ตอน 13
กุหลาบวาเลนไทน์
“น้าไหวไม่ได้มาหาพวกเราสักห้าหกวันแล้วนะคะ คงมีธุระสำคัญ” สาววัยสิบเก้าถามไถ่ มือพลางปรับค่ากล้องเพื่อถ่ายภาพยามเช้า
กล้องหันไปทางเก้าอี้นวมโรแมนติก ตั้งใจจะเก็บภาพถ่ายหญิงสาวตุ๊กตานั่งถักนิตติ้ง มองทีไรก็งดงามนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอม
“จริงสินะ ั้แ่ไประยองแล้วพาออฟมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้แวะมาหาเลย” เกริกไกรระลึกบางสิ่งที่หายไป พลางมองลุ้นลูกสาวยืนถ่ายภาพสวย
“ลอริสดูงดงามมากนะคะ ก้มถักนิตติ้งเป็ผ้าพันคอ หนังสือก็แทบไม่ต้องดูแล้ว เก่งจังเลย”
พี่เลี้ยงรำพันอ่อนหวาน เกริกไกรตบบ่าลูกเบา ๆ “อืม... ถักไปได้ขนาดฝ่ามือนึงนับว่ามีฝีมือนะ ผ่านไปเดือนเดียวเองที่พ่อซื้อไหมพรมมาให้”
ชัตเตอร์ลั่นหนึ่งหน ตามด้วยอีกหนึ่งครั้งเมื่อสุรีย์รัตน์พลิกกล้องจากแนวตั้งเป็แนวนอน
ลอริสสวมเดรสขาวคลุมเท้าเช่นวันเก่า ช่างอ่อนโยนดั่งตุ๊กตามีชีวิตยามพ่อลูกได้เห็น ยิ่งกำลังถักนิตติ้งก็ยิ่งนุ่มนวลน่ารัก มือผ่องบรรจงถักไหมสีครีมเริ่มเป็ผืนผ้าพันคอ เส้นไหมจากชิ้นงานถักโยงไปสู่ม้วนใหญ่ที่วางในตะกร้าหวาย
ระหว่างชายวัยสี่สิบเอ็ดเปิดเล่นแผ่นเสียงเพลงไวโอลิน พลันสงสัยเมื่อลูกสาวหยิบอีกเล่มงานฝีมือแล้วเปิดกาง ก้มมองภาพสวยเป็กุหลาบที่ทำจากผ้าและกระดาษสี
“อะไรหรอลูก”
“พรุ่งนี้วาเลนไทน์ วันนี้ก็วันเสาร์...” ลูกสาวรำพันเลื่อนลอย แต่เกริกไกรคล้ายอยากเดาใจ
“อยากลองให้ลอริสทำดอกกุหลาบหรอ...”
“ถ้าทำได้ก็คงดีนะคะ” สุรีย์รัตน์ชี้ยังรูปกุหลาบพับกระดาษหลากสีสวยงาม “ลอริสงดงามน่ารักเสมอ เหมือนน้องจะเหมาะกับกุหลาบ...”
ลูกสาวย่างก้าวเข้าหาเก้าอี้นวม ยื่นหนังสือที่กางหน้างานพับเป็กุหลาบสีหวาน เกริกไกรยิ้มกริ่มขอลุ้นไปด้วย
“แหม่ม... แคน ยู เมก โรเซ้ต” สุรีย์รัตน์ถามไถ่อ่อนโยน
ลอริสหยุดงานถักเมื่อถูกทัก เงยหน้าสบตาซื่อละมุนต่อพี่เลี้ยง ไม่กี่อึดใจจึงก้มดูภาพเหล่ากุหลาบงานฝีมือแสนสวยงาม
“ด๊า...” ตุ๊กตารัสเซียเอื้อนเสียงหวานพร้อมก้มผงกตอบรับ สุรีย์รัตน์เบิกตาวาวหันมาทางพ่อ
“ตื่นเต้นจังค่ะ พ่อคะ... น้องบอกทำได้”
เกริกไกรแย้มแช่มชื่นยินดี “วิเศษไปเลย...” พลันช่วยวางงานถักนิตติ้งแทน เมื่อเห็นลอริสเอื้อมมือจะวางทั้งหมดลงตะกร้า
สุรีย์รัตน์ยื่นหนังสือให้ หญิงสาวผมน้ำตาลรับไว้แล้ววางลงบนตัก ก้มมองภาพกุหลาบสวยชั่วครู่ ไม่ช้าจึงพลิกหน้าถัดไป กลายเป็รูปกุหลาบเล็ก ๆ ร้อยเรียงเป็รูปหัวใจ
“ไอ เลิฟ... ดิส มัช...” ลอริสเอื้อนรำพันหวานละมุน สองพ่อลูกเริ่มแปลความหมายได้ทันที หญิงสาวผู้นี้อยากทำกุหลาบร้อยเป็รูปหัวใจ
“ไอ.. แคน เฮลป์ ยู...” เกริกไกรแย้มละมุน บอกจากใจอยากช่วยเต็มเปี่ยม สุรีย์รัตน์ก็นึกอยากสนับสนุนเหมือนพ่อ “ไอ.. แคน เฮลป์ ยู ทู...”
“ลองให้น้องทำดูก่อนไหม” พ่อเอ่ยเสนอ หันไปหยิบกระดาษโน้ตสีเหลืองจากโต๊ะเขียนหนังสือ ใช้กรรไกรตัดเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสได้หลายชิ้น
สุรีย์รัตน์เลื่อนโต๊ะเสิร์ฟอาหารเข้าใกล้เก้าอี้นวมอีกครั้ง โต๊ะที่เคยวางมื้อเช้าเมื่อชั่วโมงก่อนกลายเป็โต๊ะเพื่อฝึกงานฝีมือ
เกริกไกรยื่นทุกแผ่นโน้ตสีเหลืองที่ถูกตัดให้ลอริส “แคน ยู... ทราย เมกิ้ง อะ โรเซ้ต”
“ด๊า...” ลอริสก้มผงกยืนยัน เอื้อนหวานละมุนบ่งบอกสิ่งปรารถนา
ไม่ช้าสุรีย์รัตน์ช่วยจัดหากาวลาเท็กซ์และวางกรรไกรลงบนโต๊ะ ไม่ลืมแม้ถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำสะอาดเพื่อล้างมือ ทั้งยิ้มรวยรินให้ตุ๊กตาสาวสวย “ยู แคน ดู อิต... ลอริส”
สองพ่อลูกปรบมือให้กำลังใจ ลุ้นไปด้วยกันเมื่อลอริสเริ่มลงมือ
สาวฝรั่งก้มดูหนังสือทำตามขั้นตอน ตัดกระดาษตามรูป ทากาว บรรจงพับเป็รูปเป็ร่าง เพียงไม่นานจึงเริ่มปรากฏคล้ายกลีบกุหลาบ
หนึ่งดอกต้องใช้กระดาษหลายชิ้น ทั้งดัดเป็กลีบทั้งซ้อนประกบกันเป็ชั้น ๆ ยิ่งซ้อนยิ่งดัดก็ยิ่งเหมือนกุหลาบจำลองทุกขณะ
สิบกว่านาทีล่วงผ่าน กุหลาบพับหนึ่งดอกจากขั้นตอนในหนังสือก็เสร็จสมบูรณ์ เสียงปรบมือยาวระคนตื่นเต้นจากสองพ่อลูก ดุจให้กำลังใจแสนยิ่งใหญ่
“คราซิวา...” สุรีย์รัตน์ผลิแย้มละมุนชื่นชม
“สปาซิบะ ลอริส...” เกริกไกรยิ้มแสนภาคภูมิ
ลอริสก้มผงกอ่อนโยน เอื้อนคำรัสเซียหวานจับใจ “สปาซิบะ...”
“เดี๋ยวพ่อไปซื้อลวดร้านทำดอกไม้แถว ๆ นี้นะ”
เกริกไกรรู้สึกตื่นเต้น ลูกสาวเห็นก็อดขำไม่ได้ “พ่อหนู ใจร้อนจัง”
“พ่อใจร้อน ฮ่า ๆ แต่ก็ต้องใจร้อนแหละนะ พรุ่งนี้วาเลนไทน์แล้ว มาช่วยกัน ให้ลอริสทำสำเร็จนะ”
พ่อเอ่ยโน้มน้าว ลูกสาวก็เห็นพ้องทันที “ได้เลยค่ะ งั้นพ่อต้องหากระดาษสีแดง ขาว ชมพู ด้วยนะคะ”
เกริกไกรพยักหน้า “พ่อไปซื้อแล้วจะกลับมานะ”
เ้าบ้านดูท่าทั้งตื่นเต้นทั้งใจร้อน สตาร์ตรถแล้วเคลื่อนออกจากเขตบ้าน ทั้งยังปฏิเสธไม่ต้องให้ลูกสาวช่วยเปิดประตูเหล็ก
“ตื่นเต้นจัง... ลอริส เธอเก่งจังเลย...” สุรีย์รัตน์รำพันคำหวาน ได้สบตาคู่งามสีครามแสนซื่อแล้วแย้มน้อย ๆ ลอริสช่างงดงามไม่ว่าจะทำสิ่งใด ทั้งงานถัก ทั้งประดิษฐ์กุหลาบ จะเรียกว่านางฟ้ามาเกิดก็ไม่ปาน
กุหลาบเหลืองที่ทำเสร็จยังวางบนโต๊ะฝึกฝีมือ ลอริสเอื้อมหยิบงานถักนิตติ้งมาทำต่อ ดูเหมือนอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด
แผ่นเสียงหยุดหมุน เพลงฟังสบายกล่อมละมุนจบลง สองสาวไทยสาวฝรั่งเฝ้ารอเกริกไกรกลับมา จวบจนชั่วโมงหนึ่งผ่านเลย ลูกสาวจึงออกไปเลื่อนประตูเหล็กให้รถคันสีขาวเข้ามาจอด
“พ่อซื้อมาเยอะเลย กระดาษสีหวาน แดง ขาว ชมพู ครบเลยค่ะ...” ลูกสาวดีใจล้นปรี่ ฝ่ายพ่อก็กรุ้มกริ่มยินดี “พ่อซื้อลวดอ่อนดัดง่ายมาด้วย”
“พักก่อนไหมคะพ่อ หนูช่วยตัดกระดาษ” ลูกสาวเอ่ยอาสา แต่พ่อโบกมือส่าย ดูท่าอาการยังตื่นเต้นไม่หาย “ไม่พัก เดี๋ยวดัดลวดเลย ทำเป็โครงรูปหัวใจ”
เกริกไกรนั่งลงบนพื้นไม้ วางอุปกรณ์ที่ซื้อมาทั้งหมด เริ่มดัดม้วนลวดเส้นบางเป็รูปหัวใจ ขนาดประมาณใบหน้าคน ใช้กรรไกรตัดส่วนเกินออกง่ายดาย ลูกสาวที่อดใจไม่ไหวนั่งลงลุ้นดูข้าง ๆ
“เสร็จแล้ว ที่เหลือก็รอกุหลาบร้อยเข้าในลวด แล้วก็เก็บงานนิดหน่อย” ชายวัยสี่สิบเอ็ดชูผลงานตนเองให้สองสาวได้ยลชม
สุรีย์รัตน์ตื่นเต้นดีใจใหญ่ “ว้าว ไวจัง งั้นหนูลุยตัดกระดาษสามสีเลยนะคะ” ว่าแล้วจึงหยิบหนังสือกางหน้าวิธีทำ ตัดกระดาษทั้งสามสีตามขั้นตอนเตรียมชิ้นส่วน
ระหว่างตัดเป็ชิ้นเล็กก็เหลียวดูตุ๊กตามีชีวิต แววตาสบมองต่อสองพ่อลูกที่นั่งพื้นช่างแสนซื่ออ่อนโยน ดูเหมือนสนใจสิ่งที่พวกเขากำลังทำ
“ลอริสถึงกับหยุดงานถักนิตติ้ง มองตาแป๋วใหญ่เลย” เกริกไกรยิ้มอบอุ่นมอบให้สาวฝรั่ง
“ตาสวยเหมือนไข่มุกเลยค่ะ” สุรีย์รัตน์มองสิ่งสวยงามชั่วครู่แล้วก้มตัดชิ้นส่วนต่อ เกริกไกรอยากอาสาจึงหยิบกรรไกรอีกเล่มช่วยลูกสาว
“น้ำตัดสีชมพู พ่อตัดสีแดงนะ”
“ได้เลยค่ะ อย่าลืมสีขาวนะคะ แล้วก็...” สุรีย์รัตน์เงยหน้าคำนวณนิดหนึ่ง “ดอกนึงใช้หกเจ็ดชิ้น แต่เผื่อสักแปดชิ้น ทำสีละสามสี่ดอก พอนับรวม ๆ ก็เยอะอยู่นะคะ”
เกริกไกรลุกไปหยิบกล่องกระดาษเพื่อใส่ชิ้นที่ตัดแล้ว “งั้นตัดส่วนหนึ่ง แล้วก็ทยอยให้ลอริสทำกุหลาบเนอะ”
ลูกสาวพยักหน้า หยิบกล่องใส่กระดาษตัดที่รอทำกลีบวางบนโต๊ะ พลางเบิกแย้มรวยรินให้ตุ๊กตารัสเซีย “เล็ตส์ เมก โรเซตส์ ฟอร์ วาเลนไทน์”
สื่อสารครั้งนี้ช่างง่ายดาย ลอริสเข้าใจถึงเทศกาลที่จะมาเยือน ก้มผงกตอบรับแล้วเอื้อนเสียงหวาน “ด๊า...”
สุรีย์รัตน์มอบหนังสือที่กางหน้าขั้นตอนทำกุหลาบ ลอริสรับไว้แล้ววางแนบบนตัก เอื้อมหยิบกระดาษเล็กหลายชิ้นที่มีสีเดียวกัน เริ่มจับงานประดิษฐ์เป็ดอกกุหลาบแสนโรแมนติก
เกริกไกรเพลิดเพลินกับการตัดกระดาษเล็ก ลูกสาวก็ร่วมมืออีกแรงพลางช่วยเหลือลอริสจิปาถะ มีเสิร์ฟน้ำเปล่าและน้ำส้มคั้น ทั้งช่วยจัดชิ้นกระดาษให้เข้าชุดสีเดียวกัน
ชั่วโมงเศษผ่านล่วง ได้กระดาษตัดแผ่นเล็ก ๆ รวมกันน่าจะเป็ร้อยชิ้นแล้ว เกริกไกรปาดเหงื่อแต่กลับรู้สึกสนุกตื่นเต้น ผินมองตุ๊กตารัสเซียที่ก้มประดิดประดอยกุหลาบเล็ก นับชิ้นงานสำเร็จที่วางใส่ตะกร้าได้สามดอกแล้ว
“เก่งมากเลย ว้าว...” เ้าบ้านอุทานอ่อนโยน สุรีย์รัตน์ที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำพลันยิ้มแก้มปริ “สามดอก สามสีเลยค่ะ... น้องเก่งมาก ๆ”
คิดว่าคงต้องเอ่ยชมคำรัสเซียเสียหน่อย แต่นึกได้เพียงคำที่เคยพูด
“คราซิวา... ลอริส” พี่เลี้ยงสาวเอื้อนเสียงหวาน ไม่ช้าลอริสจึงเงยหน้าสบมองผ่านแววตาแสนเชื่องเชื่อ
“สปาซิบะ...” เสียงละเมียดคุ้นเคยสำเนียงรัสเซียแท้ ลอริสก้มผงกอ่อนโยนดุจทุกครา ได้สบมองสองพ่อลูกผู้เป็กำลังใจให้ชีวิต
โต๊ะเสิร์ฟอาหารถูกเปลี่ยนเป็ตัวใหม่ แทนตัวเดิมที่ถูกใช้เพื่อวางอุปกรณ์งานฝีมือ สองพ่อลูกช่วยเสิร์ฟอาหารมื้อเที่ยง อาหารอย่างปลานึ่ง ไก่อบหั่นชิ้นเล็ก สลัดผัก ล้วนดีต่อสุขภาพหญิงสาวตุ๊กตา
“ให้ลอริสทานอย่างมีความสุข งานกุหลาบก็ให้น้องสบาย ๆ นะคะพ่อ ไม่อยากเร่งน้อง” สุรีย์รัตน์เอ่ยเสนอความเห็น
เกริกไกรหันมายิ้มตอบพลางเปิดเล่นแผ่นเสียงเพลงไวโอลิน “ใช่เลย อย่าเร่งน้อง ให้ลอริสทำสวย ๆ งานจะได้ประณีต”
ผ่านล่วง่บ่ายหลังจากลอริสรับยา กลายเป็เวลาพักกายพักใจ เก้าอี้นวมแสนโรแมนติกจึงมีหนึ่งชีวิตนั่งหลับพริ้ม
เ้าบ้านวางลวดรูปหัวใจรวมกับอุปกรณ์ประดิษฐ์ มองทั้งลูกสาวที่นั่งอ่านนิตยสารบนโซฟานวม สลับมองลอริสที่นั่งหลับน่ารักบนเก้าอี้ตัวเดิม
ปิดเพลงเปิดทีวีดูข่าวดูละคร สองพ่อลูกใช้ชีวิตเรียบง่ายในวันหยุดสบาย ๆ พลางผินมองลอริสที่เริ่มตื่นแล้วก้มหน้าประดิดประดอยกุหลาบเล็ก
งานสวยลุล่วงช้า ๆ จากห้าดอกเป็หกดอกและเจ็ดดอก สลับนั่งพักและลุกเข้าห้องน้ำ พี่เลี้ยงยังช่วยเสิร์ฟแอปเปิลฝานจานเล็ก ลอริสก้มผงกอ่อนโยนแล้วเอื้อนวาจาแสนคุ้นเคย “สปาซิบะ...”
ห้าโมงเย็นล่วงเลย จู่ ๆ ไฟฟ้าดับไม่ทันเตรียมใจ สองพ่อลูกที่ดูทีวีกันเพลินพลันร้องอุทาน “เฮ้อ...”
ต่างเหลียวมองลอริสที่ดูตระหนกเล็กน้อย แววตาซื่อ ๆ ระคนพิศวงจาง ๆ สองมือยังค้างคางานประดิษฐ์กุหลาบดอกที่เก้า
เครื่องปรับอากาศหยุดทำงาน ไอร้อนแทรกผ่านแทนที่ สุรีย์รัตน์จึงต้องพาตุ๊กตามีชีวิตออกมาข้างนอก
“พลีส โก เอาต์ไซด์...” พี่เลี้ยงกล่าวเป็ห่วงเป็ใย เกริกไกรเดินออกนำแล้วทำท่าผายมือ ช่วยสื่อสารอีกแรงหนึ่ง
ลอริสได้แต่ก้มผงกไร้วาจา ดูท่าคงอยากประดิษฐ์กุหลาบแต่ต้องหยุดกลางคัน สีหน้าหม่นเฉาลงเล็กน้อย
“เดี๋ยวพ่อจะจัดของที่รก ๆ ในรถให้เข้าที่ เช็กพวกสภาพรถฆ่าเวลา น้ำก็พาลอริสเดินเล่นนะ แดดอ่อนคงไม่เป็ไร”
เกริกไกรแย้มให้สองสาวไทยฝรั่งก่อนเข้าไปในรถ สุรีย์รัตน์ผลิยิ้มพริ้มเพราให้พ่อพลางประคองเอวลอริส “ได้ค่ะ เื่นี้หนูถนัด”
เดรสขาวยาวระพื้นช่างงดงาม ยามเดินเคียงอีกชุดนอนลายทางที่น่าจะไม่เข้ากัน แต่ก็กลายเป็สายสัมพันธ์สองหญิงสาวแสนลึกซึ้ง
เดินจูงมือเยือนชมไม้ดอกที่สวนหย่อม ชมสนามหญ้าช่างเย็นตา ลมโชยพัดพาแสนเย็นใจ เดินจนถึงหน้าประตูเหล็กจนสะดุดตาบางอย่าง
ไม่ใช่แค่สะดุดตา แต่ต้องสะดุดใจยิ่งกว่า ช่องเล็กช่องน้อยของลวดลายบนประตูเหล็กเลื่อนคือช่องมองอย่างดี
ไม่รู้ว่าถูกสบมองั้แ่เมื่อใด เด็กชายผมเกรียนยืนจ้องมองนานหลายนาทีได้กระมัง ส่งเสียงเรียกเจื้อยแจ้วจนสองสาวตื่นใ
“พี่น้ำ... พี่น้ำ... นั่นใครอะ... ฝรั่งหรอ”
สุรีย์รัตน์ตกตะลึง มือหลุดจูงอีกมือนุ่มนิ่มของลอริสทันที
“ว้าย... ออฟ มาทำไม ไม่กลับบ้าน...” สุรีย์รัตน์เริ่มใส่ลีลาโวยวาย มองเขม็งยังเด็กชายที่ดูอายุน่าจะเพิ่งสิบสาม
“ก็ไฟดับไง แล้วใครอะ พี่น้ำ... น่ารักจัง” เด็กชายเริ่มพูดทะเล้น
สุรีย์รัตน์ไม่ตอบ ได้แต่โวยวายต่อเนื่อง “ห้ามบอกแม่อ๊อด และป้ามลนะ ออฟ เข้าใจมั้ย”
เกริกไกรที่สาละวนเปิดฝากระโปรงรถเช็กสภาพพลันขบขัน ปล่อยให้ศึกสองลูกพี่ลูกน้องโต้คารมสนุกปาก
ออฟทำหน้าทะเล้นไม่เลิก พูดจาเหมือนเด็กซนเด็กดื้อ “ไม่บอกก็ได้ พี่น้ำ... แต่ผมอยากบอกรัก...”
สุรีย์รัตน์ปั้นหน้างงงัน โวยวายใหม่ใส่อารมณ์ “บอกรักใคร ห้ะ... อายุแค่นี้เริ่มแก่แดดแล้วหรอ ออฟเอ๊ย...”
“วาเลนไทน์จะถึงแล้ว ขอบอกรัก รักสาวฝรั่ง” ออฟยิ้มอาย ๆ แววทะเล้นหดหายในบัดดล “น่ารักจังเลย เลิฟ ยู... ยู อิส เลิฟลี... กู๊ด มอร์นิง”
สุรีย์รัตน์กลั้นขำไม่ไหว “ว้าย... สอบอังกฤษยังตก ไปเรียนมาใหม่เลยนะเ้าออฟ พี่ละอายแทนเลย โอ๊ย...”
พี่เลี้ยงขบขันคิก ๆ พลางผินมองตุ๊กตารัสเซียที่ยังก้มงุด ไม่รู้ว่าถูกบอกรักกลางแจ้งจนต้องเอียงอายหรือไม่ แต่อาการยังดูสงบนิ่งเหมือนไร้รู้สึก
“เค้ารักผมไหมอะ ผมหลงรักแล้ว...” ออฟเริ่มลีลาเ้าชู้
“เค้าเป็รุ่นพี่นะ ไม่เดินหนีแกก็บุญโขแล้ว ออฟเอ๊ย...” พี่เลี้ยงเริ่มไล่กลับบ้าน “มาเ้าชู้อะไรตรงนี้ โอ๊ย... ไม่กลับเดี๋ยวให้น้าไหวลากพากลับไปนะเว้ย...”
ออฟกลับมาพูดทะเล้น “โธ่... พี่น้ำดุ๊ดุ ไปก็ได้” แล้วเดินดุ่ย ๆ กลับไปทางบ้านน้าไสว
เกริกไกรเดินเข้ามาสะกิดไหล่ลูกสาว “ออฟนี่เ้าชู้ติดนิสัยตาเลยนะนั่น” สุรีย์รัตน์พลันหลุดขำ “ฮ่า ๆ ท่าจะจริงค่ะ ขำจะแย่แล้วค่ะพ่อ”
“สงสัยแอบมาตอนน้าไหวไปบ้านเพื่อนสลวยแน่เลย” เกริกไกรช่วยเอ่ยให้คลายกังวล “แต่ไม่เป็ไร พรุ่งนี้แต่เช้าพ่อจะแวะบอกให้น้าไหวรู้เอง”
“ไม่อยากให้น้ามลน้าอ๊อดรู้เลยค่ะ” พี่เลี้ยงสบมองลอริสที่กลับมาเงยหน้าแล้ว ยามนี้เหลือสองพ่อลูกคุ้นตาคงรู้สึกอบอุ่นใจ
“น้องคงอายอยู่บ้างนะคะ ก้มตลอดเลย ไม่กล้ามองออฟ แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์ยิ้มเขิน ๆ สื่อให้พ่อแทนตุ๊กตารัสเซีย
“พ่อว่าลอริสคงซ่อนอารมณ์ไว้นะ แต่ตอนนี้ก็ดูปกติดี ดูอิ่มเอิบน่ารักเหมือนนางฟ้าเลย”
สองพ่อลูกสบมองตาหญิงสาวฝรั่งดั่งไข่มุก ลอริสก้มผงกละมุนงาม เอื้อนวาจาแสนหวานดั่งเคย “สปาซิบะ...”
“น้องคงอยากขอบคุณที่เราดูแลดีมาตลอดนะคะ” สุรีย์รัตน์เอ่ยดีใจ
ไฟข้างรั้วพลันส่องสว่าง แสงสีนวลส่องเรืองรองในห้องกระจก เกริกไกรอุทานแ่ “ไฟมาแล้ว เข้าบ้านกันนะ”
พี่เลี้ยงโอบเอวลอริสก้าวเท้าตามเ้าบ้าน เดินเคียงกลับเข้าห้องพักแสนคุ้นเคย
มื้อค่ำผ่านล่วงอีกมื้อหนึ่ง หญิงสาวรัสเซียรับยาต่อเนื่องไม่ขาดตก หยุดพักงานประดิษฐ์กุหลาบสวยและงานนิตติ้งลงชั่วคราว
แสงไฟนวลอบอุ่น ห้องสีชมพูหวานละมุน สองสาวไทยฝรั่งนั่งประคองมือเคียงบนเตียงนุ่ม จังหวะเหมาะต่างเอื้อมโอบกอดปลอบโยนกัน
“ลอริส...” พี่เลี้ยงรำพันอ่อนโยน ซบไหล่นุ่มนิ่มเคลิบเคลิ้ม ไล้เรือนผมหอม ๆ พลิ้วยาวสลวยจรดเอว
หญิงสาวรัสเซียเอื้อนครางแ่ “สปาซิบะ... มาย... ซิสเตอร์”
จังหวะคลายสวมกอดแล้วสบมองตา พี่เลี้ยงผลิแย้มให้ดั่งรางวัล
เสียงเคาะประตูแ่เบา สองสาวตื่นจากห้วงเวลาแสนซาบซึ้ง สุรีย์รัตน์รู้พลันตามที่ขอนัดไว้จึงขานรับ “เข้ามาได้ค่ะพ่อ...”
ชายวัยสี่สิบเอ็ดเปิดประตูก้าวเข้ามา เริ่มัักลิ่นแสนรัญจวนใจ อุทานยกใหญ่ระคนติดอกติดใจ “อู้หู... กลิ่นหอมจังเลย...”
“ก็แชมพูจากญี่ปุ่นไงคะพ่อ แชมพูเพื่อราพันเซล แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์เฉลยเสียงใสซื่อ เกริกไกรแย้มบางเบา “พ่อลืมซะสนิทเลย ไม่เคยใช้...”
ลูกสาวไม่รอช้า ลุกขึ้นจากเตียงจนลอริสนั่งเพียงโดดเดี่ยว “ได้เวลากอดลอริสนะคะ...”
เกริกไกรเขินอายจนหน้าแดงเล็กน้อย “อีกแล้วหรอนี่...”
“นะคะพ่อ หนูอ้อนวอนแล้วนะคะ สัญญากันเมื่อหัวค่ำแล้วด้วย”
ลอริสสบมองบุรุษผู้อุปการะไม่กะพริบ ประกายตาบ่งบอกบริสุทธิ์จริงใจ แม้ยามเกริกไกรนั่งเคียงก็ยังทอดแววตาน่าเอ็นดูน่าเห็นใจ
พ่อเริ่มประหม่า อยากจะเอื้อมโอบแต่อีกใจกลับไม่กล้า แต่ถ้าคิดช้าไปลอริสคงเริ่มก่อนทุกที พลันได้ยินเสียงหนึ่งช่างหวั่นไหวจิตใจ
ลอริสเอื้อนเสียงหวานบางเบา “ปาปะ...” แล้วเอื้อมมือนวลนุ่มโอบร่างหนา เกริกไกรยอมแพ้ปล่อยให้ห้วงรู้สึกพาไป
“ลอริส...” เสียงปลอบนุ่มทุ้มจากผู้อุปการะ พลางเอื้อมมือโอบร่างนุ่มนิ่มตอบรับ
สาวผมน้ำตาลซบไหล่กว้างแล้วหลั่งน้ำตา อีกฝ่ายพลันได้ยินเสียงสะอื้นแ่เบา รำพันปลอบโยนปลอบขวัญ “โธ่... อย่าร้องไห้เลย...”
“ซึ้งจังเลยค่ะ ขอบคุณพ่อนะคะ” ลูกสาวยืนดูไม่ห่างพลันน้ำตาเอ่อ
ตราบจนคลายสวมกอดจากกัน เกริกไกรซับน้ำตาให้สุดละมุนมือ พลางหันมาแย้มอาย ๆ ให้ลูกสาว “ลอริสเริ่มก่อนพ่ออีกแล้ว พ่อไม่ทัน”
“พ่อช้าเองนะคะ แต่... ก็ซาบซึ้งอยู่ดีค่ะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มปนน้ำตา
พ่อลุกให้ลูกสาวกลับมานั่งเคียงบนเตียง ได้เวลากล่อมตุ๊กตามีชีวิตนอนหลับพักกาย พี่เลี้ยงเอื้อนเสียงหวานใส “ลอริส... เล็ตส์ สลีป”
มือนวลสาววัยสิบเก้าไล้เรือนผมไปมา ประคองร่างลอริสที่เริ่มล้มกายลงนอน และแล้วตุ๊กตาชีวิตโอบกอดตุ๊กตากระต่ายขาวซบแนบคาง
พี่เลี้ยงจุมพิตลงที่แก้มเนียน เกริกไกรพลันสะดุ้งไหวเล็กน้อย
ลอริสแก้มแดงหน้าแดงแสนน่ารัก แม้ไร้แย้มยิ้มใดแต่ก็รู้ว่าคงเขิน
“พ่อจุ๊บน้องมั้ยคะ” สุรีย์รัตน์หันมาทักอยากให้พ่อใจกล้ากว่าเคย
“อันนี้ไม่ไหว ขอยอมแพ้ แค่กอดก็เขินแย่แล้ว” พ่อได้แต่ปั้นหน้าใจเสาะ ลูกสาวพลันยิ้มพริ้มแกมขำ “เื่ขี้อายต้องพ่อหนูจริง ๆ ฮ่า ๆ”
“น้องนอนตะแคงน่ารักนะ มองพ่อตาแป๋วเลย มองมาที่ลูกด้วย...” เกริกไกรทอดมองเคล้าเอ็นดู สุรีย์รัตน์ช่วยพรรณนาฉากชวนฝัน
“เป็ภาพอบอุ่นน่ารักส่งท้ายนะคะ เสียดายพ่อไม่ได้พกกล้อง”
“ไม่เป็ไร ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” เกริกไกรส่งแย้มอบอุ่นแล้วโบกมือลา
เสียงหวานใสส่งท้าย “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ...”
ราตรีหนึ่งผ่านล่วงแสนอบอุ่น ตราบจนวันใหม่ วันแห่งความรัก...
เป็วันหยุดที่คล้ายวันก่อนเก่า แต่กลับรู้สึกแตกต่างในบางสิ่ง นับแต่เช้าจรดสายกลายเป็ภาพโรแมนติก หญิงสาวสวมเดรสขาวระพื้นนั่งเก้าอี้นวมกลางฉากประดับสวย ก้มหน้าประดิดประดอยกุหลาบสามสีจนได้ดอกงดงามมากมาย
ชัตเตอร์ลั่นบันทึกภาพจากผู้อุปการะ ส่งยิ้มอ่อนโยนให้กำลังใจ
“สิบเอ็ดดอกแล้ว... ใกล้เสร็จแล้วค่ะ ดีใจจัง” สุรีย์รัตน์ที่ยืนข้าง ๆ ลุ้นดีใจจนแก้มปริ เกริกไกรพรรณนาอบอุ่นพลางเล็งกล้องจะเก็บบันทึก
“เมื่อกี๊พ่อลองวางดอกไม้ทาบกับลวดหัวใจ กะได้สิบสี่ดอก ลอริสคงกำลังทำดอกที่สิบสอง เกือบเสร็จแล้ว”
ชัตเตอร์ลั่นอีกครั้ง “เดี๋ยวพ่อถ่ายบันทึกตอนทำเสร็จแล้วนะ”
ลูกสาวพยักหน้า พลางเปิดแผ่นเสียงเพลงไวโอลินให้เคลิบเคลิ้ม ยิ่งเป็วันแห่งความรักต้องมีเพลงเย็นใจสักหน่อย
แม้ไม่ใช่ความรักของหนุ่มสาว แต่ได้เห็นภาพงดงามจากหญิงสาวตุ๊กตาเช่นนี้ กลับยิ่งรู้สึกโรแมนติกกลางใจสองพ่อลูก ช่างบริสุทธิ์งดงามสุดเกินบรรยาย
ตราบมื้อเที่ยงผ่านล่วงอีกครา ลอริสเจริญอาหารด้วยสลัดทูน่าและน้ำส้มคั้น หลังเสร็จธุระส่วนตัวจึงกลับมาสานต่อกุหลาบดอกสุดท้าย
กุหลาบแดงและชมพูมีอย่างละสี่ดอก ส่วนกุหลาบขาวเสร็จแล้วห้าดอก มโนภาพเมื่อทำเสร็จจะมีดอกขาวเป็สีหลักเรียงคละกับอีกสองสี
ลอริสค่อยประดิดประดอยดอกสีขาวสุดท้าย ตราบจนประกบชิ้นกระดาษชั้นนอกสุดแล้วดัดกลีบสวย ดอกที่สิบสี่จึงเสร็จสมบูรณ์
เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ที่ยืนลุ้นพลันปรบมือยาว ๆ ต่างผุดพรายยิ้มละมุนมอบเป็ของขวัญ ชัตเตอร์ลั่นหนึ่งหนจากเ้าของกล้อง
“ดีจังเลยค่ะ เสร็จแล้ว ให้ลอริสลองร้อยกุหลาบเข้าลวดดูนะคะ”
“น่าจะไม่ยาก เพราะพ่อเลือกลวดอ่อนสุดเลย” ฝ่ายพ่อแย้มอุ่นใจ
ลอริสบรรจงร้อยแต่ละฐานดอกเข้าตามเส้นลวด จากลวดดูธรรมดากลายเป็งานแสนโรแมนติก สิบสี่กุหลาบสามสีร้อยเรียงเป็รูปหัวใจ
ชัตเตอร์กล้องบันทึกภาพ เสียงปรบมือชื่นใจจากสองพ่อลูกดังอีกครั้ง ลอริสเงยหน้าสบมองแววตาซื่อละเมียด ช่างงดงามยิ่งดุจไข่มุก
“สปาซิบะ...” ตุ๊กตามีชีวิตก้มผงกนิ่มนวล
ห้องกระจกแห่งบ้าน 'สุขสรวง์' แสนชื่นมื่น และกลับทับทวีความอบอุ่นยิ่งกว่า เมื่อหญิงร่างท้วมที่ไม่ได้เจอกันหลายวันเข้ามาทายทัก
“หวัดดีจ้า...” น้าไสวยิ้มแป้นแสนคุ้นเคย สองมือกุมถุงกระดาษเหมือนมีของมอบ
สองพ่อลูกดีใจยกใหญ่ “อ้าว มาพอดีเลย ดูลอริสทำกุหลาบสิ สวยมากนะ” เกริกไกรแย้มต้อนรับ ส่วนสุรีย์รัตน์ยกมือไหว้ชดช้อย “สุขสันต์วาเลนไทน์ค่ะน้าไหว”
สาวร่างอวบไล้ผมหลานรัก พลางหันไปทางตุ๊กตามีชีวิตจนตะลึง
“อุ๊ย กุหลาบ... น่ารักม้าก...” น้าสาวอุทานเสียงหวาน ลอริสพอจะคุ้นเคยมารยาทจึงลุกยืนก้มผงก เอื้อนคำละมุนที่คนเยือนพูดไม่ได้เสียที
“ซดราสท์ วุย ถิ”
สาวสวยตุ๊กตานั่งลงแสนแช่มช้อย มือเอื้อมหยิบงานถักนิตติ้งจากตะกร้าหวาย น้าไสวเห็นพลันทึ่งกับผลงาน
“เก่งมากเลย ถักนิตติ้งก็ได้ ทำกุหลาบหัวใจก็ได้ด้วย”
“มีอะไรมาฝากน้องหรือเปล่าเอ่ย” เกริกไกรเห็นถุงที่หิ้วอยู่จึงเอ่ยทัก น้าสาวยิ้มหวาน ๆ ตอบกลับ “ใช่ค่ะพี่เกริก ชุดที่สี่ของน้อง ลอ... ลอริส”
“เกรงใจมาก เห็นยุ่งเื่ออฟ ขอบใจจริง ๆ นะ” เ้าบ้านรับทั้งถุงที่น้าสาวยื่นให้ บรรจงหยิบผ้าขาวนวลครีมแต่ละตัว
ลูกสาวช่วยถือชุดตัดใหม่จนพองปุยทั้งมือ พลางชื่นชมจากใจ “ชุดโรแมนติกมากค่ะน้า มาให้น้องตอนวาเลนไทน์พอดีเลย”
เดรสนิ่มแขนจั๊มสีขาวยาวคลุมเท้า เสื้อตัวในแขนระบายด้วยลูกไม้ กางเกงเอวยืดขายาวพอง ๆ ใส่สบาย พอส่งมอบให้ลอริสกลับพองฟูไปหมด
“เดรส ฟอร์ ยู... ชี เมด เด็ม อะเกน ฟอร์ ยู...” สุรีย์รัตน์ส่งมอบดุจของขวัญ ลอริสก้มผงกอ่อนโยน เอื้อนคำรัสเซียสุดแสนหวาน “สปาซิบะ...”
รอให้ลอริสชื่นชมชุดใหม่ทั้งสามตัว สีหน้าอิ่มเอิบน่ากอดน่าจุมพิตยิ่ง พวงแก้มนวลเนียนน่าลูบไล้ ผมน้ำตาลยาวดกหนานุ่มนิ่ม กิ๊บโบประดับผมยิ่งเพิ่มความน่ารักเป็ทบทวี
เกริกไกรช่วยเก็บชุดทั้งหมดลงถุงกระดาษ วางเคียงเก้าอี้นวมสื่อบอกเ้าของอย่าได้กังวล พลางเห็นตุ๊กตารัสเซียจะเริ่มงานถักนิตติ้งในมือ แต่กลับชะงักชั่วครู่คล้ายเปลี่ยนใจ ค่อยยกประคองกุหลาบหัวใจยื่นมอบให้
“ไอ.. กีฟ... ยู...” ลอริสรำพันหวานจากใจ “สปา... ซิบะ...”
อาการบ่งบอกช่างไม่คุ้นเคย ตุ๊กตาสาวสวยยื่นกุหลาบร้อยเรียงรูปหัวใจตรงหน้าบุรุษหนึ่งเดียว สักพักจึงยื่นให้พี่เลี้ยงสาว และหันมายื่นให้น้าไสวผู้สรรค์สร้างชุดสวย เอื้อนเสียงอ่อนโยนอีกคราผ่านแววตาแสนซาบซึ้ง
“ไอ กีฟ ยู... ออล... แท็ง คิว... มัช...”
คนได้รับจากการให้มีหรือจะไม่ดีใจ ทั้งสองพ่อลูกทั้งน้าสาวพลันผลิแย้มเต็มตื้น ที่เห็นชัดคือน้าไสวพลันโยกเอวอวบปลื้มอกปลื้มใจ
“สปาซิบะ... ลอริส” เกริกไกรยิ้มหวานมอบดุจรางวัล พี่เลี้ยงเผยแย้มรวยรินที่สุดเท่าที่จะมอบให้ “ยู อาร์ เลิฟลี... คราซิวา... สปาซิบะ...”
สุรีย์รัตน์ขอเป็ตัวแทนรับมอบกุหลาบสวย ฝีมือแสนประณีตจากตุ๊กตามีชีวิตอันเป็ที่รัก ตื้นตันจับใจในวันแห่งความรักแท้จริง
เ้าบ้านเหมือนมีเื่ยิ่งน่าตื่นเต้น หันไปยกถุงกระดาษที่วางใกล้โต๊ะส่องกระจก หยิบกุหลาบตูมสีขาวหนึ่งดอกที่ตัดหนามเรียบร้อย
“เพิ่งตัดจากสวนหย่อมเช้านี้เลย ดอกขาวสวยมาก” ชายวัยสี่สิบเอ็ดเดินเข้าใกล้ ยื่นกุหลาบงามมอบให้ลอริส “ฟอร์ ยู... แฮปปี้ วาเลนไทน์”
สองสาวน้าหลานร่วมกันปรบมือชื่นมื่น แย้มยิ้มอบอุ่นจับหัวใจ
“ปาปะ... สปาซิบะ...” ลอริสก้มผงกนิ่มนวล เอื้อนคำหวานละมุนแล้วโอบรับกุหลาบขาว แววตาสบมองทุกคนช่างบริสุทธิ์อ่อนโยน
ความอบอุ่นยังอบอวลทั่วห้องกระจก ตราบจนมีผู้เยือนเพิ่มอีกหนึ่ง
“อ้าว... ออฟ มาหาน้าไหวหรอ...” เกริกไกรเอ่ยทัก เห็นเด็กผมเกรียนยกมือไหว้นอกห้องส่งเสียงใส ๆ “สวัสดีครับ ลุงเกริก พี่น้ำ”
“ไง... น้องออฟ เมื่อวานบอกรักฝรั่งหรอ ห้ามบอกแม่กับป้ามลนะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มแซว “ยกมือไหว้พี่ฝรั่งคนนี้สิ พี่เค้าแก่กว่าออฟสองปีเลยนะ”
ออฟดูว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อไม่ทะเล้นอย่างเย็นย่ำวันวาน ยกมือไหว้เขิน ๆ จนหน้าแดง เมื่อวานเพิ่งบอกรักวันนี้กลายเป็ไหว้รุ่นพี่เสียแล้ว
ทว่าลอริสกลับไม่ถือสา ก้มผงกงดงามตอบรับดั่งมิตรรุ่นน้อง
“อย่าบอกแม่กับป้ามลนะ ออฟ พรุ่งนี้พากลับระยองแล้ว” น้าไสวกำชับ ออฟก้มคำนับยิ้มแป้นแล้วเดินกลับบ้าน “ครับผม ผมสัญญาครับน้า”
สองพ่อลูกหันมาสบมองกัน ต่างผลิแย้มให้กับวันพิเศษอบอุ่นหัวใจ
-จบตอน-
