หลังจากอธิบายเกี่ยวกับมังกรมนตราสีม่วง หลิวเยวี๋ยนก็หัวเราะพลางมองไปที่ใบหน้าตื่นเต้นดีใจของหลงเฉิน เขาคิดว่าหลงเฉินหลงไหลในวิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้มาก
หลงเฉินนั้นถือเป็นเรื่องไม่คาดฝันที่น่าประหลาดใจระคนพอใจสำหรับเขา นานมาแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกปีติยินดีเช่นนี้ และเขารู้สึกพอใจในตัวบุตรสาวของตนเองอย่างมาก หลิวเยวี๋ยนรู้ว่าหลิวหลานจะต้องเคี่ยวเข็ญหลงเฉินมาโดยตลอด และทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้
‘หลานเอ๋อร์บอกเขาเรื่องลัทธิเซียนโลหิตไปแล้ว ดังนั้นข้าคงไม่ต้องย้ำเรื่องนี้อีกครั้งและชวนคุยเรื่องอื่นไปก่อน’
หลิวหลานเอ่ยขึ้น
“หลงเฉิน เจ้ารู้เกี่ยวกับการคัดเลือกของเหล่าคนในที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้หรือไม่?”
การคัดเลือกของเหล่าคนในงั้นรึ? หลงเฉินเคยได้ยินกานหลิงพูดว่าเหล่าคนในจะคัดเลือกผู้ติดตามที่มีความสามารถโดดเด่นจากเหล่าคนนอก อย่างไรก็ตาม เขายังบอกอีกว่าอย่างน้อย ๆ หลงเฉินจะต้องบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีเสียก่อน
‘เขากำลังจะบอกว่าข้าสามารถเข้าร่วมการคัดเลือกได้อย่างนั้นรึ?’
“ใช่แล้ว ตอนนี้เหล่าคนนอกทั้งหลายได้คัดเลือกสมาชิกของตนเองเรียบร้อยแล้ว และข้าเองก็มีสิทธิ์เสนอชื่อ ดังนั้นข้าจะส่งรายละเอียดต่าง ๆ ให้เจ้าภายในไม่กี่วันนี้ ตราบใดที่เจ้าผ่านการทดสอบ เจ้าก็จะมีโอกาสให้เข้ารับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในด้วยเช่นกัน!”
หลงเฉินรู้สึกว่าเขาแสดงละครต่อหน้าหลิวเยวี๋ยนได้ดีเกินไป เมื่อเห็นว่าชายชราผู้นี้ปฏิบัติต่อเขาอย่างดียิ่ง หลงเฉินจึงรีบแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้ง
“ข้าน้อย...หลงเฉินจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนท่านผู้อาวุโสใหญ่!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
หลิวเยวี๋ยนลูบเคราของตนเอง ก่อนหน้านี้เขาประมาทหลงเฉินเกินไปและยังเคยตำหนิเขาอีก เวลานี้ทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาปฏิบัติกับหลงเฉินอย่างดีเพราะรู้สึกละอายใจเล็กน้อย
“แต่อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ เจ้าเพิ่งบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์และยังไม่มีคุณสมบัติพอจะสมัครคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน เจ้าต้องพยายามให้มาก และเจ้ามีเพียงโอกาสเดียวที่จะได้รับวิญญาณมังกรมนตราสีม่วงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองก่อนการคัดเลือกจะเริ่มขึ้น”
“การคัดเลือกเข้มงวดถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
หลงเฉินเอ่ยถาม หลิวเยวี๋ยนพยักหน้า
“เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสมากทีเดียว จะมีคนที่ผ่านการทดสอบราวสิบถึงยี่สิบคนเท่านั้น แต่จะเหลือเพียงสองคนในอันดับสูงสุดเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก จุดประสงค์ในครั้งนี้ก็คือการทำให้เจ้าเป็นที่รู้จักในเหล่าอื่น ๆ ส่วนการจะเข้าเหล่าคนในได้หรือไม่นั้น? ข้าคงต้องบอกว่า...ยากนัก!”
แม้จะตระหนักดีว่าเขาจะได้รับทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น และยังได้รับการดูแลเพื่อที่จะพัฒนาฝีมือให้รวดเร็วขึ้นอีก หลงเฉินจึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเข้าเหล่าคนใน เมื่อเห็นหลิวเยวี๋ยนรู้สึกกระวนกระวาย มันอาจเป็นการยากที่จะผ่านเข้าไปได้จริง ๆ ก็เป็นได้ หลิวเยวี๋ยนถอนหายใจอย่างเศร้าสลด
“คนหนุ่มเพียงคนเดียวในเหล่าของเราที่มีศักยภาพอยู่ในระดับห้าดาวก็คือ ฉู่ยวิ๋นซี แห่งสำนักจักรพรรดิมรกต ฉู่ยวิ๋นซีอายุสิบแปดปีและบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีขั้นต้น เขาจึงเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เข้ารับการคัดเลือกครั้งนี้”
เมื่อกล่าวถึงฉู่ยวิ๋นซี หลิวเยวี๋ยนก็มีท่าทีตื่นเต้น แต่แล้วก็นิ่งเงียบไปหลังจากสังเกตเห็นสายตาของหลิวหลานที่จ้องมองมา
‘ฉู่ยวิ๋นซี? อายุสิบแปด? ระดับแก่นปฐพีขั้นต้น?’
หลงเฉินนิ่งเงียบ ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ความจริง ไม่ว่าจะเป็นหวงเฟยหยางหรือเฟิงอู่เทียนก็ล้วนแล้วแต่ไร้ค่าเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ฉู๋ยวิ๋นซีต่างหากที่เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง และหลงเฉินก็ได้รู้ว่าโลกของตนเองนั้นเล็กเพียงใด
หลังจากเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้แล้ว เขาก็คิดไปเองว่านั่นหมายถึงการได้เข้าร่วมอันดับอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม เขาก็ตระหนักว่ายังมีหนทางอีกยาวไกลนัก
“หนทางยังอีกยาวไกล...”
หลิวเยวี๋ยนเอ่ยขึ้น
“พอเท่านี้ก่อนสำหรับวันนี้ หลงเฉิน เจ้าเข้าร่วมการแข่งขันในมิติห้วงนภา เช่นนั้นแล้วเจ้าคงจะเหนื่อยล้ามาก กลับไปพักเสียก่อนเถอะ”
หลงเฉินพยักหน้าและร่ำลาทุกคนก่อนจะหันหลังกลับ ทุกคนมองดูด้านหลังของเขาขณะที่เขาจากไป และพบว่าร่างนั้นทั้งสูงสง่าและตั้งตรง พวกเขาได้แต่ถอนหายใจ
“หลานเอ๋อร์ มากับข้าสิ”
หลิวเยวี๋ยนเอ่ยขึ้น เขาออกจากห้องโถงและเข้าไปในสวนด้านหลัง เขามองไปรอบ ๆ และร้องเรียกหลิวหลาน
“เมื่อตอนที่เจ้าอยู่ในมิติห้วงนภา ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักจักรพรรดิมรกต ฉู่เฟิ่งชิง มองข้าราวกับต้องการจะย้ำเตือนเรื่องการแต่งงาน”
หลิวหลานตอบด้วยอาการตื่นตระหนก
“ท่านพ่อ ท่านตอบตกลงไปแล้วงั้นรึ?”
“ข้าจะตอบตกลงโดยปราศจากการยินยอมของเจ้าได้อย่างไร? แต่หลานเอ๋อร์... เขาบอกว่าเขาจะพาฉู่ยวิ๋นซีมาที่นี่ในอีกยี่สิบวันข้างหน้าเพื่อมาขอเจ้าแต่งงาน ข้าไม่ได้พูดอะไร... ดังนั้น...”
“ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองตระกูล ข้าก็ต้องยอมรับข้อเสนอนี้ อย่างนั้นใช่หรือไม่?”
หลิวหลานรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาทันที หัวใจของหลิวเยวี๋ยนเจ็บปวดที่ต้องเห็นบุตรสาวตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“หลานเอ๋อร์ อย่าคิดมากเลย ฉู่ยวิ๋นซีเป็นยอดอัจฉริยะ และดูเหมือนว่าเขาจะสามารถเข้าเหล่าคนในได้ในครั้งนี้ เขาจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ข้าคงวางใจหากเจ้าได้อยู่กับเขา”
“ท่านพ่อ...”
หลิวหลานเงยขึ้น
“ท่านไม่เข้าใจ เขายโสโอหังจนเกินทน ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจสักเพียงใด ข้าก็ไม่สามารถยอมรับเขาได้หรอก”
หลงเฉินออกจากสำนักสุริยันมรกตและเดินไปยังหอพักต้นหลิวมรกตตามลำพัง ผู้คนที่พบเห็นเขาล้วนแล้วแต่ชะงักฝีเท้าไปตลอดทาง สายตาของพวกเขาทั้งกระหายใคร่รู้และเคารพยำเกรง ข่าวเรื่องที่หลงเฉินแสดงฝีมือในการแข่งขันของมิติห้วงนภาแพร่สะพัดมาถึงที่นี่เช่นกัน
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้น แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่ามีร่างเล็ก ๆ ที่งดงามของหลิวหลิงอยู่ข้างหลังเขา ดวงตาของนางยังคงแดงก่ำเล็กน้อย นางคงร้องไห้เพราะเฟิงอู่เทียน หลงเฉินจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่านางช่างน่าขันนัก
เฟิงอู่เทียนเป็นฝ่ายที่ต้องการสู้กับหลงเฉินตั้งแต่แรก แต่กลับถูกหลงเฉินทำให้บาดเจ็บสาหัสโดยที่ไม่สามารถโทษใครได้
“โอ้... เจ้าคงร้องไห้เพื่อคนรักของเจ้ามาเยอะสินะ? ช่างน่าซาบซึ้งใจจริง ๆ น้ำตาเกือบจะไหลพรากออกมาเต็มหน้าข้าอยู่แล้ว”
หลิวหลิงบังเอิญพบคนที่น่ารังเกียจผู้นี้โดยบังเอิญและเรียกเขาไว้ด้วยความโกรธ แต่ด้วยความประหลาดใจ นางกลับถูกเขาหยอกล้อ หากไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขาเคยช่วยนางไว้ นางคงมีเรื่องกับเขาอย่างแน่นอน
“หลงเฉิน เจ้านี่น่ารังเกียจทั้งภายนอกและภายในจริง ๆ!”
หลิวหลิงไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองอีก นางกัดฟันพลางชี้ไปที่เขา แต่ดูเหมือนว่าหลงเฉินจะเฉยเมยต่อการดูถูกของนาง
“หึ? เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่?”
หลิวหลิงต้องการเล่นงานเขาและกระชากใบหน้าของเขาออก
“ข้าเรียกเจ้าไว้ก็เพื่อจะบอกเจ้าว่าอย่าหลงระเริงไปนักล่ะ ที่เจ้าเอาชนะพี่อู่เทียนได้ก็เพราะเขาถูกสิงสู่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักนิด และตอนนี้เขาก็ได้สติแล้ว!”
“โอ้? เขาได้สติแล้วรึ?”
“ใช่! เจ้ากลัวขึ้นมารึยังล่ะ? และประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เขาใกล้จะบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีแล้วด้วย เช่นนั้นเจ้าก็รอจนกว่าเขาจะลุกขึ้นมาสั่งสอนเจ้าเถอะ!”
‘ระดับแก่นปฐพีอีกแล้วรึ?’
เฟิงอู่เทียนถูกเขาเล่นงานจนสะบักสะบอม ชื่อเสียงของเขาจึงถดถอยลง เวลานี้เขาได้สติแล้ว และคงต้องการเอาคืนหลงเฉินอย่างแน่นอน เวลานี้ หลงเฉินกำลังกังวลเกี่ยวกับลัทธิเซียนโลหิตอย่างมาก แล้วยังมีเฟิงอู่เทียนที่เพิ่งได้สติขึ้นมาอีก... คิ้วของเขาขมวดแน่น
“ฮ่า! รู้สึกกลัวแล้วใช่ไหม? ช่างขี้ขลาดเสียจริง เจ้ากล้าจู่โจมพี่อู่เทียนตอนที่เขาไม่มีสติเท่านั้นล่ะ!”
เมื่อพูดจบ หลิวหลิงก็หัวเราะคิกคักและจากไป ส่วนหลงเฉินได้แต่ส่ายศีรษะและกลับไปยังที่พักของตนเอง
“เสี่ยวซี ข้าเพิ่มพลังได้ค่อนข้างเร็วและมันคงถึงขีดจำกัดแล้วตอนนี้ ข้ายังสามารถเพิ่มพลังได้อยู่อีกหรือเปล่า?”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ”
หลิงซีออกมาจากกระบี่ได้ในที่สุด นางยืดเส้นยืดสายและรู้สึกมีความสุขขณะที่บินวนไปรอบ ๆ ห้อง เมื่อนางบินมาที่หลงเฉิน นางก็ทำจมูกย่นอย่างน่ารักน่าชัง
“พลังของเจ้าในตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดของทวีปมังกรอุทิศเลยก็ว่าได้ แม้ว่าเจ้าจะฝึกฝนช้าไปสักหน่อย แต่เจ้าก็แข็งแกร่งกว่าคนอื่นมาก”
“แล้วนี่ข้าแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร?”
“อย่ากังวลไปเลย ไม่มีประโยชน์ที่เจ้าจะรีบร้อนเพิ่มพลังของตัวเองหรอก”
หลิงซีมาจากตระกูลที่ดีและมีความรอบรู้มากกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวหลงเฉิน หลงเฉินจึงไว้ใจนางจากใจจริง
“ตกลง ข้าจะพยายามอย่างหนักเพื่อกำจัดลัทธิเซียนโลหิตที่เป็นหนามยอกอกของข้า จากนั้นค่อยวางแผนว่าข้าจะฝึกฝนต่อไปอย่างไร”
“ใช่แล้ว!”
หลิงซีพยักหน้า ยื่นมือออกไปและแอบมองหลงเฉิน
“ข้าอยากได้!”
“อยากได้อะไรรึ?”
หลงเฉินตกใจ
“อาหาร!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่เข้าใจสิ่งที่นางพยายามสื่อ หลิงซีจึงทำท่าข่มขู่พลางโวยวายใส่หลงเฉิน
“โอ้”
หลงเฉินทำได้เพียงตอบรับ
“ข้าจะดูดกลืนวิญญาณและผลึกสัตว์อสูรพวกนี้ให้หมด จากนั้นก็ไปที่ศาลาแลกสมบัติเพื่อหาอะไรมาให้เจ้า”
“ค่อยยังชั่วหน่อย”
หลิงซียิ้มอย่างพออกพอใจ ดวงตาของนางหรี่เล็กจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูแล้วช่างมีเสน่ห์ยิ่งนัก หลงเฉินยิ้มอย่างบิดเบี้ยว
“เจ้าใช้พลังไปมากตอนที่ช่วยข้าเอาผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนั้นมา ข้ากะว่าจะหาอะไรให้เจ้าหลังจากที่ออกมาจากมิติห้วงนภาได้แล้ว นี่คงถึงเวลาแล้วสินะ”
“ผลึกแก้วเพลิงอัสนี?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลิงซีก็มีท่าทีเริงร่าขึ้นมาทันที
“จริงด้วย ในเมื่อตอนนี้เจ้าบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์แล้ว พลังปราณของเจ้าก็น่าจะเพิ่มขึ้นนับสิบเท่า เจ้าน่าจะผสานผลึกแก้วอัสนีได้มากขึ้นนะ”
“หมายความว่าข้าสามารถดูดกลืนผลึกแก้วเพลิงอัสนีเพิ่มได้หรือ?”
น้ำเสียงของหลงเฉินตื่นเต้นอย่างมาก
“แน่นอน! ถ้าไม่เชื่อข้า เจ้าจะลองดูก็ได้”
เห็นได้ชัดว่าหลงเฉินเชื่อทุกสิ่งที่หลิงซีพูด แต่เขาไม่ได้รีบร้อนนัก เขารีบลงไปที่ชั้นใต้ดินที่ใช้ฝึกวิชาและจัดระเบียบสิ่งที่ได้มาจากการแข่งขัน
“ข้าได้ผลึกอสูรและวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสองมาหกชิ้น แต่พวกมันก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก สิ่งที่มีค่าที่สุดคือของที่ได้มาจากสิงห์ทองเพลิงอัคคีและสัตว์อสูรกร่อนจิตต่างหาก”
“พวกมันจะนำไปแลกได้กี่คะแนนกันนะ?” หลิงซีจ้องมองด้วยตาเป็นประกาย
“สองสิ่งที่ได้จากสิงห์ทองเพลิงอัคคีสามารถแลกคะแนนผลงานได้ราวยี่สิบคะแนน ในขณะที่วิญญาณสัตว์อสูรและผลึกอสูรของสัตว์อสูรกร่อนจิตสามารถแลกได้ราวสองร้อยคะแนนผลงาน”
“แล้วมันเท่าไรกันล่ะ?”
หลงเฉินไม่อยากเสียเวลาคำนวณจึงร้องถาม
“ก็ประมาณสองพันหยกศักดิ์สิทธิ์”
หลงเฉินนึกถึงคำพูดของหลิวเยวี๋ยนที่พูดถึงคะแนนผลงานห้าร้อยคะแนน วิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกมีค่ามากกว่าขั้นสี่นับร้อยเท่า และเขาต้องใช้เพียงห้าร้อยคะแนนผลงานเพื่อแลกกับมัน ถือได้ว่าเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับหลงเฉินก็ว่าได้
“จะว่าไปแล้ว... เพื่อที่จะได้วิญญาณสัตว์อสูรและนำไปขายให้ได้หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์ ข้าต้องสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเทียบได้กับยอดฝีมือระดับแก่นปฐพีสินะ?”
หลังจากคำนวณดูแล้ว หลงเฉินก็ตกใจมาก ทีแรกนั้นเขาสรุปเอาเองว่าห้าร้อยคะแนนผลงานนั้นหาได้ง่ายมาก แต่เมื่อลองใคร่ครวญดี ๆ ก็ถือเป็นเรื่องยากมากทีเดียว
“สัตว์อสูรกร่อนจิตปรากฏตัวขึ้นในแดนแก่นมนุษย์และอาจจะเป็นเพราะมันอ่อนแอที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ ดังนั้นพวกเราจึงสามารถสังหารมันได้”
เมื่อได้ยินหลงเฉินเอ่ยถึงหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์ หลิงซีจึงย้ำเขาอีกครั้ง
“เลิกฝันเถอะน่า เจ้าจะเอาวิญญาณสัตว์อสูรไปขายได้ที่ไหนตั้งหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์? และหากเจ้าไปที่ศาลาแลกสมบัติ เจ้าต้องทำให้ตาแก่คนนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่”
ตอนนั้นเองที่หลงเฉินตระหนักว่าวิญญาณสัตว์อสูรเป็นเรื่องยุ่งยากพอควร หากมีใครบางคนมอบให้เขาและรู้ว่าเขาไม่ได้ดูดกลืนมัน เขาคงถูกครหาอย่างแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้นหลงเฉินก็ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไร
“ช่างเถอะ ข้ายังไม่อยากนึกถึงมันเวลานี้ ข้าจะดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรของสัตว์อสูรกร่อนจิตก่อนแล้วค่อยไปที่ศาลาแลกสมบัติก็แล้วกัน”
*********************