“อ่ะ”
ใบหน้าเล็กหันไปทางกลุ่มผมหนาด้านข้างมองคนที่คิดว่าหลับใหลคาบ่าของเธอ ก่อนจะค่อย ๆประคองร่างของเขาให้พิงไปกับพนักโซฟา และผละตัวออกห่างแต่ถึงกระนั้นความรู้สึกอุ่นวาบก็ยังคงลามไปทั่วใบหน้าและลำคอไม่หาย
“บ้าบอเขาป่วยอยู่คิดอะไรไม่เข้าท่านะริน”
ใบหน้าของเธอสะบัดอยู่หลายครั้งก่อนจะเรียกสติกลับมาอีกครั้งแล้วเดินกลับไปชั้นบนเพื่อหาผ้ามาเช็กตัวให้คนที่อยู่ด้านล่าง
ดวงตากลมมองร่างไม่ได้สติหลังเช็ดตามแขนและซอกคอของเขาเสร็จก่อนจะหันมองไปทางบันได แล้วหันมามองทางพี่เขยอีกครั้งอย่างหนักใจ
“เอาวะแบกก็แบก”
ร่างเล็กโน้มเข้าหาคนที่นอนพิงไปกับโซฟาในห้องนั่งเล่นก่อนจะคว้าแขนของเขามาพาดบ่าแล้วออกแรงยกจนเขาสามารถลุกขึ้นยืนได้ เท้าทั้งสองข้างออกเดินไปทางบันไดช้า ๆแม้ว่าจะทุลักทุเลแต่สุดท้ายนรินทร์ก็สามารถพาชายร่างสูงมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของเขาได้ในที่สุดเธอเปิดประตูห้องนอนใหญ่แล้วพาชายร่างสูงเดินตรงไปยังเตียงนอนกว้างพร้อมโน้มร่างเข้าไปให้ฟูกนอนก่อนจะปล่อยเขาลงไป
ฟู่ แฮกแฮก
เหมือนออกกำลังมาเป็ชั่วโมงเลย
ดวงตากลมมองกวาดมองร่างที่นอนคว้าหน้าอยู่บนที่นอนของเขาก่อนจะก้มลงช่วยจัดท่าทางของเขาให้ดีแล้วห่มผ้าให้พร้อมกับปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่แรงจนเกินไปก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้องนอนของเ้าบ้านหลังนี้
ทันทีที่บานประตูห้องนอนของพริ้มพราวปิดลงร่างอรชรของหญิงสาวก็หันหลังพิงไปกับบานไม้แล้ววางมือลงตรงหน้าอกที่สั่นระรัวอย่างไม่อาจห้ามก่อนปลายนิ้วเรียวไล้จากเนินหน้าอกไปที่บ่าตรงจุดที่รู้สึกัันุ่มหยุ่นร้อนระอุเมื่อตอนอยู่ชั้นล่าง
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนรินทร์” ศีรษะเล็กสะบัดอย่างก่อนจะพุ่งตัวไปที่นอนของหลานสาวแล้วล้มตัวนอนในทันทีพร้อมกับข่มตาหลับทั้งที่ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้ม
อื้อออ
เสียงแอะอะด้านล่างทำเอาคนที่นอนอยู่ชั้นบนของบ้านร้องครางออกมาด้วยความรำคาญ ศิวกรเลื่อนมือมาคลึงขมับปวดหนึบพลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงหวีดของลูกสาวดังมาจากด้านล่าง เขารีบคว้าโทรศัพท์มาดูเวลาก่อนจะพุ่งตัวไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
เจ็ดโมงสี่สิบแล้วเหรอน้องพริ้มสายแน่
แต่เมื่อประตูห้องเปิดออกเสียงหวีดร้องเคล้าเสียงหัวเราะก็ยิ่งดังจนคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ
“น้องพริ้มถูกใจอะไรแต่เช้ากัน”
“อร้าย...ปีศาจน้ารินจะจับน้องพริ้มแล้วกรี๊ดดด”
เท้าใหญ่ทั้งสองข้างหยุดชะงักหลังเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวหลังได้ยินชื่อของคนที่ไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่
‘รินนริทร์มาไทยเหรอ’
“กรี๊ดดดน้องพริ้มโดนปีศาจจับแล้ว กรี๊ดด”
“ชู้ววน้องพริ้มเดี๋ยวคุณพ่อตื่นค่ะ คุณพ่อไม่สบายอยู่ต้องนอนเยอะ ๆ”
“ค่ะชู่ววว ต้องเสียงเบา ๆ แต่ น้ารินปล่อยน้องพริ้มก่อนฮ่าฮ่า”
“ได้ยังไงกันไหนน้องพริ้มบอกน้าว่า หากน้าจับได้จะยอมกินข้าวไงคะมาเร็วนั่งที่เก้าอี้แล้วกินข้าว เดี๋ยวคุณพ่อลงมาน้องจะโดนดุเอานะคะ”
“คิกคิกค่ะน้องพริ้มนั่ง นั่งแล้ว”
นรินทร์มองใบหน้ากรุ้มกริ่มของหลานสาวพลางยิ้มตามก่อนจะวางร่างเล็กลงอย่างที่เ้าตัวขอทว่าเด็กหญิงกลับลงจากเก้าอี้พร้อมวิ่งหนีเธอไปทั่ว พร้อมหัวเราะชอบใจออกมาไม่หยุด
“น้ารินจับเร็วจับน้องพริ้มเร็วคิกคิก”
“น้องพริ้มครับ”
“คูณพ่อออตื่นแล้วว”
เด็กหญิงวิ่งเข้ามาหาคุณพ่อของเธอพร้อมกอดต้นขาของเขาแน่นส่วนหญิงสาวก็นิ่งค้างมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าบันได
“สวัสดีครับรินไม่เจอกันนานเลย”
“สวัสดีค่ะพี่กร”หญิงสาวตอบรับคนตัวสูง ก่อนจะรีบหันหน้าหนี แล้วแสร้งทำเป็สนใจอาหารบนเตา
“น้องพริ้มเล่นอะไรครับเสียงหัวเราะสนุกสนานเชียว”
“คุณพ่อขา น้องพริ้มหัวเราะน้ารินค่ะ น้ารินทำหน้าตลกมากน้องพริ้มเลยหัวเราะ”
“รินมาที่นี่ได้ไงครับ”
“ตอนแรกวันนี้รินจะไปหาพ่อกับแม่ที่กาญจน์แต่เมื่อคืนน้องพริ้มโทรมาแล้วรินเห็นเหมือนพี่กรไม่สบายเลยมาเพราะห่วงน้องพริ้มค่ะ”
“อ๋อ”ชายหนุ่มพยักหน้ารับพริ้มกวาดตามองไปรอบบ้าน แต่กลับไปเห็นร่างของพี่เลี้ยงลูกสาวที่จนตอนนี้แล้วยังไม่มาก่อนจะล้วงโทรศัพท์ออกมาหวังโทรถามว่าเวลานี้พี่เลี้ยงของบุตรสาวอยู่ที่ไหน แต่กลับมีข้อความขอลางานเด้งมาจากคนที่เขากำลังคิดจะโทรตาม
สีหน้าเหนื่อยหน่ายแสดงออกมาบนใบหน้าชายหนุ่มพร้อมถอนหายใจออกมาแล้วเก็บโทรศัพท์มือถือกลับไปที่เดิม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พร พี่เลี้ยงพริ้มพราวทำเช่นนี้ทุกครั้งหลังได้รับเงินเดือนเธอก็มักจะขอลาติดต่อกันหลายวันก่อนหน้านี้เพื่อนที่ทำงานของเขาเคยบอกให้หาพี่เลี้ยงใหม่ให้ลูกสาวแต่เพราะหลังยื่นขอพี่เลี้ยงใหม่กับบริษัทหลายครั้งก็ยังหาแบบที่้าไม่ได้เสียที
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่เลี้ยงน้องพริ้มลานะครับ”
“อ๋ออ”
หญิงสาวมองพี่เขยที่ลูบผมลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับเอากระเป๋านักเรียนไปถือ
“เอาละน้องพริ้มเราไปโรงเรียนกันเถอะครับสายมากแล้ว”
“น้องพริ้มอยากให้น้ารินไปส่งน้องพริ้มที่โรงเรียนด้วยค่ะ”
พริ้มพราวเอ่ยขัดขึ้นมาแล้วซบใบหน้าไปกับแขนของน้าสาว พร้อมเงยหน้ามองน้าด้วยท่าทางออดอ้อน
“นะคะน้ารินไปส่งน้องพริ้มนะ” ใบหน้ากลมเล็กจิ้มลิ้มถูท่อนแขนเรียว พร้อมกะพริบตาปริบ ๆให้ดูน่าสงสารใส่น้าสาวและพ่อของเธอ
“คุณพ่อจะให้น้ารินไปด้วยไหมน้องพริ้มถามคุณพ่อดูก่อนไหมคะ”
“คุณพ่อขาให้น้ารินไปส่งน้องพร้อมด้วยได้ไหมคะ”
“เออ”
กรเหลือบมองใบหน้าน้องภรรยาทีมองหน้าลูกสาวที ด้วยท่าทางลังเล ถึงจะเป็พี่เขยน้องภรรยากันไม่ต้องเกรงใจอีกคนมากก็ได้ และอีกคนก็เข้ากับคนง่ายแต่ตัวเขาก็ยังรู้สึกเกรงใจที่จะต้องรบกวนอีกฝ่ายอยู่ดีทั้งวันนี้นรินทร์บอกว่าจะกลับไปหาพ่อแม่อีก
“เออ”
“นะคะน้องพริ้มอยากให้น้ารินไปส่ง เหมือนคุณแม่”
ั์ของผู้ใหญ่ทั้งสองคนไหววูบเล็กน้อยพวกเขามองหน้ากันก่อนจะเป็กร ที่คลี่ยิ้มอย่างจำใจแล้วพยักหน้ารับกับลูกสาว
“เย้ๆน้ารินได้ไปส่งน้องพริ้มแล้ว เย้ๆ”
“ค่ะน้ารินไปส่งน้องพริ้มแล้ว”
หลังใช้เวลาบนโต๊ะอาหารอีกนิดหน่อยผู้ใหญ่ทั้งสองก็ออกมาส่งเด็กหญิงตัวน้อย ที่โรงเรียนอนุบาลใกล้บ้านตลอดเส้นทางในรถSUV คันใหญ่เต็มไปด้วยเสียงร้องเพลงและพูดจากสองน้าหลานส่วนคนที่ทำหน้าที่เป็โชเฟอร์อยู่ข้างหน้า ทำเพียงมองร่างทั้งสองผ่านกระจกมองหลังแล้วยิ้มเศร้าออกมาอย่างไม่รู้ตัว
‘พิมพ์ถ้าที่ข้างน้องพริ้มตอนนี้เป็คุณก็คงจะดีไม่น้อย’
“บายค่า...น้ารินตอนเย็นน้ารินมารับน้องพริ้มอีกได้ไหมคะ”
“เออ”
“ตอนเย็นน้ารินจะไปหาคุณตาคุณยายแล้วครับคงมาไม่ได้ให้คุณพ่อมารับเหมือนเดินนะ”
“จริงเหรอคะน้ารินมาไม่ได้เหรอคะ”
“เออ”
สีหน้าเศร้าสร้อยของหลานสาว ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองอดสงสารไม่ได้ก่อนใบหน้าหวานจะคลี่ยิ้ม ย่อตัวลงเสมอร่างของหลานสาว แล้วลูบกลุ่มผมนิ่ม
“ได้สิคะตอนเย็นน้ารินมารับน้องพริ้มนะคะ”
“เย้ๆงั้นน้องพริ้มไปก่อนนะคะ บ๊ายบายค่า” หญิงสาวมองท่าทางของหลานด้วยรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวหันหลังเพื่อเดินกลับไปที่รถ
“ขอโทษนะครับต้องรบกวนรินเลย”
ศิวกรเอ่ยออกมาหลังจากที่พวกเขาทั้งสองเดินออกจากหน้าประตูไม่กี่ก้าวใบหน้าครามคมก้มลงต่ำอย่างรู้สึกผิด และไม่กล้าสู้หน้าคนที่เดินข้างกัน
“รบกวนอะไรคะน้องพริ้มก็หลานริน อีกอย่าง่นี้รินว่างไม่ได้ทำอะไร มาอยู่กับแกก็ดีเหมือนกัน”
จากนั้นบทสนทนาของทั้งสองก็จบลงเพียงเท่านั้นตลอดเส้นทางจากโรงเรียนอนุบาลกลับไปยังบ้านของชายหนุ่มบรรยากาศในรถต่างกันกับตอนออกมาลิบลับ ทั้งสองก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
ส่วนกรที่วันนี้ตั้งใจเข้างานบ่ายก็ขึ้นมาอาบน้ำแต่รู้สึกปวดหัวและรู้สึกเหมือนไข้จะกลับมาเลยเผลอหลับไปทันทีหลับอาบน้ำเสร็จ
หลังจากนั่งเคลียร์งานอยู่นานนรินทร์ก็ละสายตาออกจากหน้าจอคอม มองนาฬิกาที่แขวนอยู่เบื้องหน้าแล้วมองไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง ที่พี่เขยขึ้นไป้าั้แ่กลับมาจากส่งหลานสาวตัวน้อยก่อนจะมองไปทางครัวที่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว
‘เอาไงดีไปถามพี่กรดีไหม?’
นรินทร์มองไปทางบันไดอย่างลังเลก่อนจะตัดสินใจพับหน้าจอโน๊ตบุ๊คลงแล้วเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เธอหยุดหน้าห้องของพี่เขยแล้วเคาะไปสองสามครั้ง ระหว่างนั้นเธอก็เอาหน้าแนบไปกับบานประตูไปด้วยทว่ารออยู่นานบานประตูก็ไม่เปิดออก
‘หรือเบาไปอีกสักรอบแล้วกัน’
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่กรพี่กรค่ะ เที่ยงแล้วรินจะสั่งข้าว พี่จะเอาด้วยไหม”
ก๊อก ก๊อก พี่กร
“อื้ออรินน”
“อ่ะพี่หลับอยู่เหรอคะ รินขอโทษที่รบกวนค่ะ พอดีรินเห็นว่าเที่ยงแล้วแล้วก็ของในบ้านเราหมดแล้วเลยจะสั่งแทน”
“อ๋อครับพอดีพี่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยเลยนอนหลับไป รินจะกินอะไรสั่งเลยครับพี่เอาอะไรก็ได้”
“ได้ค่ะแล้วพี่ทานยาหรือยัง หรืออยากไปหาหมอไหมเดี๋ยวรินพาไป”
“ไม่เป็ไรครับพี่ทานแล้วนอนพักเดี๋ยวก็หาย”
“อ๋อค่ะ”
“งั้นพี่นอนก่อนก็ได้เดี๋ยวรินสั่งข้าวให้ได้แล้วจะมาเรียก”
“ครับ”
กรมองร่างเล็กที่หันหลังจิ้มโทรศัพท์แล้วเดินกลับลงไปชั้นล่างก็ถอยกลับเข้ามาในห้องแล้วตรงไปที่เตียงนอน หวังจะงีบอีกสักหน่อยแต่หลังนอนหลับตาบนเตียงอยู่นาน ก็ไม่หลับสักทีจึงตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำก่อนจะลงไปชั้นล่างทั้งที่อีกคนยังไม่มาตาม
“อ่าว!พี่ลงมาแล้วเหรอ รินกะว่าจะจัดโต๊ะก่อนแล้วไปตาม”
“เท่าไหร่ครับเดี๋ยวพี่คืนเงินให้”
“ไม่เป็ไรค่ะไว้พี่เลี้ยงรินมื้อหน้าแล้วกัน”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”
ชายร่างสูงรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะไปนั่งลงบนเก้าอี้พลางมองชามข้าวต้มส่งกลิ่นหอมฉุย เรียกให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงาน
“รินเห็นว่าพี่ยังป่วยอยู่เลยคิดว่าพี่คงจะอยากได้อะไรร้อนๆ กินง่ายๆ”
“ขอบคุณนะครับ”
จากนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็กลับมาเงียบอีกครั้งทั้งสองต่างฝ่ายต่างกินข้าวในชามของตัวเอง ความรู้สึกอึดอัดเล็ก ๆอย่างเช่นเมื่อเช้าเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่มันจะลุกลามไปมากกว่านี้
กริ๊ง!กริ๊ง!
เสียงโทรศัพท์ของศิวกรก็ดังขัดความอึดอัดขึ้นมาเสียงก่อนทว่าเมื่อเห็นหมายเลขติดต่อเป็คุณครูประจำชั้นของบุตรสาวคิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันทันทีเพราะตอนนี้เป็เวลาพักเที่ยงลูกสาวของน่าจะวิ่งเล่นอยู่ในสนาม ก่อนเข้านอนบ่ายปลายนิ้วสากรีบกดรับปลายสายด้วยใจระทึก ก่อนใบหน้าระเื่เพราะพิษไข้จะซีดเผือดหลังปลายสายพูดจบ
“ครับครับ ผมจะรีบไป”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นด้วยท่าทางลนลานทั้งที่เพิ่งจะนั่งลงไปเมื่อครู่และข้าวในชามยังไม่ทันจะหมด ใบหน้าซีดขาวหันมองซ้าย ขวาก่อนจะคว้ากุญแจรถที่แขวนอยู่ตรงตู้ข้างทีวีแล้วเตรียมที่จะวิ่งออกไปนอกบ้านโดยไม่สนใจคนที่มองท่าทางร้อนรนของเขาแล้วลุกขึ้นตามมาด้วย
“พี่กรค่ะคือ!!”
ใบหน้าตื่นหันมองคนที่เรียกเขาด้านหลังก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในบ้านตอนนี้ไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียว
“รินน้องพริ้มล้มอยู่โรงพยาบาล”