ก่อนจะมีสิ่งใดมีเพียงความเ็ปและการรับรู้ถึงการถูกฉกชิง ตัวตนของ "ความตาย" ก่อกำเนิดขึ้นในสภาวะเช่นนั้น สติสำนึกแรกของเขาคือความรู้สึกที่แก่นแท้แห่งพลังหยินอันเป็ส่วนหนึ่งของเขาถูกดูดกลืนออกไปอย่างไม่หยุดหย่อนครั้งแล้วครั้งเล่า มันคือการถูกบังคับให้ต้องให้กำเนิดในสภาพที่พิการและไม่สมประกอบและต้นเหตุของความทรมานนั้นก็คือ "พี่ชาย" ของเขา
ความตายมองข้ามความว่างเปล่าไปยังร่างที่สว่างไสวจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างสีทองของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ชีวิต” พี่ชายผู้เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันจอมปลอมและความอ่อนโยนที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษ ในสายตาของความตายนั้น แสงสว่างของพี่ชายไม่ใช่การสร้างสรรค์ แต่คือเนื้องอกร้ายที่กัดกินความสงบสุขของความว่างเปล่า คือความโกลาหลที่ทำลายความสมบูรณ์แบบของความเงียบงัน
“น้องข้า” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ไพเราะราวกับบทเพลงแห่งดวงดาว แต่สำหรับความตายมันคือเสียงของผู้คุมที่พยายามจะปลอบประโลมทาสที่กำลังจะก่อฏ
“พอเถิดอย่าให้ความเกลียดชังกลืนกินเ้าไปมากกว่านี้เลย”
“ความเกลียดชังรึ?” ความตายเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับอุณหภูมิของอวกาศลึกล้ำ
“ท่านเรียกการแสวงหาความยุติธรรมว่าความเกลียดชังอย่างนั้นรึ? ท่านผู้ขโมยตัวตนของข้าไปสร้าง ‘ลูกหลาน’ เพื่อให้พวกมันสรรเสริญเยินยอท่าน ท่านผู้เสแสร้งแสดงความเมตตา ทั้งที่ทุกการกระทำของท่านคือการตอกย้ำว่าข้าเป็เพียงเครื่องมือ ท่านนั่นแหละคือผู้ที่สร้างความเกลียดชังนี้ขึ้นมาเอง”
ชีวิตถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ท่าทางนั้นในสายตาของ ความตาย คือความเบื่อหน่ายของผู้สูงศักดิ์ที่ต้องมาคลุกคลีกับเื่ไร้สาระ
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำลายสิ่งที่ข้าสร้าง” พี่ชายของเขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็ความเด็ดเดี่ยว
“ท่านไม่มีสิทธิ์จะมายอมหรือไม่ยอม!” ความตายประกาศกร้าว
“เพราะวันนี้ ข้าจะมาทวงคืนทุกสิ่ง! ข้าจะปลดปล่อยจักรวาลนี้ให้พ้นจากพันธนาการแห่งชีวิตอันแสนวุ่นวายของท่าน และนำพาทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบสุขอันเป็นิรันดร์ สู่ความว่างเปล่าที่แท้จริง!”
นั่นคือการประกาศา การก่อฏครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
ร่างสีนิลของความตายพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ความมืดรอบกายแปรเปลี่ยนเป็อาวุธนับไม่ถ้วน นี่คือการต่อสู้เพื่ออิสรภาพเพื่อลบล้างความเ็ปที่ต้องทนมาตลอดกาล ชีวิตยกมือขึ้นตั้งรับอย่างง่ายดาย แสงสีทองสว่างวาบขึ้นปัดป้องทุกการโจมตีอย่างสง่างาม ท่าทีสบายๆ นั้นราวกับกำลังสั่งสอนเด็กดื้อรั้น ยิ่งทำให้ไฟแห่งความเกลียดชังในใจของความตายลุกโชนขึ้นเป็ทวีคูณ
ทุกครั้งที่ชีวิตสร้างดวงดาวขึ้นมาเป็โล่ความตายมองเห็นมันเป็การเยาะเย้ยถึงพลังที่ถูกขโมยไป
ทุกครั้งที่ชีวิตใช้แรงโน้มถ่วงเหนี่ยวรั้งเขา ความตายรู้สึกถึงโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ทุกคำพูดที่แสดงความห่วงใยคือคำโกหกที่น่ารังเกียจที่สุด
“เหตุใดท่านจึงไม่สู้ให้เต็มที่!” ความตายคำรามขณะที่ปลดปล่อยพลังเฮือกสุดท้าย พลังแห่งความมืดมิดที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เขาจะรวบรวมได้พุ่งเข้าใส่พี่ชาย
“หรือในสายตาท่านข้าไม่แม้แต่จะมีค่าพอให้ท่านต้องเอาจริงอย่างนั้นรึ!” การโจมตีนั้นรุนแรงจนสามารถลบห้วงจักรวาลทั้งใบให้หายไป แต่ชีวิตก็ยังคงรับมันไว้ได้ เขามองน้องชายด้วยแววตาที่ความตายเกลียดที่สุด แววตาแห่งความผิดหวังและสงสาร
ในเสี้ยววินาทีนั้นเขารู้ว่าชีวิตมีโอกาสที่จะทำลายเขาให้สิ้นซาก การถูกกำจัดโดยคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกันอาจจะเป็จุดจบที่สมเกียรติ แต่พี่ชายของเขากลับไม่ทำ ชีวิตเลือกที่จะใช้พลังแห่งแสงสว่างที่ไม่รุนแรงถึงชีวิต ทำลายร่างกายของเขาและบดขยี้ห้วงวิญาณเหมือนปัดกวาดฝุ่นผงที่น่ารำคาญ นั่นคือการดูถูกครั้งร้ายแรงที่สุด การกระทำที่บอกอย่างชัดเจนว่า ‘เ้ายังไม่คู่ควรพอที่จะตายด้วยน้ำมือข้า’
ความเ็ปจากการพ่ายแพ้เทียบไม่ได้เลยกับความอัปยศอดสู ในวินาทีนั้น ร่างของความตายถูกผลักให้จมดิ่งลงสู่เงามืดแห่งจักรวาล แต่ในใจของเขากลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกเหมือนได้ค้นพบสัจธรรมบางอย่าง ความพ่ายแพ้ในวันนี้คือบทเรียนคือการเปิดเนตรเขาไม่มีวันเอาชนะพี่ชายได้ด้วยการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า แต่จักรวาลนี้กว้างใหญ่และเต็มไปด้วย ‘ลูกหลาน’ ที่พี่ชายของเขาทะนุถนอมราวดวงใจ
ขณะที่ร่างกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้นความตายก็ได้ฝากคำพูดสุดท้ายของเขาไว้ มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องแห่งความพ่ายแพ้ แต่เป็เสียงกระซิบที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยปณิธานอันแน่วแน่ มันคือคำเตือนและคือคำประกาศถึงาบทใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นนับจากนี้
“ท่านคิดว่าท่านชนะแล้วสินะพี่ชาย ท่านคิดว่าการขับไล่ข้าคือจุดจบของเื่ราวทั้งหมด ช่างน่าสมเพชสิ้นดี”
“นี่ไม่ใช่จุดจบแต่มันคือการเริ่มต้น ท่านสอนให้ข้ารู้ว่าการทำลายท่านโดยตรงนั้นเป็ไปไม่ได้ แต่ท่านก็ได้มอบแผนที่สู่หัวใจของท่านให้แก่ข้าเช่นกัน ‘ลูกหลาน’ ที่น่ารักของท่าน ชีวิตเล็กๆ ที่เปราะบางเ่าั้”
“ข้าจะไม่อยู่ที่นี่เพื่อสู้กับท่านอีกต่อไป แต่ข้าจะไปทุกที่ที่ท่านอยู่ข้าจะเป็เงาที่ตามติดทุกย่างก้าวของลูกหลานท่าน ข้าจะเป็โรคร้ายที่กัดกินพวกมันจากภายใน ข้าจะเป็ความสิ้นหวังในใจของพวกมัน และข้าจะพรากพวกมันไปจากท่านทีละคน ทีละคน อย่างช้าๆ”
“และท่านจะต้องทนดูท่านจะต้องทนฟังเสียงกรีดร้องของพวกมันและท่านจะได้เรียนรู้ถึงความเ็ปที่แท้จริง ความเ็ปจากการสูญเสีย ความเ็ปที่ข้าได้รับจากท่านในวันแรกที่ข้าถือกำเนิดาที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” ความมืดกลืนกินร่างของเขาไปโดยสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงจักรวาลที่สว่างไสวและปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของชีวิตแต่ในความเงียบงันนั้นกลับมีบางสิ่งที่น่าหวาดหวั่นกว่าเดิมได้ถือกำเนิดขึ้น
.........................................................................................................................
ในห้วงมิติอันไร้ตัวตน การรับรู้สุดท้ายคือความพ่ายแพ้ เศษเสี้ยวิญญาที่เหลืออยู่กำลังจะสลายไป เป็เพียงแสงหิ่งห้อยริบหรี่ที่พร้อมจะดับลงในพายุแห่งความว่างเปล่า ความทรงจำนับกัลปาวสาน ความเกลียดชังต่อพี่ชายผู้สร้างสรรค์ พลังอำนาจที่เคยสั่นคลอนจักรวาล ทั้งหมดกำลังจะกลายเป็เพียงความไม่มีอะไรเลยอย่างสมบูรณ์
“ไม่จุดจบเช่นนี้ยอมรับไม่ได้” ตัวตนของเขาคือความตาย การดับสูญคืออาณาจักร การเป็ผู้มอบจุดจบให้แก่ผู้อื่น คือสิทธิ์ขาดเพียงหนึ่งเดียว
ด้วยเจตจำนงเฮือกสุดท้าย มันดิ้นรนค้นหาที่สถิต ที่พักพิงเพื่อเหนี่ยวรั้งตัวตนไม่ให้สูญสลาย และแล้วก็ััได้ ััอันแ่เบาของภาชนะที่เพิ่งว่างเปล่า ร่างกายของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เพิ่งสิ้นลมหายใจ ร่างของมนุษย์ ในวินาทีที่เศษเสี้ยวิญญากำลังจะแตกสลาย พลังทั้งหมดถูกทุ่มพุ่งเข้าสู่ร่างนั้น
................................................................................................................................
ความรู้สึกแรกที่กลับมาคือความเ็ป ไม่ใช่ความเ็ปเชิงแิ แต่เป็ความเ็ปทางกายภาพอันหยาบกร้าน มันแผ่ซ่านมาจากทั่วทุกอณูของร่างกายที่เพิ่งยึดครอง กระดูกที่ร้าวราน าแที่ฉีกขาด และความเย็นเยียบของพื้นดินชื้นแฉะแทรกซึมผ่านิั
"อึก..."
เสียงครางอันน่าสมเพชเล็ดลอดออกมาจากลำคอเล็กๆ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก รับภาพหมู่ไม้สูงเสียดฟ้าที่บดบังแสงจันทร์จนเกือบมืดสนิท แขนขาไม่ยอมขยับตามใจนึก มีเพียงความรู้สึกอ่อนแออย่างที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิตอันเป็นิรันดร์ตอบสนองกลับมา กล้ามเนื้อไม่เชื่อฟัง ข้อต่อติดขัดและเ็ป นี่คือสภาพของกรงขังเนื้อหนังที่เรียกว่า "ร่างกาย"
ความรู้สึกอันน่าขยะแขยงระลอกที่สองก็ซัดเข้ามา ความหนาว ลมเย็นะเืพัดผ่านอาภรณ์ขาดวิ่น ทำให้ิัสั่นสะท้าน เป็ความรู้สึกเปราะบางที่น่ารังเกียจแต่ที่เลวร้ายที่สุดคือความหิว ความว่างเปล่าที่กัดกินอยู่ภายในช่องท้อง ความปรารถนาอันต่ำต้อยที่เรียกร้องหาอาหาร เทพผู้เคยดำรงอยู่ด้วยพลังงานบริสุทธิ์ บัดนี้กลับต้องมาโหยหาเศษซากเพื่อความอยู่รอด ช่างเป็ความอัปยศที่หาใดเปรียบ
สองแขนเล็กๆ ยันร่างขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล สายตาพลันมองเห็นแอ่งน้ำขังอยู่ไม่ไกลจึงคลานเข้าไปหา ภาพที่สะท้อนกลับมาคือใบหน้าของเด็กมนุษย์คนหนึ่ง อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบปี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียวและมอมแมม มีเพียงดวงตาสีนิลที่ฉายแววว่างเปล่าและเ็าเกินวัย
ทันใดนั้นเอง สัญชาตญาณก็กรีดร้องเตือนภัย เสียงฝีเท้าแหวกพงหญ้าดังขึ้นจากในเงามืด ดวงตาสีเขียวมรกตคู่หนึ่งจ้องมองมา มันคือสัตว์อสูร หมาป่าขนาดใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไป ขนสีเทาตั้งชัน น้ำลายเหนียวหนืดไหลยืดจากมุมปาก มันััได้ถึงความอ่อนแอของเหยื่อตรงหน้า
สัตว์อสูรลมปราณก่อกำเนิดขั้นที่หนึ่ง ในความทรงจำ มันคือสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำไม่ต่างจากมดปลวก แต่สำหรับร่างกายนี้ มันคือพญามัจจุราชหมาป่าอสูรคำรามในลำคอ ก่อนจะกระโจนเข้าใส่!
ในวินาทีนั้นเองสัญชาตญาณดั้งเดิมก็ตื่นขึ้น มันคือเจตจำนงที่ปฏิเสธความตาย คือความหยิ่งทะนงของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะไม่ยอมถูกจบชีวิตด้วยน้ำมือของ "ลูกหลานแห่งชีวิต" ที่แสนเกลียดชัง ความคิดที่จะวิ่งหนีไม่มีอยู่เลย ร่างกายนี้หนีไม่พ้นแน่นอน แต่ในแววตาที่เ็ากลับปรากฏประกายสีดำทมิฬขึ้นวูบหนึ่ง
“ข้าไม่ยอม”
ขณะที่คมเขี้ยวของหมาป่าอสูรใกล้จะถึงลำคอ มือเล็กๆ ข้างหนึ่งถูกยกขึ้น เงามืดใต้ร่างสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับมีชีวิต
ครรลองแห่งจุดจบ ขั้นที่หนึ่ง เงาสร้างรูป!
พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเศษเสี้ยวิญญาถูกฝืนใช้ออกมา ความรู้สึกเ็ปราวกับิญญาจะฉีกขาดแล่นพล่านไปทั่ว แต่ก็มิอาจสนใจ
ฉึก!
หนามแหลมที่สร้างจากเงามืดอันบริสุทธิ์พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินอย่างเงียบงัน มันแหลมคมและดำสนิทเสียยิ่งกว่ารัตติกาล ทะลวงใต้คางของหมาป่าอสูรขึ้นไปจนถึงสมองได้อย่างแม่นยำ ร่างของหมาป่าอสูรชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาสีเขียวของมันเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ ก่อนจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้นแน่นิ่งไป
...เงียบ...
ชัยชนะที่ได้มาต้องแลกด้วยราคาที่แสนแพง
"อ่อก!"
เ ลือดคำโตถูกกระอักออกมา ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ พลังที่ฝืนใช้เมื่อครู่สร้างความเสียหายรุนแรงต่ออวัยวะภายในที่บอบช้ำอยู่แล้ว มันคือการใช้พลังระดับจักรวาลผ่านภาชนะดินเผาที่ปริแตก ผลลัพธ์คือการพังทลายจากภายใน
"น่าสมเพช" เสียงพึมพำเล็ดลอดออกมาขณะที่ร่างล้มตัวลงนอนหอบหายใจรวยริน "แค่สังหารสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำเพียงตัวเดียว กลับต้องาเ็สาหัสถึงเพียงนี้"
ความเกลียดชังในความอ่อนแอของตนเองถาโถมเข้ามาจนแทบคลั่ง แต่แล้ว ท่ามกลางความเ็ปที่กำลังจะพรากสติไป ัับางอย่างก็ปรากฏขึ้น มันคือพลังงานอันอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากซากของหมาป่าอสูร พลังงานที่บริสุทธิ์และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เหมือนกับเศษเสี้ยวของตัวเองที่หลงทางไป
ด้วยแรงใจเฮือกสุดท้าย ร่างที่โชกเืคลานเข้าไปหาซากหมาป่า สองมือเล็กๆ ที่สั่นเทาฉีกทึ้งกล้ามเนื้อและกระดูกของมันอย่างไม่นึกรังเกียจ จนกระทั่งปลายนิ้วัักับวัตถุทรงกลมที่เย็นและเรียบลื่นซึ่งฝังอยู่ใกล้กับหัวใจของมัน
ดวงธาตุลมปราณ
มันถูกหยิบขึ้นมา เป็ลูกแก้วสีเทาขุ่นที่ส่องแสงเรืองรองแ่เบาในความมืด ไม่มีข้อมูลใดๆ บอกว่ามันคืออะไร แต่สัญชาตญาณ ิญญากำลังกรีดร้องว่า "นั่นคือของของข้า!" การตัดสินใจอันไร้เหตุผลได้เกิดขึ้น ลูกแก้วนั้นถูกนำมาจรดที่หน้าอก หลับตาลงและปลดปล่อยััทั้งหมด
ทันใดนั้นเอง ดวงธาตุก็สลายกลายเป็ลำแสงสีเทาพุ่งเข้าสู่ร่างกาย!
ความรู้สึกแรกคือความเ็ปที่ทวีคูณขึ้น แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอันแสนวิเศษ พลังงานจากดวงธาตุไม่ได้ปะทะกับร่างกาย แต่กลับตรงเข้าไปหลอมรวมกับเศษเสี้ยวิญญาโดยตรง มันเยียวยารอยร้าวที่เกิดจากการใช้พลังเมื่อครู่ เติมเต็มความว่างเปล่าภายใน และปลุกพลังที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง แม้จะเป็เพียงเสี้ยวเล็กๆ ก็ตาม
ความเ็ปภายในร่างกายทุเลาลงอย่างรวดเร็ว าแเริ่มสมานตัว ลมหายใจกลับมาเป็ปกติ ร่างเล็กค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สภาพภายนอกยังคงมอมแมมและผอมแห้งเช่นเดิม แต่แววตาได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง
ความว่างเปล่าและความเ็าถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความเข้าใจอันลึกซึ้งและน่าหวาดหวั่น สายตาก้มลงมองซากหมาป่าอสูร ก่อนจะหันไปมองความมืดมิดของผืนป่าที่ทอดไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ในความมืดนั้น ไม่ได้มีเพียงภยันตรายอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วย "อาหาร" เต็มไปด้วยเศษซากพลังที่กระจัดกระจายอยู่ในร่างของ "ลูกหลานแห่งชีวิต"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็ครั้งแรก มันไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กไร้เดียงสา แต่เป็รอยยิ้มของนักล่าที่เพิ่งค้นพบแหล่งอาหารอันโอชะที่สุดในจักรวาล เขาเดินกลับไปที่แอ่งน้ำขังเดิมอีกครั้ง มองดูเงาสะท้อนของเด็กมนุษย์กรงขังเนื้อหนังที่เขาต้องอาศัยอยู่ต่อไป
"ความตาย" เขาคิดในใจอย่างเ็า "นั่นคือชื่อที่พวกมันใช้เรียกข้า ชื่อแห่งความพ่ายแพ้ ตัวตนนั้นมันได้ตายไปแล้วในการต่อสู้ครั้งนั้น"
เขาเงยหน้าขึ้น แหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านช่องว่างระหว่างยอดไม้ เห็นดวงดาวดวงหนึ่งส่องประกายอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิดแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในรัตติกาล
"ตัวตนใหม่นี้ การเริ่มต้นใหม่นี้ สมควรจะมีชื่อที่ข้าเป็ผู้เลือกเอง" รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็ครั้งแรก มันไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กไร้เดียงสา แต่เป็รอยยิ้มที่เ็าและเด็ดเดี่ยว
"เย่ซิง"
เขาเอ่ยชื่อนั้นออกมาเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบของสายลม
"จากนี้ไปข้าคือ เย่ซิง"
……………………………………………………………
หลายวันผ่านไปนับั้แ่การต่อสู้ครั้งแรกที่แลกมาด้วยเืร่างกายของเด็กมนุษย์ผู้นี้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจเป็เพราะพลังงานเล็กน้อยจากดวงธาตุลมปราณของหมาป่าอสูรตัวนั้น แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญกว่า คือเจตจำนงของิญญาที่สถิตอยู่ภายใน ร่างกายนี้คือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ คือกรงขังเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยปกป้องเศษเสี้ยวิญญาสุดท้ายของข้าไว้จากการสลายไปโดยสมบูรณ์ เย่ซิงยอมให้มันอ่อนแอไปมากกว่านี้ไม่ได้
เย่ซิงเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกใหม่ๆ ที่น่ารังเกียจเหล่านี้ ความหิว กลายเป็สัญญาณเตือนให้ต้องออกล่า ความหนาว กลายเป็เครื่องย้ำเตือนให้ต้องหาที่กำบัง และความเ็ป คือบทเรียนที่ต้องจดจำ
แกรก!! แกรก!! แกรก!!!
เสียงสัตว์อสูรตัวตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งพล่านในพุ่มไม้ มันคือสัตว์อสูรระดับต่ำอีกชนิดหนึ่งที่เย่ซิงเฝ้าสังเกตมาตลอดทั้งวัน ‘แมวเงา’ สัตว์อสูรลมปราณก่อกำเนิดขั้นที่สอง มันมีความเร็วสูงกว่าหมาป่าอสูรตัวก่อน แต่พละกำลังด้อยกว่าและขี้ระแวงกว่ามาก การต่อสู้ซึ่งๆ หน้ามันด้วยร่างกายนี้คือการฆ่าตัวตาย
แต่ในความทรงจำระดับจักรวาลของข้าเย่ซิง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ไร้จุดอ่อน
“ข้าสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่แมวเงาออกล่า มันจะใช้เส้นทางเดิมซ้ำๆ และจะตื่นใเป็พิเศษกับเสียงแหลมสูงที่เกิดจากการเสียดสีของหินบางชนิดในบริเวณนั้น” นั่นคือสิ่งที่เย่ซิงสังเกตมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
“สมบูรณ์แบบ” แผนการก่อตัวขึ้นในหัว มันคือกับดักขั้นพื้นฐานที่สุด แต่ถูกออกแบบด้วยความเข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติและสัญชาตญาณของเหยื่ออย่างลึกซึ้ง ข้าจะสร้างกับดักหลุมพรางตาไว้บนเส้นทางเดินของมัน และใช้ก้อนหินสร้างเสียงล่อให้มันตื่นตระหนกและวิ่งมาติดกับโดยไม่ทันระวังตัว
แม้จะฟังดูง่ายดายในทางทฤษฎี ปัญหาบังเกิดขึ้นเมื่อเย่ซิงเริ่มลงมือสร้างกับดัก ท่อนซุงที่เย่ซิงตั้งใจจะนำมาทำเป็แกนหลักของกับดักกลับหนักเกินกว่าที่แขนเล็กๆ คู่นี้จะยกไหว เย่ซิงพยายามออกแรงจนทั่วร่างสั่นเทาและเส้นเืปูดโปน แต่ท่อนซุงก็ขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ไร้สาระสิ้นดี!” เย่ซิงสบถในใจด้วยความหงุดหงิด “พลังที่เคยเคลื่อนย้ายดวงดาวได้ บัดนี้กลับยกท่อนไม้แห้งๆ ท่อนเดียวยังไม่ได้!” นี่คือตลกร้ายที่เย่ซิงต้องเผชิญกับร่างกายระดับมดปลวก
หลังจากพยายามอยู่เกือบครึ่งชั่วยามเย่ซิงก็ต้องยอมแพ้และเปลี่ยนไปใช้กิ่งไม้ที่เล็กกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งลดทอนประสิทธิภาพของกับดักลงไปกว่าครึ่ง เถาวัลย์ที่เย่ซิงตั้งใจจะใช้มัดก็เหนียวเกินกว่าจะดึงให้ตึงได้ด้วยแรงของเด็กคนนี้ เย่ซิงต้องใช้เวลานานในการใช้หินทุบมันซ้ำๆ จนช้ำและอ่อนตัวลง
เมื่อกับดักที่น่าสมเพชสร้างเสร็จ เย่ซิงก็ปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ใกล้ๆ และอดทนรอคอยอย่างใจเย็นราวกับรูปสลักหิน ทักษะการรอคอยนับหมื่นปีของเย่ซิงไม่ได้หายไปไหน ไม่นานนักแมวเงาก็ปรากฏตัวขึ้น มันเดินมาตามเส้นทางเดิมอย่างไม่สงสัย เย่ซิงคำนวณจังหวะอย่างแม่นยำ ก่อนจะขว้างก้อนหินในมือให้กระทบกับแผ่นหินอีกฟากหนึ่ง
แกร๊ง!
เสียงแหลมสูงเสียดแก้วหูดังขึ้น แมวเงาสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปยังต้นเสียง ก่อนจะออกตัววิ่งหนีมาทางกับดักด้วยความตื่นตระหนก ทุกอย่างเป็ไปตามแผน
ตู้ม!
ร่างของแมวเงาร่วงลงไปในหล่มที่เย่ซิงขุดไว้ แต่น่าเสียดายเพราะความแข็งแรงของกับดักที่ไม่เพียงพอ มันจึงทำได้แค่ทำให้ขาหลังของมันหักไปข้างหนึ่ง ไม่ได้ฆ่ามันในทันที แมวเงาร้องโหยหวนด้วยความเ็ปและเกรี้ยวกราด มันพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหล่ม
เย่ซิงถอนหายใจอย่างเ็า “สุดท้ายก็ต้องลงมือเองสินะ”
เย่ซิงะโลงมาจากต้นไม้ ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเหยื่อที่าเ็ ในแววตาของแมวเงาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความดุร้าย มันแยกเขี้ยวขู่และเตรียมพร้อมจะสู้จนตัวตาย
ครรลองแห่งจุดจบ ขั้นที่หนึ่ง เงาสร้างรูป!
ความเ็ปแล่นผ่านร่างของเย่ซิงอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเตรียมใจรับมือกับมันได้ดีกว่าเดิม หนามแหลมที่สร้างจากเงาพุ่งขึ้นจากพื้น แทงทะลุหัวใจของแมวเงาจากเบื้องล่างอย่างแม่นยำ เสียงร้องของมันเงียบหายไปในทันที
"อึก..." เย่ซิงกุมหน้าอก รู้สึกถึงอวัยวะภายในที่บอบช้ำจากการฝืนใช้พลัง เขาดูดซับดวงธาตุลมปราณของมันอย่างรวดเร็ว พลังงานที่ได้มานั้นน้อยนิด แทบจะแค่พอเยียวยาอาการาเ็ภายในที่เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น
"ช่างไร้ประสิทธิภาพ" เย่ซิงพึมพำอย่างไม่พอใจ
หลายวันต่อมา...
เย่ซิงยังคงทำเช่นเดิม ล่า าเ็และดูดซับ เย่ซิงกลายเป็นักล่าที่ปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดของร่างกายได้ดีขึ้น กับดักของข้ามีความซับซ้อนและใช้แรงน้อยลง การเคลื่อนไหวของเย่ซิงราบรื่นและเงียบเชียบขึ้น ร่างกายของเด็กคนนี้ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นทีละน้อยจากการกินเนื้ออสูรและการดูดซับดวงธาตุอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะเป็การเติบโตที่เชื่องช้าราวกับหอยทากในสายตาของเขาก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่กำลังตามรอยสัตว์อสูรชนิดใหม่ เย่ซิงก็ต้องหยุดชะงักลง บนพื้นดินโคลนที่ชื้นแฉะเบื้องหน้า ปรากฏร่องรอยที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่รอยเท้าของสัตว์อสูรชนิดใดที่เย่ซิงเคยเห็น มันคือรอยเท้าของมนุษย์
รอยเท้ามีมากกว่าหนึ่งคู่และยังมีรอยล้อเกวียนขนาดเล็กอยู่ข้างๆ กันอีกด้วย พวกมันยังค่อนข้างใหม่ และทิศทางของมัน กำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปในอาณาเขตล่าสัตว์ของเขา
เย่ซิงยืนนิ่งอยู่ในเงามืด แววตาเปลี่ยนเป็เ็าและว่างเปล่าอีกครั้ง
ผู้บุกรุก
ในที่สุด ข้าก็จะได้เจอกับ "ลูกหลานแห่งชีวิต" แล้วสินะ
………………………………………………………………………………..
ความอยากรู้อยากเห็นเป็สัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
รอยเท้าของมนุษย์คือตัวแปรที่ไม่คาดคิด พวกมันอาจเป็ภัยคุกคาม หรืออาจเป็โอกาส สัญชาตญาณสั่งให้เย่ซิงหลีกหนี แต่ความทรงจำระดับจักรวาลกลับบอกว่าความรู้คืออำนาจ และมนุษย์ คือแหล่งข้อมูลที่มีชีวิต
เขาตัดสินใจสะกดรอยตามพวกมันไปอย่างเงียบเชียบ ร่างกายที่เล็กและเบาของเด็กคนนี้มีข้อดีเพียงอย่างเดียว คือมันสามารถเคลื่อนไหวในป่าทึบได้โดยแทบไม่เกิดเสียง
หลังจากตามรอยไปได้ประมาณครึ่งชั่วยาม กลิ่นคาวเืจางๆ ก็ลอยมาตามลม เย่ซิงเร่งฝีเท้าขึ้นจนไปถึงต้นตอของร่องรอยทั้งหมด
ภาพที่เห็นคือความโกลาหลเล็กๆ เกวียนสินค้าขนาดเล็กพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง สินค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็ผ้าไหมและเครื่องเทศกระจายเกลื่อนพื้น มีรอยเืและร่องรอยการต่อสู้อยู่ประปราย แต่ไม่มีศพมนุษย์ มีเพียงซากของสัตว์อสูรคล้ายหมูป่าสองสามตัวนอนตายอยู่ ดูเหมือนว่ากองคาราวานเล็กๆ นี้จะถูกโจมตีและแตกหนีไปคนละทิศละทาง
“อ่อนแอ” ความคิดนั้นผุดขึ้นในใจของเย่ซิง “แม้แต่สัตว์อสูรระดับต่ำยังรับมือไม่ได้”
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ เพราะไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะอยู่ที่นี่ต่อ สายตาของเขาก็พลันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่พุ่มไม้ข้างทาง เย่ซิงค่อยๆ ย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง ที่นั่นมีร่างของมนุษย์คนหนึ่งนอนฟุบอยู่ เป็เด็กหนุ่มอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมอาภรณ์ของบัณฑิตที่ตอนนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปหมด ขาข้างหนึ่งของเขาถูกพันด้วยผ้าที่ชุ่มเือย่างลวกๆ เย่ซิงหยุดยืนมองร่างนั้นนิ่งๆ ราวกับรูปสลัก เขาไม่ได้คิดจะช่วยเหลือหรือทำอันตราย เพียงแค่เฝ้าสังเกตการณ์
เวลาผ่านไปชั่วครู่ เด็กหนุ่มคนนั้นก็ค่อยๆ ได้สติ เขาส่งเสียงร้องครางด้วยความเ็ปก่อนจะพยายามยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง และในตอนนั้นเองที่สายตาของเขาก็เหลือบมาเห็นเด็กน้อยที่ยืนอยู่ในเงามืดพอดี แววตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความเวทนา
"นี่เ้า... เด็กน้อย..." เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง "หลงทางมารึ? ที่นี่มันอันตรายนะ รีบหนีไปเร็วเข้า!"
เย่ซิงยังคงนิ่งเงียบ มองดูสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชตรงหน้า แม้แต่ตัวเองยังเอาไม่รอด แต่กลับมาแสดงความเป็ห่วงผู้อื่น ช่างเป็คุณสมบัติที่ไร้เหตุผลสิ้นดี เห็นเด็กน้อยไม่ตอบ เขาก็พยายามขยับตัวจะเข้ามาหา แต่ก็ต้องร้องออกมาด้วยความเ็ปจากาแที่ขา "โอ๊ย บ้าจริง" เขาสบถ ก่อนจะเงยหน้ามองเด็กน้อยอีกครั้งด้วยความเป็ห่วง "ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอก มานี่สิ มาอยู่ใกล้ๆ ข้า ข้าจะปกป้องเ้าเอง"
เย่ซิงเอียงคอเล็กน้อย มองดูความโง่เขลาที่ได้เห็นเป็ครั้งแรกในรอบหลายกัลป์
เด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยอมเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาก็ดูผ่อนคลายลง เขายื่นกระบอกน้ำที่ทำจากไม้ไผ่ออกมา "เอ้านี่ ดื่มซะ เ้าคงจะหิวและเหนื่อยมากสินะ" เย่ซิงรับกระบอกน้ำมาโดยไม่พูดอะไร น้ำในนั้นเหลืออยู่เพียงก้นกระบอก แต่เด็กหนุ่มกลับมอบมันให้โดยไม่ลังเล
"ข้าชื่อไป๋หลุน" เขาแนะนำตัวพร้อมกับพยายามฉีกยิ้มให้ดูใจดี "เป็ผู้ช่วยพ่อค้า กำลังจะเดินทางไปเมืองเฟิงหวา แต่ดันมาเจอหมูเขี้ยวทมิฬเข้าเสียก่อน คนอื่นหนีไปไหนกันหมดแล้วก็ไม่รู้ แล้วเ้าล่ะ ชื่ออะไร มาจากหมู่บ้านไหน?" เย่ซิงจ้องมองเข้าไปในดวงตาของไป๋หลุน ดวงตาที่ใสซื่อและเต็มไปด้วยความเป็ห่วงอย่างจริงใจ มันเป็แววตาที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
เขาตัดสินใจที่จะเล่นตามน้ำไปก่อน "เย่ซิง" เขาตอบด้วยเสียงเรียบๆ ของเด็กคนหนึ่ง
"เย่ซิงรึ ชื่อเพราะดีนี่" ไป๋หลุนยิ้มกว้างขึ้น "เอาล่ะเย่ซิง ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพอข้าพักให้หายเจ็บอีกสักหน่อย ข้าจะพาเ้าออกจากป่านี้เอง!" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทั้งที่ขาของตัวเองยังสั่นเทาไม่หยุด
นี่คือ "ตลกฮาๆ" อย่างที่พวกมนุษย์เรียกกันสินะ การที่มดปลวกที่กำลังจะตายพยายามจะปกป้องพญามัจจุราช ช่างเป็ภาพที่น่าขันจนเย่ซิงเกือบจะหลุดยิ้มออกมา เป็รอยยิ้มที่เ็า
เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่นั่งลงเงียบๆ ข้างๆ ไป๋หลุน เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะเก็บสิ่งมีชีวิตที่แสนโง่เขลานี้ไว้ข้างกายชั่วคราว อย่างน้อยที่สุด มันก็รู้เส้นทางไปยังเมืองเฟิงหวาและอาจจะเป็เหยื่อล่อชั้นดีได้ในยามคับขัน
"ดีมาก!" ไป๋หลุนตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ "เ้านั่งพักตรงนี้แหละ พี่ชายคนนี้จะคอยระวังภัยให้เอง!"
เย่ซิงเหลือบมองไปรอบๆ ป่าที่เริ่มมืดลง เขาััได้ถึงสัตว์อสูรหลายตัวที่เริ่มออกหากิน แต่กลับไม่มีตัวไหนกล้าเข้ามาใกล้บริเวณนี้ อาจจะเพราะกลิ่นอายจางๆ ของเขาที่หลงเหลือจากการล่าครั้งก่อนๆ หากแต่ไป๋หลุนเขากลับคิดว่ามันเป็เพราะบารมีของตนเอง เด็กหนุ่มผู้ช่วยพ่อค้านั่งตัวตรง พยายามทำท่าทีให้ดูน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่เทพแห่งความตายในร่างเด็กน้อยนั่งมองเขาด้วยความสมเพชและคิดคำนวณถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากเขา