ท่านสามี อย่าโอหัง

    ตอนที่ 53 โกรธเคือง

    ตอนที่ 53 โกรธเคือง


      หลิงซานฉิงไม่ทำพู่กันขนห่านแล้ว นางกอดอกมองชิวซิ่วเหมย ประหนึ่งดูเรื่องตลกที่น่าสนใจ


       ซือหงหยวนโกรธจัดแต่กลับหัวเราะออกมา เอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่สำนึกผิด แล้วยังมาทำขายหน้าอยู่ที่นี่อีก? กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!” หากวันนี้เขาไม่ได้เจอนางสร้างปัญหาอยู่ที่นี่เสียก่อน เขาก็ยังคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชิวซิ่วเหมยจะกล้ามาก่อกวนที่นี่ 


       ครั้นชิวซิ่วเหมยเห็นเขาไม่โทษตัวเองอีก แล้วเห็นหลิงซานฉิงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็รู้สึกโกรธเคืองอย่างที่สุด เหตุใดนางต้องถูกลูกพี่ลูกน้องสั่งสอน แต่ผู้หญิงสารเลวคนนี้ถูกทำอะไรเลยสักนิด?


       ความดุร้ายแวบผ่านนัยน์ตานาง พี่หงหยวนปกป้องนางเช่นนี้ ต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ ๆ! ครั้งนี้พี่หงหยวนอยู่ด้วย หากนางพูดอะไรออกไปอีก จะต้องทำให้พี่หงหยวนไม่พอใจแน่ และคงเสียเปรียบให้แก่นังสารเลวคนนี้ ไม่ได้แล้ว นางต้องหาโอกาสกลับมาอีกครั้ง และควรให้พี่หงหยวนคิดว่านางยอมแพ้แล้วก่อน


       เมื่อคิดเช่นนี้ ชิวซิ่วเหมยก็ดูมีท่าทางโอนอ่อนตาม  พลางพยักหน้า และเดินไปที่หน้าประตู “พี่หงหยวน เหมยเอ๋อร์รู้ว่าผิดแล้ว เหมยเอ๋อร์ไม่ได้เจอท่านป้านานแล้ว พี่หงหยวนพาข้าไปพบท่านป้าจะได้หรือไม่?” นางอยากให้หลิงซานฉิงรู้ว่านางคือคนสำคัญที่สุดในสายตาลูกพี่ลูกน้องนาง!


       ซือหงหยวนมีแววตารำคาญมาก และไม่มีอารมณ์ที่จะไปสนใจนาง ก่อนจะกลับไปเขาก็มองไปทางหลิงซานฉิงด้วยใบหน้าขอโทษ


       หลังจากที่คนกลับไปแล้ว สวีอิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางตบอกตัวเอง “คุณหนูชิวผู้นี้ไม่มีเหตุผลเกินไป โชคดีที่คุณชายซือมาที่นี่  ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่านางจะสร้างปัญหาไปถึงเมื่อไหร่”


       คนไร้เหตุผลเช่นนี้ พวกเขาตีหรือด่าด้วยไม่ได้หรอก เดินหนีไปยังจะง่ายเสียกว่าอีก


       หลิงซานฉิงยิ้มอย่างเฉยเมย และทำงานต่อ มีเวลาไม่ถึงสองวันแล้วที่จะต้องส่งพู่กันขนห่านไปให้พ่อค้าต่าง  ๆ พวกเขาต้องแข่งกับเวลา ทำพู่กันขนห่านออกมาให้เร็วที่สุด


      สองวันต่อมา พู่กันขนห่านถูกส่งให้กับลูกค้าได้สำเร็จ หลิงซานฉิงล้มตัวลงนอนบนเตียงและผล็อยหลับไป เมื่อนางตื่นขึ้นก็เป็นเวลาพลบค่ำของวันที่สองแล้ว นางลืมตาขึ้น ก็เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง นางจึงหยิบหมอนอีกใบหนึ่งขึ้นมา แล้วโยนไปทางเขา


       ฉาจื่ออันไม่นึกเลยว่าหลังจากที่นางตื่นก็โยนหมอนใส่เขา เขาหลบไม่ทันจับหมอนเอาไว้และเดินไปข้างหน้า “เจ้าตื่นแล้วหรือ?” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “คุณชายตระกูลซือคนนั้นมาหาเจ้า แต่เขาได้ยินว่าเจ้าหลับอยู่ จึงกลับไป”


       “ซือหงหยวนมาแล้วหรือ?” หลิงซานฉิงลุกขึ้นนั่งบนเตียง นางไม่ได้ส่งพู่กันขนห่านตามคำสั่งก่อนเวลาที่กำหนดรึ หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?


       แต่เมื่อเห็นท่าทางของฉาจื่ออันที่รู้อยู่แล้วว่านางจะเป็นเช่นนี้ ก็เข้าใจทันที และมองเขาอย่างจนใจ “เจ้าจะทำอะไร?” มีความสามารถสูงขึ้นแล้ว ก็กล้าจะหลอกนางรึ


       ฉาจื่ออันพ่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา “ทำไม เจ้าผิดหวังที่ไม่เห็นเขารึ?” ท่าทางแฝงไปด้วยความหยิ่งยโส “ข้าจะอธิบายให้ เจ้าคือคนที่มีครอบครัวแล้ว คุณชายซือผู้นั้นก็มีหญิงอยู่ข้างกายไม่ขาด ทางที่ดีเจ้าควรอยู่ห่าง ๆ เขาเอาไว้ อย่าให้เขามาที่บ้านเราอีก ข้าไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ”


      เขาโอบหมอนอยู่ และท่าทางนั้นคล้ายกับไม่พอใจ


       หลิงซานฉิงเลิกคิ้ว และสูดอากาศเข้าอย่างแรง ฉาจื่ออันมองนางอย่างไม่พอใจ และแอบสูดตาม เห็นได้ชัดว่าไม่มีกลิ่นอะไรเลย ผู้หญิงคนนี้กำลังทำอะไร?


       “เจ้าสูดหายใจทำไม ข้าพูดอะไรผิดรึ?” เห็น ๆ อยู่ว่าเขามาหาถึงที่ เห็นท่าทางเช่นนี้ไม่มีการสำนักเลยแม้แต่น้อย ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยอ่านกฎเตือนสตรีหรือ?


       ไม่นึกเลยว่าหลิงซานฉิงจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ฮึฮึ ข้าได้กลิ่นหึง เจ้าไม่ได้กลิ่นความหึงหวงเลยหรือ?” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหยอกล้อ พลางเท้าคางมองเขา


       ฉาจื่ออันโดนนางจับได้ สีหน้าเขาก็แดงก่ำ “เจ้า เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ข้าไม่ได้หึงสักหน่อย ก็แค่เตือนเจ้าเท่านั้นเอง อย่าพาคนนอกลู่นอกทางมาที่บ้าน หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ข้าจะไล่ออกไปให้หมด”


       ไล่? หลิงซานฉิงรู้สึกเอือมระอา นางนั่งไขว่ห้างมองเขา “ฉาจื่ออัน หากเจ้ากล้าขับไล่ใคร อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน” นางแกว่งหมัดไปมาเหมือนเป็นการสาธิต


       “หลิงซานฉิง ก็เห็นอยู่ว่าเรื่องนี้เจ้าทำไม่ถูกต้อง” เขาสูดหายใจเข้าลึก “เจ้าเป็นผู้หญิง ข้าจะไม่ทะเลาะกับเจ้า  สรุปคือเจ้าห้ามพาใครมาที่บ้านเราอีก!” พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อออกไปอย่างโกรธเคือง


       หลิงซานฉิงมุ่ยปาก เหมือนลูกแมวที่กำลังโกรธ งี่เง่าจริง ๆ  นางไม่สนใจ พลางมองดูท้องฟ้าด้านนอกและลูบท้องไปมา ได้เวลากินข้าวแล้ว


       ในระหว่างทานอาหาร ฉาจื่ออันไม่ส่งเสียงออกมาเลยแม้แต่น้อย เขามักจะกวาดสายตามองหลิงซานฉิง โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ และคล้ายกับสวีอิงเอ๋อร์กับเจี่ยนเจี่ยนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกเขาจึงเอาแต่ก้มหน้าทานอาหาร


       การทานอาหารมื้อนี้ดูอึดอัดพอสมควร หลิงซานฉิงนอนเต็มอิ่มแล้ว ตอนค่ำนางจึงนอนไม่หลับ ดังนั้นก็เลยจุดไฟนั่งทำพู่กันขนห่านอยู่ในลานบ้าน


       หลังจากผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในยามกลางคืนอากาศก็เย็นลงเล็กน้อย ฉาจื่ออันที่นอนอยู่บนเตียงห่มผ้านวมบาง ๆ ก็ยังรู้สึกหนาวเล็กน้อย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหลิงซานฉิงที่ยังอยู่ในลานบ้าน


       ดึกดื่นจนปานนี้ไม่รู้จักกลับเข้าบ้านมานอน นางคิดจะทำอะไร? เขาคิดอย่างโมโห ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จึงเปิดผ้าห่มออกและลุกขึ้นนั่ง “ไม่ได้ ข้าต้องไปเรียกนางกลับเข้าบ้าน”


       หากมัวแต่แช่อากาศเย็นอยู่ตรงนั้น เขาก็ต้องใช้เงินเพื่อซื้อยาให้นาง ซึ่งมันไม่สมควรเลย ฉาจื่ออันคิดเหตุผลให้กับตัวเอง และเดินออกไปข้างนอก


       ทันทีที่มาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงฮัมเพลงดังออกมาจากช่องว่างประตู เขาก็ชะงักฝีเท้า ผู้หญิงคนนี้ยังมีเวลามาฮัมเพลงอยู่อีกรึ? และดูท่าจะไม่หนาวเลยสักนิด


       เขากลับไปเอนกายลงบนเตียงอย่างโกรธเคือง และดึงผ้าห่มมาคลุมให้แน่น


       ยามเหม่าวันที่รุ่งขึ้น


       หลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านไป พืชผลในทุ่งนาก็สุกงอมพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว พวกชาวบ้านจึงฉวยโอกาสในตอนเช้าที่อากาศเย็นเข้าไปทุ่งนา ฉาซื่อและพ่อเฒ่าฉาพาลูกทั้งสองลงทุ่งนาด้วยกัน พวกเขาเพิ่งออกจากบ้านได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงสนทนาไปทั่วหมู่บ้าน


       “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานชิวซิ่วเหมยมาที่นี่อีกแล้ว และครั้งนี้นางเข้าไปในบ้านฉาจื่ออัน เจ้าว่าภรรยาเจ้าสาม ไม่รู้จักระมัดระวังเลยจริง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนไปหาถึงที่บ้าน”


       “ไปหาถึงที่บ้านแล้วมันอย่างไร คุณชายซือไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือรึ และท้ายสุดเขาก็ไม่ได้ทำอะไรกับใครเลย”


      “ข้าว่านะ สะใภ้สามไม่ใช่คนดีอะไร ไม่เช่นนั้นคงไม่หลอกให้แยกบ้านออกมา เพื่อที่จะได้มีโอกาสพาใครมาที่บ้านก็ได้”


       “จิ๊จิ๊ ไม่นึกเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในหมู่บ้านที่ใหญ่เล็กน้อยขงพวกเรา”


       ฉาซื่อฟังอย่างตั้งใจ ทุกคนพูดถึงแต่สะใภ้สาม และดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องจริง นางแกว่งเคียวไปมากลางอากาศ “นังสารเลว ทำงามหน้าไว้อีกแล้ว”


       หลิวซื่อเดินตามนางอยู่ข้างหลัง จะไม่ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านได้อย่างไรกัน นางเผยสายตาเจ้าเล่ห์ออกมา และดึงแขนเสื้อขึ้น “ท่านแม่ หลิงซานฉิงรู้ว่าพู่กันขนห่านทำเงินได้มาก คุณชายซือนั้นก็มาทำการค้ากับนาง หากพวกเราทำพู่กันขนห่านเป็น เช่นนั้นพวกเราก็สามารถทำเงินได้มาก”


       เมื่อฉาซื่อได้ยิน ก็เหลือบมองบ้านของฉาจื่ออัน “จะมีเรื่องนี้จริงรึ?” เสียงเงียบไปพักหนึ่ง “หากมีเรื่องดีเช่นนี้จริง ๆ  เช่นนั้นตอนกลางวันพวกเจ้าทั้งสองก็ไม่ต้องเข้าทุ่งนา ไปเรียนกับนังนั่นซะ มีเรื่องดี ๆ เช่นนี้แต่ไม่อยากให้พวกเราดีขึ้นไปด้วย มันคงปีกกล้าขาแข็งขึ้นจริง ๆ”


       เมื่อหลิวซื่อกับหยางซื่อได้ยินว่าตอนกลางวันไม่ต้องไปทำงานในทุ่งนา ก็ดีใจมากจนฉีกยิ้มกว้างไปถึงใบหู หยางซื่อรีบยื่นเคียวไปให้ผู้ชายของนาง และพาหลิวซื่อเดินไปที่บ้านของฉาจื่ออัน

     

       พู่กันขนห่านทำเงินได้ ทุกคนในอำเภอหรงอินต่างรู้ดี หากพวกเขาเรียนรู้วิธีทำพู่กันขนห่าน เหตุใดพวกเขาจะทำเงินเป็นจำนวนมากไม่ได้


       เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะร่ำรวย และสามารถกินปลากินเนื้อทุกมื้อเหมือนอย่างครอบครัวฉาจื่ออัน เด็ก ๆ ที่บ้านก็ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะอีกต่อไป


       ทั้งสองแย่งกันไปถึงที่ประตูบ้านของฉาจื่ออัน หลิงซานฉิงนั่งอยู่ในสวนเกือบตลอดทั้งวัน เมื่อถึงครึ่งค่อนคืน นางถึงได้กลับเข้าไปในบ้าน เพียงแต่เอนกายนอนลงไปครู่หนึ่งนางก็ยังไม่นอน คงต้องไปห้องเพาะเห็ดดูว่าเชื้อราเติบโตขึ้นมาอย่างไรแล้วล่ะ และทันทีที่นางเปิดประตูออกมาก็เห็นภาพนี้


      หลิวซื่อและหยางซื่อมีรูปร่างไม่ผอมนัก ประตูบ้านนางก็ออกจะกว้างขวาง แต่ทั้งสองกลับเปิดประตูแค่เพียงครึ่งเดียว ทั้งคู่ก็ติดอยู่ที่ประตู


       หลิงซานฉิงเท้าคางมองด้วยรอยยิ้มครู่หนึ่ง ก่อนส่งเสียงจิ๊ปากออกมาสองครั้ง แล้วเดินไปที่ห้องเพาะ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางก็ออกมาจากห้องเพาะหลังจากตรวจสอบเห็ดที่เหลือในห้องเพาะแล้ว ก็เห็นทั้งสองยังคงติดอยู่ที่ประตู ทั้งสองผลักกันไปมา ประตูนั้นก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด โชคดีที่เวลานี้พวกเขายังไม่เปลี่ยนใหม่  ไม่เช่นนั้นกำแพงที่ก่อมาจากปูนคงพอที่จะรับพวกนางได้


      เมื่อเห็นหลิงซานฉิงออกมา คล้ายกับหลิวซื่อเห็นฟางช่วยชีวิต “น้องสะใภ้สาม เจ้ารีบมาช่วยพี่สะใภ้รองเร็ว เหตุใดประตูบ้านเจ้าถึงได้แคบเพียงนี้…”


      กล่าวคือ แม้แต่คนเดียวก็ผ่านเข้าไปไม่ได้ ประตูบ้านเจ้าต้องได้รับการซ่อมแซม” ดวงหน้าของหยางซื่อย่นจนกลายเป็นซาลาเปา ศีรษะติดอยู่กับวงกบประตู ท่าทางนั้นดูน่าขำไม่น้อย


       หลิงซานฉิงหัวเราะออกอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ไหว ทั้งสองไม่ได้โทษตัวเองที่แย่งเบียดกันเข้ามา แต่กลับโทษประตูบ้านนางรึ? นางหมุนตัวเดินเข้าบ้านไม่สนอะไรอีก


       เมื่อทั้งสองเห็นนางกลับเข้าบ้านไป ก็โกรธขึ้นมาทันที ในระหว่างที่พวกนางเบียด ๆ กันอยู่นั้นก็เห็นว่าประตูอีกครึ่งหนึ่งยังไม่เปิดออก ทั้งสองมองหน้ากัน ช่วยกันผลักประตูเปิดออกอย่างเต็มแรง และเพราะไม่ทันยั้งแรง พวกนางก็เกือบล้มหน้าคะม่ำ


       การทะเลาะกันของพวกนางทำให้เสียเวลาไปมาก ฉาจื่ออันที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก เพิ่งเปิดประตูบ้านออกมา ก็เห็นพี่สะใภ้ทั้งสองที่กำลังตั้งตัวได้ ก็อดถามออกไปอย่างสงสัยไม่ได้ “พี่สะใภ้สองคนนี่คือ...มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”


       หยางซื่อจัดแจงเสื้อผ้าครู่หนึ่ง และเอ่ยด้วยท่าทางมือหนึ่งเท้าเอว “ก็มีนะสิ ท่านแม่ให้พวกข้ามาเรียนทำพู่กันขนห่านกับหลิงชานชิง เจ้ารีบไปเรียกนางออกมาสอนเรา”


       หลิวซื่อที่ถูบบีบเบียดมานาน ทั่วร่างนางไม่สบาย แต่ตอนนี้นางไม่สนอะไรทั้งนั้น นางมองไปที่ฉาจื่ออัน เขาลุกขึ้นยืนทันที “ท่านแม่พูดแล้ว หากวันนี้พวกข้าไม่ได้เรียนทำพู่กันขนห่าน พวกข้าก็กลับไปไม่ได้ เจ้าว่าควรจะให้ภรรยาเจ้าออกมาหรือเปล่า?” 


       “ถึงอย่างไรพวกเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน ทุกคนหาเงินด้วยกัน พวกเขามีกินมีใช้แค่คนเดียวมันไม่ดี รีบเรียกนางออกมา พวกเราเรียนวิธีทำพู่กันขนห่านเป็นแล้ว ก็จะไม่พูดพร่ำอยู่กับเจ้าที่นี่ "


       ท่าทางของทั้งสองคนไม่เหมือนกับการมาขอความช่วยเหลือ แต่กลับทำให้คนไม่พอใจกับท่าทางขอร้องนั้น แม้แต่คนอารมณ์ดีอย่างฉาจื่ออันยังอดไม่ได้ที่จะโกรธเล็กน้อย เขาระงับความไม่พอใจเอาไว้ “พี่สะใภ้ทั้งสองไม่ได้ยินเรื่องก่อนหน้านี้รึ ซานฉิงไม่สอนวิธีทำพู่กันขนห่านให้แก่คนนอก ดังนั้นพี่สะใภ้ทั้งสองกลับไปก่อนเถอะ”


       เมื่อหลิวซื่อได้ยินก็ไม่พอใจ นางระเบิดออกมาทันที “ฉาจื่ออัน แม้เจ้าจะแยกบ้านออกมาแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังมีเลือดของตระกูลฉาอยู่ในตัวเจ้า พวกเราก็แค่อยากทำพู่กันขนห่านเป็นเพื่อช่วยเหลือครอบครัว  ไม่ใช่มาแย่งกิจการของเจ้าสักหน่อย เหตุใดถึงได้ตระหนี่ถี่เหนียวถึงเพียงนี้”

    คล้ายกับเรื่องท่านสามี อย่าโอหัง ที่คุณอ่าน