เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 118 ตกรางวัล

    หลังจากอธิบายเกี่ยวกับมังกรมนตราสีม่วง  หลิวเยวี๋ยนก็หัวเราะพลางมองไปที่ใบหน้าตื่นเต้นดีใจของหลงเฉิน เขาคิดว่าหลงเฉินหลงไหลในวิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้มาก


    หลงเฉินนั้นถือเป็นเรื่องไม่คาดฝันที่น่าประหลาดใจระคนพอใจสำหรับเขา  นานมาแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกปีติยินดีเช่นนี้  และเขารู้สึกพอใจในตัวบุตรสาวของตนเองอย่างมาก  หลิวเยวี๋ยนรู้ว่าหลิวหลานจะต้องเคี่ยวเข็ญหลงเฉินมาโดยตลอด  และทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้


    ‘หลานเอ๋อร์บอกเขาเรื่องลัทธิเซียนโลหิตไปแล้ว ดังนั้นข้าคงไม่ต้องย้ำเรื่องนี้อีกครั้งและชวนคุยเรื่องอื่นไปก่อน’


    หลิวหลานเอ่ยขึ้น


    “หลงเฉิน เจ้ารู้เกี่ยวกับการคัดเลือกของเหล่าคนในที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้หรือไม่?”


    การคัดเลือกของเหล่าคนในงั้นรึ?  หลงเฉินเคยได้ยินกานหลิงพูดว่าเหล่าคนในจะคัดเลือกผู้ติดตามที่มีความสามารถโดดเด่นจากเหล่าคนนอก อย่างไรก็ตาม  เขายังบอกอีกว่าอย่างน้อย ๆ หลงเฉินจะต้องบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีเสียก่อน


    ‘เขากำลังจะบอกว่าข้าสามารถเข้าร่วมการคัดเลือกได้อย่างนั้นรึ?’


    “ใช่แล้ว  ตอนนี้เหล่าคนนอกทั้งหลายได้คัดเลือกสมาชิกของตนเองเรียบร้อยแล้ว  และข้าเองก็มีสิทธิ์เสนอชื่อ  ดังนั้นข้าจะส่งรายละเอียดต่าง ๆ ให้เจ้าภายในไม่กี่วันนี้  ตราบใดที่เจ้าผ่านการทดสอบ  เจ้าก็จะมีโอกาสให้เข้ารับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในด้วยเช่นกัน!”


    หลงเฉินรู้สึกว่าเขาแสดงละครต่อหน้าหลิวเยวี๋ยนได้ดีเกินไป  เมื่อเห็นว่าชายชราผู้นี้ปฏิบัติต่อเขาอย่างดียิ่ง  หลงเฉินจึงรีบแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้ง


    “ข้าน้อย...หลงเฉินจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนท่านผู้อาวุโสใหญ่!”


    “ฮ่าฮ่าฮ่า...”


    หลิวเยวี๋ยนลูบเคราของตนเอง ก่อนหน้านี้เขาประมาทหลงเฉินเกินไปและยังเคยตำหนิเขาอีก  เวลานี้ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาปฏิบัติกับหลงเฉินอย่างดีเพราะรู้สึกละอายใจเล็กน้อย


    “แต่อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ เจ้าเพิ่งบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์และยังไม่มีคุณสมบัติพอจะสมัครคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน  เจ้าต้องพยายามให้มาก และเจ้ามีเพียงโอกาสเดียวที่จะได้รับวิญญาณมังกรมนตราสีม่วงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองก่อนการคัดเลือกจะเริ่มขึ้น”


    “การคัดเลือกเข้มงวดถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”


    หลงเฉินเอ่ยถาม  หลิวเยวี๋ยนพยักหน้า


    “เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสมากทีเดียว  จะมีคนที่ผ่านการทดสอบราวสิบถึงยี่สิบคนเท่านั้น   แต่จะเหลือเพียงสองคนในอันดับสูงสุดเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก  จุดประสงค์ในครั้งนี้ก็คือการทำให้เจ้าเป็นที่รู้จักในเหล่าอื่น ๆ ส่วนการจะเข้าเหล่าคนในได้หรือไม่นั้น?  ข้าคงต้องบอกว่า...ยากนัก!”


    แม้จะตระหนักดีว่าเขาจะได้รับทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น  และยังได้รับการดูแลเพื่อที่จะพัฒนาฝีมือให้รวดเร็วขึ้นอีก  หลงเฉินจึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเข้าเหล่าคนใน  เมื่อเห็นหลิวเยวี๋ยนรู้สึกกระวนกระวาย  มันอาจเป็นการยากที่จะผ่านเข้าไปได้จริง ๆ ก็เป็นได้  หลิวเยวี๋ยนถอนหายใจอย่างเศร้าสลด


    “คนหนุ่มเพียงคนเดียวในเหล่าของเราที่มีศักยภาพอยู่ในระดับห้าดาวก็คือ ฉู่ยวิ๋นซี แห่งสำนักจักรพรรดิมรกต  ฉู่ยวิ๋นซีอายุสิบแปดปีและบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีขั้นต้น  เขาจึงเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เข้ารับการคัดเลือกครั้งนี้”


    เมื่อกล่าวถึงฉู่ยวิ๋นซี  หลิวเยวี๋ยนก็มีท่าทีตื่นเต้น แต่แล้วก็นิ่งเงียบไปหลังจากสังเกตเห็นสายตาของหลิวหลานที่จ้องมองมา


    ‘ฉู่ยวิ๋นซี? อายุสิบแปด? ระดับแก่นปฐพีขั้นต้น?’


    หลงเฉินนิ่งเงียบ  ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ความจริง  ไม่ว่าจะเป็นหวงเฟยหยางหรือเฟิงอู่เทียนก็ล้วนแล้วแต่ไร้ค่าเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ฉู๋ยวิ๋นซีต่างหากที่เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง และหลงเฉินก็ได้รู้ว่าโลกของตนเองนั้นเล็กเพียงใด


    หลังจากเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้แล้ว เขาก็คิดไปเองว่านั่นหมายถึงการได้เข้าร่วมอันดับอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม เขาก็ตระหนักว่ายังมีหนทางอีกยาวไกลนัก


    “หนทางยังอีกยาวไกล...”


    หลิวเยวี๋ยนเอ่ยขึ้น


    “พอเท่านี้ก่อนสำหรับวันนี้  หลงเฉิน เจ้าเข้าร่วมการแข่งขันในมิติห้วงนภา เช่นนั้นแล้วเจ้าคงจะเหนื่อยล้ามาก กลับไปพักเสียก่อนเถอะ”


    หลงเฉินพยักหน้าและร่ำลาทุกคนก่อนจะหันหลังกลับ  ทุกคนมองดูด้านหลังของเขาขณะที่เขาจากไป และพบว่าร่างนั้นทั้งสูงสง่าและตั้งตรง  พวกเขาได้แต่ถอนหายใจ


    “หลานเอ๋อร์ มากับข้าสิ”


    หลิวเยวี๋ยนเอ่ยขึ้น  เขาออกจากห้องโถงและเข้าไปในสวนด้านหลัง  เขามองไปรอบ ๆ และร้องเรียกหลิวหลาน


    “เมื่อตอนที่เจ้าอยู่ในมิติห้วงนภา  ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักจักรพรรดิมรกต ฉู่เฟิ่งชิง มองข้าราวกับต้องการจะย้ำเตือนเรื่องการแต่งงาน”


    หลิวหลานตอบด้วยอาการตื่นตระหนก


    “ท่านพ่อ ท่านตอบตกลงไปแล้วงั้นรึ?”


    “ข้าจะตอบตกลงโดยปราศจากการยินยอมของเจ้าได้อย่างไร? แต่หลานเอ๋อร์... เขาบอกว่าเขาจะพาฉู่ยวิ๋นซีมาที่นี่ในอีกยี่สิบวันข้างหน้าเพื่อมาขอเจ้าแต่งงาน  ข้าไม่ได้พูดอะไร... ดังนั้น...”


    “ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองตระกูล  ข้าก็ต้องยอมรับข้อเสนอนี้  อย่างนั้นใช่หรือไม่?”


    หลิวหลานรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาทันที  หัวใจของหลิวเยวี๋ยนเจ็บปวดที่ต้องเห็นบุตรสาวตกอยู่ในสภาพเช่นนี้


    “หลานเอ๋อร์ อย่าคิดมากเลย ฉู่ยวิ๋นซีเป็นยอดอัจฉริยะ และดูเหมือนว่าเขาจะสามารถเข้าเหล่าคนในได้ในครั้งนี้  เขาจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า  ข้าคงวางใจหากเจ้าได้อยู่กับเขา”

    “ท่านพ่อ...”


    หลิวหลานเงยขึ้น


    “ท่านไม่เข้าใจ เขายโสโอหังจนเกินทน ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจสักเพียงใด ข้าก็ไม่สามารถยอมรับเขาได้หรอก”


    หลงเฉินออกจากสำนักสุริยันมรกตและเดินไปยังหอพักต้นหลิวมรกตตามลำพัง  ผู้คนที่พบเห็นเขาล้วนแล้วแต่ชะงักฝีเท้าไปตลอดทาง  สายตาของพวกเขาทั้งกระหายใคร่รู้และเคารพยำเกรง  ข่าวเรื่องที่หลงเฉินแสดงฝีมือในการแข่งขันของมิติห้วงนภาแพร่สะพัดมาถึงที่นี่เช่นกัน


    “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”


    เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่ามีร่างเล็ก ๆ ที่งดงามของหลิวหลิงอยู่ข้างหลังเขา    ดวงตาของนางยังคงแดงก่ำเล็กน้อย นางคงร้องไห้เพราะเฟิงอู่เทียน  หลงเฉินจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่านางช่างน่าขันนัก


    เฟิงอู่เทียนเป็นฝ่ายที่ต้องการสู้กับหลงเฉินตั้งแต่แรก แต่กลับถูกหลงเฉินทำให้บาดเจ็บสาหัสโดยที่ไม่สามารถโทษใครได้


    “โอ้... เจ้าคงร้องไห้เพื่อคนรักของเจ้ามาเยอะสินะ? ช่างน่าซาบซึ้งใจจริง ๆ น้ำตาเกือบจะไหลพรากออกมาเต็มหน้าข้าอยู่แล้ว”


    หลิวหลิงบังเอิญพบคนที่น่ารังเกียจผู้นี้โดยบังเอิญและเรียกเขาไว้ด้วยความโกรธ  แต่ด้วยความประหลาดใจ  นางกลับถูกเขาหยอกล้อ  หากไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขาเคยช่วยนางไว้ นางคงมีเรื่องกับเขาอย่างแน่นอน


    “หลงเฉิน เจ้านี่น่ารังเกียจทั้งภายนอกและภายในจริง ๆ!”


    หลิวหลิงไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองอีก  นางกัดฟันพลางชี้ไปที่เขา แต่ดูเหมือนว่าหลงเฉินจะเฉยเมยต่อการดูถูกของนาง


    “หึ? เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่?”


    หลิวหลิงต้องการเล่นงานเขาและกระชากใบหน้าของเขาออก


    “ข้าเรียกเจ้าไว้ก็เพื่อจะบอกเจ้าว่าอย่าหลงระเริงไปนักล่ะ ที่เจ้าเอาชนะพี่อู่เทียนได้ก็เพราะเขาถูกสิงสู่  มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด และตอนนี้เขาก็ได้สติแล้ว!”


    “โอ้?  เขาได้สติแล้วรึ?”


    “ใช่! เจ้ากลัวขึ้นมารึยังล่ะ? และประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขาใกล้จะบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีแล้วด้วย  เช่นนั้นเจ้าก็รอจนกว่าเขาจะลุกขึ้นมาสั่งสอนเจ้าเถอะ!”


    ‘ระดับแก่นปฐพีอีกแล้วรึ?’


    เฟิงอู่เทียนถูกเขาเล่นงานจนสะบักสะบอม ชื่อเสียงของเขาจึงถดถอยลง  เวลานี้เขาได้สติแล้ว และคงต้องการเอาคืนหลงเฉินอย่างแน่นอน เวลานี้ หลงเฉินกำลังกังวลเกี่ยวกับลัทธิเซียนโลหิตอย่างมาก แล้วยังมีเฟิงอู่เทียนที่เพิ่งได้สติขึ้นมาอีก... คิ้วของเขาขมวดแน่น


    “ฮ่า! รู้สึกกลัวแล้วใช่ไหม? ช่างขี้ขลาดเสียจริง เจ้ากล้าจู่โจมพี่อู่เทียนตอนที่เขาไม่มีสติเท่านั้นล่ะ!”


    เมื่อพูดจบ หลิวหลิงก็หัวเราะคิกคักและจากไป  ส่วนหลงเฉินได้แต่ส่ายศีรษะและกลับไปยังที่พักของตนเอง


    “เสี่ยวซี ข้าเพิ่มพลังได้ค่อนข้างเร็วและมันคงถึงขีดจำกัดแล้วตอนนี้  ข้ายังสามารถเพิ่มพลังได้อยู่อีกหรือเปล่า?”


    “แน่นอนอยู่แล้วสิ”


    หลิงซีออกมาจากกระบี่ได้ในที่สุด  นางยืดเส้นยืดสายและรู้สึกมีความสุขขณะที่บินวนไปรอบ ๆ ห้อง  เมื่อนางบินมาที่หลงเฉิน  นางก็ทำจมูกย่นอย่างน่ารักน่าชัง


    “พลังของเจ้าในตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดของทวีปมังกรอุทิศเลยก็ว่าได้  แม้ว่าเจ้าจะฝึกฝนช้าไปสักหน่อย แต่เจ้าก็แข็งแกร่งกว่าคนอื่นมาก”


    “แล้วนี่ข้าแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร?”


    “อย่ากังวลไปเลย ไม่มีประโยชน์ที่เจ้าจะรีบร้อนเพิ่มพลังของตัวเองหรอก”


    หลิงซีมาจากตระกูลที่ดีและมีความรอบรู้มากกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวหลงเฉิน  หลงเฉินจึงไว้ใจนางจากใจจริง


    “ตกลง ข้าจะพยายามอย่างหนักเพื่อกำจัดลัทธิเซียนโลหิตที่เป็นหนามยอกอกของข้า จากนั้นค่อยวางแผนว่าข้าจะฝึกฝนต่อไปอย่างไร”


    “ใช่แล้ว!”


    หลิงซีพยักหน้า  ยื่นมือออกไปและแอบมองหลงเฉิน


    “ข้าอยากได้!”


    “อยากได้อะไรรึ?”


    หลงเฉินตกใจ


    “อาหาร!”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่เข้าใจสิ่งที่นางพยายามสื่อ  หลิงซีจึงทำท่าข่มขู่พลางโวยวายใส่หลงเฉิน


    “โอ้”


    หลงเฉินทำได้เพียงตอบรับ


    “ข้าจะดูดกลืนวิญญาณและผลึกสัตว์อสูรพวกนี้ให้หมด จากนั้นก็ไปที่ศาลาแลกสมบัติเพื่อหาอะไรมาให้เจ้า”


    “ค่อยยังชั่วหน่อย”


    หลิงซียิ้มอย่างพออกพอใจ  ดวงตาของนางหรี่เล็กจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูแล้วช่างมีเสน่ห์ยิ่งนัก  หลงเฉินยิ้มอย่างบิดเบี้ยว


    “เจ้าใช้พลังไปมากตอนที่ช่วยข้าเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนั้นมา ข้ากะว่าจะหาอะไรให้เจ้าหลังจากที่ออกมาจากมิติห้วงนภาได้แล้ว  นี่คงถึงเวลาแล้วสินะ”


    “ผลึกแก้วเพลิงอัสนี?”


    เมื่อพูดถึงเรื่องนี้  หลิงซีก็มีท่าทีเริงร่าขึ้นมาทันที


    “จริงด้วย ในเมื่อตอนนี้เจ้าบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์แล้ว  พลังปราณของเจ้าก็น่าจะเพิ่มขึ้นนับสิบเท่า เจ้าน่าจะผสานผลึกแก้วอัสนีได้มากขึ้นนะ”


    “หมายความว่าข้าสามารถดูดกลืนผลึกแก้วเพลิงอัสนีเพิ่มได้หรือ?”


    น้ำเสียงของหลงเฉินตื่นเต้นอย่างมาก


    “แน่นอน! ถ้าไม่เชื่อข้า เจ้าจะลองดูก็ได้”


    เห็นได้ชัดว่าหลงเฉินเชื่อทุกสิ่งที่หลิงซีพูด  แต่เขาไม่ได้รีบร้อนนัก  เขารีบลงไปที่ชั้นใต้ดินที่ใช้ฝึกวิชาและจัดระเบียบสิ่งที่ได้มาจากการแข่งขัน


    “ข้าได้ผลึกอสูรและวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสองมาหกชิ้น แต่พวกมันก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก สิ่งที่มีค่าที่สุดคือของที่ได้มาจากสิงห์ทองเพลิงอัคคีและสัตว์อสูรกร่อนจิตต่างหาก”


    “พวกมันจะนำไปแลกได้กี่คะแนนกันนะ?”  หลิงซีจ้องมองด้วยตาเป็นประกาย


    “สองสิ่งที่ได้จากสิงห์ทองเพลิงอัคคีสามารถแลกคะแนนผลงานได้ราวยี่สิบคะแนน ในขณะที่วิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรของสัตว์อสูรกร่อนจิตสามารถแลกได้ราวสองร้อยคะแนนผลงาน”


    “แล้วมันเท่าไรกันล่ะ?”


    หลงเฉินไม่อยากเสียเวลาคำนวณจึงร้องถาม


    “ก็ประมาณสองพันหยกศักดิ์สิทธิ์”


    หลงเฉินนึกถึงคำพูดของหลิวเยวี๋ยนที่พูดถึงคะแนนผลงานห้าร้อยคะแนน วิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกมีค่ามากกว่าขั้นสี่นับร้อยเท่า  และเขาต้องใช้เพียงห้าร้อยคะแนนผลงานเพื่อแลกกับมัน  ถือได้ว่าเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับหลงเฉินก็ว่าได้


    “จะว่าไปแล้ว... เพื่อที่จะได้วิญญาณสัตว์อสูรและนำไปขายให้ได้หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์  ข้าต้องสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเทียบได้กับยอดฝีมือระดับแก่นปฐพีสินะ?”


    หลังจากคำนวณดูแล้ว หลงเฉินก็ตกใจมาก ทีแรกนั้นเขาสรุปเอาเองว่าห้าร้อยคะแนนผลงานนั้นหาได้ง่ายมาก  แต่เมื่อลองใคร่ครวญดี ๆ ก็ถือเป็นเรื่องยากมากทีเดียว


    “สัตว์อสูรกร่อนจิตปรากฏตัวขึ้นในแดนแก่นมนุษย์และอาจจะเป็นเพราะมันอ่อนแอที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่  ดังนั้นพวกเราจึงสามารถสังหารมันได้”


    เมื่อได้ยินหลงเฉินเอ่ยถึงหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์  หลิงซีจึงย้ำเขาอีกครั้ง


    “เลิกฝันเถอะน่า เจ้าจะเอาวิญญาณสัตว์อสูรไปขายได้ที่ไหนตั้งหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์?  และหากเจ้าไปที่ศาลาแลกสมบัติ เจ้าต้องทำให้ตาแก่คนนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่”


    ตอนนั้นเองที่หลงเฉินตระหนักว่าวิญญาณสัตว์อสูรเป็นเรื่องยุ่งยากพอควร  หากมีใครบางคนมอบให้เขาและรู้ว่าเขาไม่ได้ดูดกลืนมัน  เขาคงถูกครหาอย่างแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้นหลงเฉินก็ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไร


    “ช่างเถอะ ข้ายังไม่อยากนึกถึงมันเวลานี้  ข้าจะดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรของสัตว์อสูรกร่อนจิตก่อนแล้วค่อยไปที่ศาลาแลกสมบัติก็แล้วกัน”


    *********************




    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน