การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นขาหมูน้ำแดงถูกยกมาเสิร์ฟให้กับผู้เข้าแข่งขันพวกเขาได้กลิ่นหอมหวานชวนน้ำลายสอลอยมาตามลม
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนใช้ส้อมจิ้มลงไปที่ขาหมูเนื้อของขาหมูหลุดออกมาจากกระดูกอย่างง่ายดายแสดงให้เห็นว่ามันถูกต้มจนเปื่อยได้ที่
ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนใช้วิธีที่แตกต่างกันออกไปในการจัดการกับขาหมูทันทีที่เนื้อถูกส่งเข้าปาก ความหอมหวานแผ่กระจายไปทั่วทั้งปากแม้จะกลืนลงไปแล้วกลิ่นหอมก็ยังอบอวลอยู่ภายในปาก แต่ละคนแสดงสีหน้ามีความสุขออกมายกเว้นคนเดียวที่ไม่คิดจะลิ้มรสของมันแม้แต่น้อย ใช่แล้ว ไป่เจ๋อ นั่นเอง
“ผมขอมีดได้ไหมครับ”ไป่เจ๋อยกมือขึ้น
“ได้ครับถ้ามีใครต้องการเครื่องมืออะไรบอกได้นะครับ” พิธีกรกล่าว
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างยกมือการตัดเนื้อให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยส้อมมันช้าเกินไป ทีมงานรีบนำมีดมาให้แต่ละคนต่างใช้มีดหั่นเนื้อออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใช้ส้อมจิ้มเข้าปากไปย่างรวดเร็วพวกเขาต้องการเร่งกินตั้งแต่แรกไม่อย่างนั้นหากพวกเขาเริ่มอิ่มแล้วจะไม่สามารถเร่งความเร็วในการกินสู้กับไป่เจ๋อได้
แต่ไป่เจ๋อได้ทำในสิ่งที่ทุกคนกต้องหันมามองเขาเคลื่อนไหวมือที่จับอย่างรวดเร็ว ทุกคนเห็นเพียงแค่เขาขยับมีดแนวตั้งกับแนวนอนแค่นั้นเพียง2 ครั้งแต่เนื้อขาหมูกลับแยกออกจากกระดูกและถูกหั่นออกมาเป็นชิ้นพอดีคำในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
“ไป่เจ๋อทำได้ไงเนี่ย” พิธีกรถาม เขาตกตะลึงกับสิ่งที่ไป่เจ๋อทำการหั่นเป็นชิ้นได้สวยงามขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าต้องลงมีดหลายครั้ง แต่ไป่เจ๋อกลับขยับมือแค่2 ครั้งเท่านั้น นั่นแสดงให้ว่ามือของไป่เจ๋อจะต้องขยับเร็วมากจนพวกเขามองไม่ทันขนาดต่านต้านก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาเช่นกัน
“แค่ต้องฝึกบ่อยๆ น่ะครับ” ไป่เจ๋อพูดราวกับมันเป็นเรื่องง่าย เขาจิ้มเนื้อเข้าปากอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นความเร็วในการกินของไป่เจ๋อทำให้ทุกคนเร่งความเร็วขึ้นอีก แม้แต่ผิงฮัวเองก็กินแบบไม่ห่วงสวยเธอใช้มือจับขาหมูขึ้นมาแล้วใช้ปากกัดเข้าไปคำใหญ่
“โอ้โฮผิงฮัวใช้วิธีกัดแล้วฉีกกินเลยครับทำให้ความเร็วของเธอสูสีกับไป่เจ๋อมากเลยทีเดียว” พิธีกรกล่าว
บนชั้น3 คฤหาสน์ตระกูลไป๋ ไป๋กุ้ยอิงยืนมองการถ่ายทำรายการอยู่เธอเห็นไป่เจ๋ออยู่ในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันด้วย ขณะที่เธอมอง มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเผยรอยยิ้มที่ยากจะได้เห็นออกมา แต่ก็มีเสียงเปิดประตูห้องของเธอ ทำให้เธอหันไปมอง
“โย่วพี่สาว กำลังดูเขาถ่ายรายการกันอยู่เหรอ” ไป๋หู่เดินเข้ามาภายในห้อง
“ใช่ทำไมเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงขี้เกียจที่จะบ่นเรื่องมารยาทน้องชายของเธอมักจะเข้ามาโดยไม่เคาะประตูเสมอ
“หืมหรือว่าในบรรดาคนพวกนั้นมีพี่เขยอยู่ด้วยเหรอ”ไป๋หู่หรี่ตามองเพื่อดูปฏิกิริยาพี่สาว
ไป๋กุ้ยอิงสะดุ้งสุดตัวทำให้ไป๋หู่รู้ว่าพี่เขยของเขาอยู่ในกลุ่มคนที่มาถ่ายรายการแน่เขารีบเดินไปที่หน้าต่างทันที แน่นอนว่าเขาสามารถแยกคนธรรมดากับผู้ฝึกยุทธออกแต่ลองโคจรปราณไปที่ดวงตา เขากลับไม่พบคนที่มีปราณแผ่ออกมาจากร่างกายเลยสักคนเดียว
“เป็นไปได้ยังไงกันหรือว่าพี่เขยสามารถพลางพลังจนเหมือนกับคนธรรมดาได้เลยเหรอเนี่ย สุดยอด”ไป๋หู่รู้สึกนับถืออวี้กงมากขึ้นไปอีก
“นายหาเขาไม่เจอหรอกคน ๆ นั้นซ่อนพลังเก่งจะตาย” ไป๋กุ้ยอิงยิ้มแต่ขณะเดียวกันไป๋หู่ก็ยกยิ้มขึ้นเช่นกัน
“พี่เขยอยู่ในนั้นจริงๆ ด้วยสินะ พี่ติดกับดักผมแล้ว” ไป๋หู่กล่าว ไม่นานไป๋กุ้ยอิงก็รู้ตัวว่าเธอพลาดซะแล้ว
“ผมโทรชวนพี่เขยมาฝึกให้ผมเมื่อเช้าแต่เขาบอกว่าติดถ่ายรายการ แถมยังบอกอายุจริงของเขาด้วยดังนั้นในกองถ่ายนั่นคนที่มีอายุเท่ากับผม คนนั้นแหละคือพี่เขยแต่คนอายุเท่าผมจะมาแข่งรายการแบบนี้ก็ไม่แปลก เพราะพี่หลุดพูดเมื่อกี้มันเป็นการยืนยันว่าพี่เขยอยู่ในกลุ่มคนที่มาถ่ายรายการยังไงล่ะ หึ หึ”ไป๋หู่กล่าวจบก็รีบออกไปจากห้อง ส่วนไป๋กุ้ยอิงพอรู้ว่าตัวเองเสียรู้น้องชายเธอก็ทำท่าจะจัดการตีเจ้าน้องชายตัวแสบทันทีแต่ไป๋หู่ได้หนีออกจากห้องไปเรียบร้อยแล้ว
ไป๋หู่ไม่รอช้ารีบเดินไปหาพ่อของเขาทันทีตอนนี้พ่อของเขากำลังยืนคุมรุ่นเยาว์ของตระกูลฝึกซ้อมอยู่ที่ลานฝึกซ้อมใหญ่ที่อยู่ส่วนในสุดของตระกูล
“ท่านพ่อผมมีเรื่องสำคัญมาบอก” ไป๋หู่เดินมาหาก่อนจะกระซิบว่าในกองถ่ายที่มาวันนี้มีอวี้กงอยู่ด้วยทำให้ไป๋ชินหลงรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
“ผู้อาวุโสผมฝากคุมการฝึกต่อด้วย ไปไป๋หู่ พาพ่อไปเดี๋ยวนี้เลย” ไป๋ชินหลงสั่งผู้อาวุโสก่อนจะเดินออกมาจากลานฝึกพร้อมกับไป๋หู่ระหว่างทางเขาพบว่าลูกสาวเขามายืนขวางทางไว้
“กุ้ยอิงขอพ่อดูหน้าลูกเขยหน่อยไม่ได้รึไง” ไป๋ชินหลงกล่าว
“พ่อคะเบื้องหน้าเขาทำงานวงการบันเทิง มันจะลำบากนะคะถ้ามีคนรู้ตัวจริงของเขาอีกอย่างเขาก็ไม่ใช่แฟนหนูสักหน่อย” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“กุ้ยอิงพ่อแค่ไปดูหน้าเขาเองว่าหล่อเหมือนพ่อรึเปล่า” ไป๋ชินหลงแหย่ลูกสาวเล่น
“พี่เขยหล่อกว่าพ่อตั้งเยอะ”ไป๋หู่กล่าว ก่อนจะโดนไป๋ชินหลงเขกหัวไปหนึ่งที
“เจ้าลูกคนนี้ไม่คิดจะอวยพ่อตัวเองหน่อยเรอะ”ไป๋ชินหลงกล่าว
“พอเลยทั้ง2 คน หนูไม่ยอมให้ผ่านไปง่าย ๆ หรอกนะ” ไป๋กุ้ยอิงยืนขวางทางเธอเริ่มโคจรลมปราณเตรียมพร้อมสำหรับการปะมือ
“ไม่ต้องหรอกจ๊ะแม่ถ่ายรูปมาให้พ่อกับไป๋หู่แล้ว” ไป๋ซูฉี เดินเข้ามาพร้อมกับชู สมาร์ทโฟนในมือไป๋กุ้ยอิงอึ้งไป ในขณะที่ชินหลงกับไป๋หู่ยกนิ้วโป้งให้กับสตรีผู้เป็นใหญ่ในตระกูลอย่างแท้จริง
“แม่ทำได้เยี่ยมเลย”ไป๋หู่กล่าวชม ไป๋ซูฉียื่นสมาร์ทโฟนให้กับไป๋ชินหลงกับไป๋หู่
“ว้าวพี่เขยขนาดไม่ปลอมตัวยังหล่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฟิงจินถึงไม่อยู่ในสายตาพี่ พี่เขยดูดีกว่าตั้งเยอะ”ไป่หู่ชมคนในรูป ทำเอาไป๋กุ้ยอิงหน้าแดงด้วยความเขินอายขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดหน่วงที่อก เธอรู้ว่าไป่เจ๋อไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น
“น่าโมโหจริงๆ” ไป๋ชินหลงพูดขึ้น ทำให้ทุกคนหันมาหาเขา
“ดูหน้ากับผิวสิทำไมฉันถึงรู้สึกพ่ายแพ้แบบนี้ขึ้นมานะ” หลังได้ยินไป๋ชินหลงกล่าว ทุกคนก็หัวเราะเพราะผิวของไป๋ชินหลงนั้นค่อนข้างหยาบจากการที่ต้องตากแดดเพื่อคุมการฝึกซ้อมของคนในตระกูลเป็นประจำ
“เขากับหนูเป็นแค่คนรู้จักกันเองค่ะถึงหนูจะชอบเขา แต่ว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับหนูเพราะฉะนั้นเลิกคิดจะเอาเขามาเป็นลูกเขยดีกว่า” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“ให้พ่อช่วยไหมกุ้ยอิงผู้อาวุโสหอโอสถมียาปลุกกำหนัดอยู่ แค่ 3 หยด ลูกจะได้เขามาครอบครอง”ไป๋ชินหลงเสนอ
“หยุดเลยนะคะคุณวิธีสกปรกแบบนั้นน่ะมันได้แต่ตัว ไม่ได้หัวใจหรอกนะคะ”ไป๋ซูฉีกล่าวก่อนจะหันไปหาไป๋กุ้ยอิง
“แม่ให้อิสระลูกเต็มที่นะแต่พวกผู้อาวุโสกดดันพ่อของลูกให้ลูกแต่งกับทายาทตระกูลใหญ่ในยุทธภพเพื่อเพิ่มฐานอำนาจของตระกูลไป๋พ่อกับแม่ไม่รู้ว่าจะยื้อเรื่องนี้ไว้ได้อีกนานขนาดไหน ลูกเข้าใจใช่ไหม”ไป๋ซูฉีกล่าว
“เข้าใจค่ะหนูจะพยายามหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุด” ไป๋กุ้ยอิงกล่าวหลังพ่อกับแม่ของเธอจากไปแล้ว ไป๋หู่ก็พูดขึ้น
“พี่ลองปรึกษาปัญหานี้กับพี่เขยดูสิเผื่อว่าเขาอาจจะแก้ปัญหานี้ได้ พี่เขยฉลาดจะตายน่าจะช่วยพี่ได้นะ” ไป๋หู่เสนอ
“เดี๋ยวพี่จะลองถามเขาดูแล้วกัน”ไป่กุ้ยอิงกล่าว
กลับมาที่สถานที่แข่งขันสภาพผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก ผิงฮัวถือขาหมูค้างไว้เธอได้แต่จ้องมัน ตอนนี้ขาหมูแทบจะจุกคอเธออยู่แล้ว หลังจากเธอกินไปได้ 12 ชามเพราะทางรายการนั้นให้กินทั้งเนื้อและน้ำด้วย ส่วนผู้เข้าแข่งขันอีก 1 คนนั้นหยุดกินมาได้15 นาทีแล้ว จำนวนชามของเขาคือ 10 ชาม ต่างกับไป่เจ๋อที่กินไปแล้ว 15 ชามเขามองผิงฮัวกับอีกคน ขณะที่มือเอาส้อมจิ้มเนื้อเข้าปาก แล้วเคี้ยวช้า ๆอย่างสบายอารมณ์
“ไป่เจ๋อนี่ชิวไปไหม” พิธีกรกล่าว
“ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบกินนี่ครับเหลือเวลาอีกแค่ 5 นาที ห่างกันตั้ง 3 ชาม จากสภาพน่าจะกินกันไม่ไหวแล้วนะครับ”ไป่เจ๋อยิ้ม
“นี่นายจงใจกินเร็วตั้งแต่เริ่มเพื่อแบบนี้สินะ”พิธีกรกล่าว
“เหมือนที่ต่านต้านบอกไว้ในการแข่งปีที่แล้วไงครับเราต้องรู้จักเล่นเกมเป็น” ไป่เจ๋อยิ้ม
“เอาล่ะครับผมจะนับถอยหลังแล้วนะครับ 5 ...4...3...2...1 หมดเวลา”พิธีกรเป่านกหวีดและประกาศจำนวนชามของแต่ละคน
“ตอนนี้เราได้ตัวแทนของเมืองหลวงแล้วนั่นก็คือ ไป่เจ๋อ นักเรียนมัธยมต้น อายุ 15 ปี” พิธีกรชูมือของไป่เจ๋อขึ้นทุกคนปรบมือให้ แม้แต่ต่านต้าน ถึงแม้ในใจของเขาจะไม่ยินดีก็ตามนี่ทำให้เขาเพิ่มความระวังตัวต่อไป่เจ๋อมากขึ้น
การแข่งขันสิ้นสุดลงแล้วไป่เจ๋อพูดคุยกับพิธีกรและทีมงานอีกเล็กน้อยก่อนจะไปกล่าวลาผิงฮัวที่ตอนนี้อาการแน่นท้องของเธอดีขึ้นแล้ว
“พี่สาวผิงฮัวผมจะกลับแล้ว อาการดีขึ้นรึยังครับ” ไป่เจ๋อถาม
“ปีหน้าถ้านายจะลงบอกฉันด้วยนะว่าลงสมัครที่เมืองไหน ฉันจะได้ไม่ลงที่เดียวกับนาย” ผิงฮัวแซว
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ทำไมละครับ” ไป่เจ๋อถาม
“แข่งกับนายมันกดดันน่ะสินายมันจอมเขมือบชัด ๆ” ผิงฮัวตอบ
“ปีหน้าคงต้องดูก่อนนะครับอ้อ พี่ผิงฮัว สัปดาห์หน้าผมจะมาที่เมืองหลวงอีกครั้งนะ” ไป่เจ๋อกล่าว
“เอ๋นายจะมาทำอะไรล่ะ” ผิงฮัวถาม
“มาเปิดตัวหนังสือนิยายที่ผมเขียนน่ะของสำนักพิมพ์ซานหลง” ไป่เจ๋อตอบ
“ใช่เรื่องเทพกระบี่ อวี้กง รึเปล่า” ผิงฮัวถาม ไป่เจ๋อพยักหน้าเขาพอรู้มาบ้างว่าทางสำนักพิมพ์ได้เริ่มโปรโมททางอินเตอร์เน็ตโดยการเปิดให้อ่านออนไลน์ฟรี10 บทแรกไปแล้ว
“นายคือนักเขียนนิยายเรื่องนั้น”ผิงฮัวถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ พอเห็นไป่เจ๋อพยักหน้าผิงฮัวก็รีบจับมือไป่เจ๋อทันที
“ฉันจะมางานเปิดตัวนิยายของนายแน่รบกวนเซ็นชื่อที่หนังสือให้ฉันด้วยนะ” ผิงฮัวกล่าว
“ได้ครับที่งานจะมีวางจำหน่าย 3,000 เล่มครับ หลังจากนั้นอีก 1สัปดาห์ถึงจะมีขายตามร้านหนังสือทั่วไป” ไป่เจ๋อกล่าว
“เอ๋ไป่เจ๋อ นายเขียนนิยายด้วยเหรอ” พิธีกรถามเขาฟังการสนทนาของไป่เจ๋อกับผิงฮัวมาได้สักพักแล้ว ทีมงานบางคนเองก็ได้ยินเช่นกันพวกเขาอยากรู้ว่าไป่เจ๋อนั้นเขียนนิยายอะไร
“ครับเป็นนิยายชื่อ เทพกระบี่ อวี้กง น่ะครับ” ไป่เจ๋อพยักหน้า
“อ๊ะฉันเห็นบทวิจารณ์ของนิยายเรื่องนี้ด้วยมันมีลงไว้ในเว็บไซต์ของสมาคมนักเขียนแห่งชาติเฉียนม่อที่เป็นประธานสมาคมเป็นคนเขียนบทวิจารณ์เองกับมือเขาบอกว่ามันสนุกจนวางไม่ลงเลย นี่ฉันก็ว่าจะไปซื้อวันเปิดตัวหนังสือเหมือนกัน”ทีมงานคนหนึ่งกล่าวขึ้น
จากนั้นก็มีหลายคนในทีมงานที่ได้อ่านบทวิจารณ์นั้นไม่มีใครคิดว่านักเขียนนิยายที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมนักเขียนแห่งชาติจะมาร่วมแข่งรายการราชานักกินและได้เป็นตัวแทนของเมืองหลวงอีกด้วย
ไป่เจ๋อยังคงอยู่พูดคุยกับทีมงานที่เป็นแฟนนิยายของเขากับพิธีกรรายการอีกสักพักก่อนจะเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านเขาอดใจรอที่จะกลับไปเปิดอ่านบทวิจารณ์นิยายของเฉียนม่อไม่ไหวแล้ว
อาคารร้างที่ตั้งสำนักของเหลาเหล่า
ภายในตัวอาคารนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้เสียงการต่อสู้ดังอยู่ที่ส่วนลึกสุดของชั้นใต้ดิน ก่อนจะหยุดลงด้วยเสียงบางอย่างกระแทกกำแพง
“อ๊ากกกกกก”เสียงของเหลาเหล่าดังขึ้นตามมา
รอบกายของเหลาเหล่ามีร่างของชายหนุ่มที่เป็นศิษย์ของเขานอนสลบในสภาพเปลือยเปล่าตามพื้นและกำแพงมีคราบน้ำสีขาวเปรอะเปื้อนไปหมด
ตอนนี้ร่างของเหลาเหล่าถูกฝังไว้ในกำแพงโดยมีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังบีบคอเขาอยู่ เธอมีร่างกายที่งดงามสะโพกและอกกลมกลึงได้รูป หากแต่ร่างกายของเธอตอนนี้ก็เปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้าปกปิดเรือนร่างช่วงหว่างขาของเธอเองก็มีของเหลวแบบเดียวกับบนกำแพงไหลลงมาตามเรียวขาสวย
“นางมารปิงโหย่วหล่อนกล้าทำกับลูกศิษย์ของฉัน ฉันจะต้องคิดบัญชีกับหล่อนแน่”เหลาเหล่าพยายามแกะมือของหญิงสาวออก
“อย่าพูดแบบนั้นสิฉันแค่มาบ่มเพาะวิชาเท่านั้น ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้ปราณหยางจำนวนมาก พอนึกถึงที่ ๆมีปราณหยางจำนวนมาก ฉันก็คิดถึงเธอนี่แหละ ฮิ ฮิหลังจากนี้ฉันคงจะไม่มาเยี่ยมเธออีกสัก 6-7 เดือน จะย้ายหนีก็ได้นะแต่ฉันก็จะตามหาจนเจอนั่นแหละ ต้องขอบอกเลยว่าลูกศิษย์เธอลีลาแซ่บ ๆ ทั้งนั้น”กล่าวจบหญิงสาวก็เลียริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะดึงร่างของเหลาเหล่าออกจากกำแพงและฟาดลงไปที่พื้น
เธอก็หันหลังกลับไปใส่เสื้อก่อนจะจากไป โดยที่เหลาเหล่าไม่สามารถทำอะไรได้เพราะตอนนี้เขาบาดเจ็บสาหัสจนขยับร่างกายไม่ได้เลย เกรงว่าคงต้องรอเหล่าลูกศิษย์ของเขาฟื้นและพาเขาส่งโรงพยาบาลอีกที
หญิงสาวที่บุกมาที่สำนักของเหลาเหล่านั้นมีชื่อว่าปิงโหย่ว เธอฝึกเคล็บบ่มเพาะปราณหยิน ที่เป็นวิชามาร ต้องบ่มเพาะโดยการเสพสังวาสโดยการสูบเอาปราณจากตัวชายหนุ่ม
เหลาเหล่าพยายามซ่อนตัวจากนางมารผู้นี้มาตลอดเพื่อความปลอดภัยของศิษย์ เหล่าคนที่ถูกปิงโหย่วสูบปราณหยางไปต้องพักฟื้นอย่างน้อย3 เดือน เพื่อฟื้นพลังปราณให้กลับมาเท่าเดิม หากนางมาบ่อย ๆเกรงว่าศิษย์ของเขาคงจะติดอยู่ที่ขั้นลมปราณเดิมไปตลอดกาลเป็นแน่
“โชคดีจริงๆ ที่หานหานกลับบ้าน ไม่งั้นคงโดนนังตัวแสบจัดการไปด้วยแน่ สงสัยต้องย้ายสำนักซะแล้ว”เหลาเหล่าที่ใช้ปราณรักษาตัวเองอยู่สักพักค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นก่อนจะนั่งลงเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บต่อ และแบกเหล่าศิษย์ของเขาไปยังห้องพักเพื่อทำการรักษาต่อไป