นเป็บุคคลหนึ่งกุมอำนาจของอาณาจักรแต่ละอาณาจักรอย่างแท้จริง พวกเขานับได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดของอาณาจักร
การจะเรียกใช้งานผู้พิทักษ์นั้น กษัตริย์จะต้องใช้ตราประทับเพื่อร้องขอความช่วยเหลือดังนั้นแล้วผู้พิทักษ์ของแต่ละอาณาจักรนั้นสามารถชี้เป็ชี้ตายได้ด้วยอำนาจของเขาเลยทีเดียวซึ่งนับแต่อดีตผู้พิทักษ์ของแต่ละอาณาจักรจะปรากฏตัวขึ้นในจำนวนไม่มาก
ในอดีตดินแดนแห่งนี้นั้นถูกแบ่งออกเป็หลายอาณาจักรแต่ทว่าเมื่อถึงยุคใดที่อาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งไร้ซึ่งผู้พิทักษ์อาณาจักรนั้นย่อมล่มสลายได้อย่างง่ายดาย
ในโลกนี้นั้นมีอาณาจักรและประเทศอยู่หลายแห่งแต่ตัวตนที่แข็งแกร่งนั้นมีเพียง 5 เท่านั้น
ตัวตนทั้ง 5 จึงถูกเรียกว่า5 อาณาจักรใหญ่แต่ละอาณาจักรนั้นล้วนมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งสถิตอยู่ทั้งสิ้น
ทั้งนี้เหตุที่ถูกเรียกว่า 5อาณาจักรใหญ่นั้นไม่ใช่เพราะเหตุผลในการมีผู้พิทักษ์เพียงอย่างเดียวแต่ทั้ง 5 อาณาจักรใหญ่นั้นยังมีของวิเศษที่ทรงอำนาจ
พวกเขานั้นเป็ตัวตนที่ไม่มีใครกล้าที่จะต่อกรแม้แต่ทั้ง 5 อาณาจักรใหญ่ด้วยกันเองก็ไม่กล้าที่จะโจมตีอย่างจริงจังจนถึงขั้นทำให้อาณาจักรล่มสลาย
เหตุผลทั้งหมดนี้เป็เพราะอำนาจของของวิเศษที่พวกเขาถือครองไว้ของสิ่งนั้นทรงพลังเป็อย่างมาก อำนาจของพวกมันนั้นทำให้ทั้ง 5อาณาจักรใหญ่มีสมดุลจนถึงทุกวันนี้
ยุคนี้ถูกเรียกว่ายุค 1 ผู้พิทักษ์แต่ละอาณาจักรจะมีผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเขานั้นถือเป็เสาหลักต้นใหญ่ของแต่ละอาณาจักรการพบกับผู้พิทักษ์นั้นจึงเป็ไปได้ยาก
หากไม่เกิดเหตุการณ์ถึงขั้นวิกฤต อาณาจักรย่อมไม่กล้าที่จะเรียกใช้พวกเขามันเป็การยากที่พวกเขาจะปรากฏตัวให้พบเจอ พวกเขาเ่าั้เปรียบได้ดั่งตัวตนแห่งตำนาน
ในตอนนั้นเองชายแก่ผู้สวมผ้าคลุมสีเงินก็ก้าวออกมาพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่ทรงพลัง
"ยินดีต้อนรับ ผู้เข้าร่วมการชิงผ้าคลุมเวทย์ทุกคนข้ออาบัส เมเด ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์จากศาสนจักรแห่งแสง บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะเริ่มการทดสอบผู้มีคุณสมบัติตราหินเวทย์ เื้ัประตูมิตินี้คือสถานที่ทดสอบ เมื่อก้าวข้ามประตูนี้แล้วทุกคนจะพบกับหอคอยมหาเวทย์ที่แห่งนั้นเป็สถานที่ที่เก็บหินตราเวทย์”
ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ เมเดหยุดชั่วครู่และเอ่ยต่อ
“หินตราเวทย์นั้นจะปรากฏั้แ่ชั้นที่ 10ของหอคอยขึ้นไป ยิ่งขึ้นไปในชั้นที่สูงมากเท่าไหร่คุณภาพของหินตราเวทย์จะมีคุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นหอคอยแห่งนี้มีทั้งหมด 38 ชั้น ทุกคนสามารถนำหินตราเวทย์ออกจากหอคอยได้เพียงหนึ่งก้อนเท่านั้นหากนำมันมามากกว่านั้นอำนาจแห่งหอคอยมหาเวทย์จะสุ่มทำลายหินตราเวทย์ให้เหลือเพียงแค่ชิ้นเดียวทุกคนจงระวังในข้อนี้"
"หอคอยมหาเวทย์จะเปิดรับเฉพาะหนุ่มสาวที่มีอายุไม่เกิน18 ปีเท่านั้น และจะต้องผู้ที่ไม่เคยผ้าคลุมเวทย์ หากผิดไปจากนี้หอคอยมหาเวทย์จะปฏิเสธและไม่ต้อนรับอีกต่อไป”
ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ เมเด ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นคำกล่าวของเขานั้นราบเรียบและทรงพลัง
ผู้เข้าร่วมการทดสอบหลายต่างรู้สึกดีและตื่นเต้นเมื่อได้ยิน
แล้วจู่ๆ ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ เมเด ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งพร้อมกล่าวต่อ
"แต่ 500 ปีที่ผ่านมายังไม่ผู้ใดที่สามารถขึ้นไปได้เกินกว่าชั้นที่25 แม้คนผู้นั้นจะมีพร์และเป็ผู้ใช้เวทมนต์ที่ฝึกถึงระดับขั้นนักรบเวทย์ก็ไม่อาจไปได้เกินกว่านี้เพราะยิ่งขึ้นไปในชั้นที่สูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะได้รับแรงกดดันพลังเวทย์มากขึ้นเท่านั้นผู้ที่ไม่ประมาณตนฝืนรับรับแรงกดดันพลังเวทย์มากเกินไป อาจทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นแตกสลายได้ ดังนั้นแล้วข้าจึงแนะนำได้ว่าอย่าฝืนตนเองมากเกินไปไม่เช่นนั้นแล้วจะพบกับจุดจบที่ไม่ดี”
ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ เมเด กล่าวด้วยสีหน้าที่ดูหนักใจเขากล่าวเตือนผู้เข้าร่วมทดสอบอย่างมีเมตตา
"เอาหล่ะ …ดูเหมือนว่าจะได้เวลาแล้ว การทดสอบการชิงผ้าคลุมเวทย์จะเริ่มต้น ณบัดนี้"
เมื่อกล่าวจบปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ เมเด ก็เรียกอาวุธของเขาของมาเขานั้นเอ่ยคำบางคำออกมา คำกล่าวอันแ่เบานั้นสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนเป็อย่างมาก
"จงปรากฏ เซอร์เบอร์รัส"
ทันใดนั้นไม้เท้าหัวสุนัขสามหัวที่มีใบหน้าอันดุร้ายก็ปรากฏออกมากลางอากาศ
มันคืออาวุธิญญา! อาวุธที่อยู่เหนืออาวุธทั้งปวง
เมอร์ลินมองอาวุธิญญาตรงหน้าอย่างสนใจนั่นเพราะเขาเองก็เป็ผู้หนึ่งที่อาวุธิญญาเช่นกัน
เป็ที่ทราบกันว่าน้อยคนนักที่จะได้อาวุธเหล่านี้ นั่นเพราะอาวุธิญญานั้นไม่ใช่อาวุธที่เกิดจากมนุษย์เป็ผู้สร้าง ของสิ่งนี้เป็ตำนานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
อาวุธเหล่านี้คือเจตจำนงแห่งจิติญญาที่อยู่ในรูปของอาวุธอำนาจของพวกมันนั้นส่งเสริมพลังเวทย์ให้กับผู้ใช้ อาวุธิญญาแต่ละชิ้นนั้นจะมีเทคนิคการโจมตีพิเศษเฉพาะตัวขึ้นอยู่กับเจตจำนงแห่งจิติญญาที่อยู่ภายใน
เมเดนั้นคือปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรแห่งแสงเขานั้นเป็หนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนศาสนจักรแห่งแสง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะมีอาวุธิญญาไว้
เมเดถือไม้เท้าเซอร์เบอร์รัสลอยตัวอยู่กลางลานกว้าง เขานั้นทำการวาดไม้เท้าผ่านอากาศพร้อมทั้งร่ายบทสวดที่ฟังแล้วไม่เข้าใจออกมา
ในระยะเวลาหนึ่งทันใดนั้นเมเดก็กระแทกปลายไม้เท้าลงกลางจุดที่เขายืนอยู่พลันพื้นล่างปรากฏลำแสงสีทองแยกแตกออกไปราวกับใยแมงมุง พริบตาเดียวพื้นที่บริเวณนั้นก็ปรากฏวงเวทย์ซับซ้อนขนาดใหญ่ออกมา
เมอร์ลินนั้นสังเกตได้ว่าก่อนหน้านี้เมเดได้ดื่มน้ำยาขวดหนึ่งเข้าไปเขานั้นจำได้อย่างแม่นยำว่ามันคือน้ำยาที่เขาผลิตออกมาจำหน่ายน้ำยาที่สามารถลดระยะเวลาการร่ายเวทย์ได้
นี่ก็หมายความว่าการร่ายบทสวดของเมเดเมื่อครู่ได้ถูกลดทอนระยะเวลาลงแล้วเช่นนั้นหากเมเดไม่ได้ดื่มน้ำยาการร่ายบทสวดเมื่อครู่คงจะใช้เวลาที่นานกว่านี้แน่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนถึง้าน้ำยาชนิดนี้
เมเดใช้ระยะเวลาหนึ่งในการจัดการวงเวทย์ซับซ้อนอันใหญ่ั์นี้ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ได้พุ่งออกจากวงเวทย์ ทันทีที่เขาชูไม้เท้าเซอร์เบอร์รัสขึ้นแล้วโบกสะบัดไปมานั้นแสงสีทองก็พุ่งขึ้นจากวงเวทย์นั้นจรดปลายเมฆบนฟ้า แสงนั้นราวกับว่ามันคือเสาสีทองต้นั์ต้นหนึ่ง
เมื่อลำแสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเมเดมีสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัดเขาหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยออกมา
"เอาล่ะ … การทดสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดนี้"
เมื่อสิ้นเสียงของเมเด เหล่าผู้คนจำนวนมากที่ดูเหมือนฝูงมดก็ต่างพากันพุ่งเขาสู่เสาลำแสงสีทองต้นนั้นอย่างบ้าคลั่งมันคือสัญญาณว่าการทดสอบเริ่มขึ้นแล้วอย่างแท้จริง
แม้แต่เมอร์ลินเองเขาก็อดตื่นเต้นกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้