เธอจับมือของท่านไว้พลางกล่าวให้กำลังใจทั้งๆที่รู้ดีว่าวินาทีสุดท้ายของท่านกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้แล้ว
“ขอให้ลุงได้พูดเถอะลูก บอกตรงๆว่าลุงเป็ห่วงยัยไผ่จริงๆ หากยัยไผ่เข้มแข็งได้สักครึ่งหนึ่งของผิง ลุงก็คงไม่ต้องรู้สึกเป็ห่วงมากอย่างนี้”
“คุณลุงไม่ต้องห่วงค่ะ ผิงสัญญาว่าจะดูแลไผ่ให้ดีที่สุดผิงจะไม่ยอมให้ใครมารังแกไผ่ได้เด็ดขาด ใครมันมาทำให้ไผ่ต้องเจ็บ ผิงจะตอบแทนมันกลับไปให้ยิ่งกว่าคำว่าสาสม”
นั้นคือคำสัญญาที่เธอได้ให้ไว้กับผู้มีพระคุณก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ และมันก็ยังผลให้เธอต้องรู้สึกทุกข์ใจเอามากมายเมื่อเกิดเื่อย่างนี้ขึ้น
เมื่อปีที่แล้วบริษัทที่เธอทำงานอยู่ได้ส่งเธอไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นเป็เวลาหนึ่งปี เธอรับงานนั้นเพราะเห็นว่าเป็หนทางที่จะทำให้เธอเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานมากขึ้นตอนนั้นอมลสิริพึ่งจะเรียนจบปริญญาโทและก็ได้เข้าทำงานในบริษัทระดับชั้นนำที่มีกิจการหลายอย่างอยู่ในเครือแห่งหนึ่งและจากการที่ได้ติดต่อสื่อสารผ่านเครื่องมือที่ทันสมัยอยู่เป็ระยะก็ทำให้ได้รู้ว่าระหว่างที่เธอทำงานอยู่ต่างประเทศนั้นอมลสิริก็กำลังมีความรักกับทายาทเ้าของบริษัทที่ตนได้ไปทำงานอยู่ ซึ่งตามกระแสล่ำลือที่ได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นรูปหล่อนักหนา ก็คงจะเหมาะสมกันดีหรอกเพราะอมลสิรินั้นก็แสนสวยและดีงามเพียบพร้อม ความรักของคนทั้งสองหวานชื่นราบรื่นไร้อุปสรรคอยู่ได้ไม่ทันถึงปี อภิรตาก็เริ่มได้กลิ่นทะแม่งๆมาเข้าจมูก
ความรักของอมลสิริกับผู้ชายคนนั้นเริ่มไม่หอมหวานดั่งเดิมเสียแล้วเมื่อผู้ชายคนนั้นไม่ได้มีจิตใจที่งดงามเหมือนหน้าตา เขามีผู้หญิงอื่นและบอกตัดรอนอมลสิริอย่างเป็ทางการก่อนถึงวันกำหนดกลับเมืองไทยของอภิรตาเพียงไม่กี่วันและด้วยความเป็ห่วงพี่สาวผู้แสนจะเปราะบาง อภิรตาจึงรีบเดินทางกลับมาทันทีที่ครบกำหนดสัญญา โดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาเที่ยวเตร่ตามวิสัยที่พอจะทำได้
แต่ดูสิ แม้จะรีบอย่างนี้แล้ว แต่เธอก็กลับมาแทบไม่ทันการ นี่ถ้าหากอมลสิริเป็อะไรไปจริงๆเธอคงจะรู้สึกผิดไปจนตาย ที่ไม่อาจทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณลุงก่อนตายได้
“คุณคะ คนเจ็บพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ”
เสียงของพยาบาลที่เข้ามาบอกใกล้ๆปลุกให้อภิรตาตื่นขึ้นมาจากภวังค์ความคิดของตัวเอง
“เอ่อ แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนคะ”
หญิงสาวรีบถาม
“คุณหมอให้พาไปไว้ที่ห้องพักฟื้นแล้วค่ะ แต่เธอเสียเืมาก ต้องได้รับการให้เืและนอนพักต่อไปอีกสักระยะ”
“เข้าเยี่ยมได้ใช่ไหมคะ”
“ได้ค่ะ เชิญ”
“ขอบคุณค่ะ”
แล้วอภิรตาก็รีบเดินตรงไปยังห้องที่ญาติสาวผู้พี่นอนพักรักษาตัวอยู่ทันที เมื่อไปถึงก็ยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆตามมารยาทที่เคยชินก่อนที่จะเปิดแล้วผลักเข้าไป
“ไผ่ เป็ยังไงบ้าง”
เธอถามกับร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงและอมลสิริก็หันมามองเธอด้วยดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา
“ผิง ทำไมไผ่ถึงยังไม่ตาย ทำไมไผ่ถึงยังมีชีวิตอยู่อีก”
อมลสิริสะอื้นถาม ดวงตาทั้งคู่ของเธอแดงช้ำยืนยันถึงการต้องบีบคั้นน้ำตาแห่งความเจ็บช้ำออกมามากต่อมากแล้ว
“ทำไมไผ่ถึงพูดอย่างนั้นล่ะ ผิงอุตส่าห์ช่วยชีวิตไผ่ไว้น่ะและผิงก็ดีใจมากที่เห็นไผ่ยังมีชีวิตอยู่”
อภิรตาเข้าไปจับมือเรียวบางของพี่สาวเอาไว้แน่นพร้อมกับกล่าวด้วยความรู้สึกตื้นตันในอก ะเืใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“แต่ไผ่อยากตาย ไผ่ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ไผ่อยากตาย ผิงได้ยินไหมว่าไผ่อยากตาย”
อมลสิริร่ำไห้โฮออกมาอีกครั้งอย่างสุดกลั้น
“ไผ่อย่าพูดอย่างนั้นสิ ไผ่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปรู้ไหม การฆ่าตัวตายมันเป็บาป ผิงไม่อยากให้ไผ่ต้องทำอย่างนั้น”
อภิรตาโอบกอดร่างของพี่สาวที่กำลังสะอึกสะอื้นจนร่างไหวสะท้านเอาไว้อย่าง้าจะปลอบโยนและให้กำลังใจ
“แต่ไผ่ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ไผ่ทนอยู่กับความเ็ปอย่างนี้ไม่ไหว ผิงรู้ไหมว่าไผ่รู้สึกเ็ปทรมานใจแค่ไหน”