ณ พระราชวัง
“ดี ดีมาก หยวนเอ๋อร์สมเป็ัของตระกูลโจวเราจริงๆ!”
ด้านหน้าโต๊ะอาหาร โจวฉิงใบหน้าแดงก่ำ ใบหน้าที่เคร่งขรึมในเวลานี้เต็มไปด้วยความดีใจเอ่อล้น มองโจวหยวนด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “เ้าคงจะไม่รู้ว่าฉู่เทียนหยางเข้ามาที่พระราชวังเพื่อบอกข่าวดีต่อหน้าข้าโดยเฉพาะ”
แน่นอนว่าเขาก็ทราบผลสอบจวนต้าโจวของโจวหยวนในวันนี้
ฉินอวี้ที่อยู่ด้านข้างก็มองโจวหยวนด้วยใบหน้าปลื้มยินดี แววตาเต็มไปด้วยความชื่นใจ
โจวหยวนกำลังกินข้าว เผชิญหน้ากับคำชื่นชมของฉินอวี้และโจวฉิงก็ทำได้แค่ยิ้มรับ แล้วพูดว่า “แค่การสอบไล่เท่านั้น สิ่งสำคัญคือการสอบวัดระดับสำนักปลายปีนี้พ่ะย่ะค่ะ”
พอโจวฉิงได้ยินก็หยักหน้า กล่าวด้วยความชอบใจว่า “ชนะแล้วอย่าได้เหลิง เ้าเด็กนี่ทุกข์ทรมานมาหลายปี นับว่าไม่เสียแรงเปล่า”
“สำหรับการสอบวัดระดับสำนักปลายปีย่อมสำคัญที่สุด”
โจวฉิงกล่าวช้าๆ ว่า “จวนฉีอ๋องดูแคลนจวนต้าโจว แอบวางกลอุบายมานาน หากการสอบปลายปีถูกพวกเขาชิงอันดับหนึ่งไปอีก เกรงว่าพวกเขาคงเริ่มลุกฮือ”
แววตาอำมหิตของโจวฉิงแผ่กระจายออกมา เห็นได้ชัดว่าเกลียดแค้นจวนฉีอ๋องสุดขีด
“ฉีเยวี่ยในตอนนี้เปิดลมปราณได้หกเส้น การสอบปลายปีย่อมแข็งแกร่งขึ้น หยวนเอ๋อร์ก้าวช้ากว่าเขา...” ฉินอวี้มองโจวหยวนด้วยความเศร้า ลังเลใจที่จะพูด
หากคิดลดช่องว่าง โจวหยวนต้องพยายามอย่างหนัก
โจวหยวนกลับมีท่าทีนิ่งเฉย แค่ยิ้มให้ฉินอวี้แล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อเสด็จแม่อย่าได้เป็กังวล ข้าไม่ปล่อยให้พวกเขาทำสำเร็จแน่”
ในอดีตด้วยเหตุที่เขาเปิดลมปราณไม่ได้จึงต้องหลบซ่อนภายใต้ปีกของเสด็จพ่อ แต่วันนี้เขาเปิดลมปราณได้แล้ว ย่อมต้องพยายามอย่างหนักเพื่อแบ่งเบาความกดดันเหล่านี้ของเสด็จพ่อ
เพราะเขาเข้าใจดีว่าวันนี้สถานการณ์ของต้าโจวนั้นอันตรายเพียงใด
เห็นท่าทางโจวหยวนเฉลียวฉลาดเช่นนี้ โจวฉิงกับฉินอวี้ก็ประทับใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังเ็ปและตำหนิตัวเอง ถ้าพวกเขาในตอนนั้นรู้กลอุบายของอู่อ๋องก่อนก็คงไม่ทำให้ต้าโจวตกต่ำถึงจุดนี้ ่เวลากันเดียวนั้นโจวหยวนก็ไม่ต้องแบกรับภาระกดดันจำนวนมากด้วยวัยเพียงเท่านี้
โจวหยวนรับรู้ถึงความรู้สึกหดหู่บางอย่างจากโจวฉิงและฉินอวี้ จึงรีบเปลี่ยนบทสนทนา “การสอบคราวนี้ข้าได้รับชัยชนะ พูดไปก็ยังต้องพึ่งพาคำชี้แนะจากพี่เยาเยา”
ที่ด้านข้าง เยาเยาซึ่งกำลังกินข้าวเงียบๆ พร้อมอุ้มทุนทุนอยู่ก็ได้ยินถ้อยคำนี้ กวาดสายตามองโจวหยวนแวบหนึ่ง คล้ายกับไม่พอใจให้พูดเื่นี้ถึงนาง
โจวฉิงพอได้ยินก็พยักหน้า แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พูดไปแล้วแม่นางเยาเยานับเป็ผู้มีพระคุณของพวกเรา ข้าขอดื่มให้หนึ่งจอก”
พอเขาพูดจบ ฉินอวี้ก็มองมาอย่างไม่พอใจ เยาเยาสำหรับนางแล้วเป็เด็กสาวที่ยังไม่เติบใหญ่ พฤติกรรมของโจวฉิงเป็สิ่งที่ไม่ดีต่อเด็กๆ
แต่โจวฉิงยังไม่ทันพูด เยาเยาที่เดิมทีไม่ชอบสนทนาก็มีแววตาเป็ประกาย ยื่นมือขาวออกมาเทขวดเหล้าก่อนจะยกดื่มจนหมด ดูเปิดเผยผิดปกติ
โจวฉิงตะลึง เห็นแววตาไม่สบอารมณ์ของฉินอวี้ก็ยิ้มกระอักกระอ่วนพลางรีบยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมด เขาไม่กล้าพูดเื่เหล้าอีกแล้ว
...
ณ จวนฉีอ๋อง
ในห้องหนังสือ หินเพลิงซึ่งแผดเผาอยู่ในตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัว
ด้านหลังโต๊ะหนังสือมีชายวัยกลางคนสวมชุดสีเหลืองคนหนึ่งนั่งประจำอยู่ เขากำลังพลิกอ่านตำรา ใบหน้าเฉยชามีพลังน่าเกรงขาม เสมือนมีความรู้สึกกดดันบางอย่างส่งออกมา ทำให้คนไม่กล้าดูแคลน
ด้านหน้าโต๊ะหนังสือของเขา ฉีเยวี่ยยืนเอามือแนบลำตัวใบหน้าแสดงให้เห็นความเคารพนับถือต่อบุคคลเบื้องหน้า
“เ้าบอกว่า องค์ชายไม่เอาไหนนั่นตอนนี้ฝึกการเปิดลมปราณได้แล้วรึ?” ความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีเหลืองก็ละสายตาออกจากตำราพลางกล่าวด้วยเสียงเ็า
“ขอรับ เสด็จพ่อ พลังเปิดลมปราณที่สองของเขาเอาชนะหลินเฟิงที่เปิดลมปราณได้สี่เส้น” ฉีเยวี่ยรีบตอบกลับ
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีเหลืองนี้ย่อมเป็ฉียวน ฉีอ๋องแห่งต้าโจว
ฉีเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนกับอสรพิษที่ต้องยำเกรง เขากล่าวช้าๆ ว่า “สมกับเป็คนที่เคยโชคชะตาเทพัเสียจริง ถูกทำลายจนเป็เช่นนี้ ก็ยังตะเกียกตะกายขึ้นมาจนมีชีวิตแข็งแกร่งได้”
ฉีเยวี่ยผุดแววตาอำมหิตแล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อ จะส่งข่าวให้ราชวงศ์อู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฉีอ๋องครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ราชวงศ์อู่ตอนนี้กำลังเปิดากับสองราชวงศ์ใกล้เคียง ไหนเลยจะมาสนใจต้าโจวที่กำลังรอความตาย สำหรับองค์ชายไม่เอาไหนนั่น โชคชะตาเทพัถูกทำลายไปแล้ว ทั้งยังถูกโชคชะตากัดกินจากพิษัพิโรธ คิดฟื้นฟูย่อมไม่ใช่เื่ง่าย ตอนนี้ก็แค่ฟื้นขึ้นมาฉายแสงเป็ครั้งสุดท้ายก่อนความตายมาเยือนเท่านั้น”
พอฉีเยวี่ยได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย ตอนนั้นโจวหยวนถูกทำลายจนสาหัส คิดลุกขึ้นมาย่อมไม่ง่าย
“อีกอย่างหนึ่ง ต่อให้เขาลุกขึ้นมาได้จริง ข้าฉียวนยังจะกลัวแค่เด็กเหลือขอด้วยหรือ?” ฉียวนหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ข้าเตรียมตัวมานาน ตอนนี้ต่อให้เป็โจวฉิงก็ไม่กล้าทำอะไรข้า แค่เด็กคนหนึ่งที่เปิดลมปราณสองเส้นจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้อย่างไร?”
“ถ้ากระทั่งองค์ชายไม่เอาไหนยังต้องรายงานต้าอู่ ก็จะยิ่งทำให้พวกเขาดูแคลน อนาคตต่อให้พวกเราวางกลอุบายใส่ต้าโจว เกรงว่าจะถูกพวกเขาชิงเอาความสำเร็จไป”
ฉียวนปิดตำราในมือลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า “เพียงปลายปีสำนักอี่ได้อันดับหนึ่งในการสอบ จวนต้าโจวก็จะตกอยู่ในมือของเรา นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด”
“ดังนั้น การสอบวัดระดับสำนักปลายปีเ้าจะต้องชิงเอาอันดับหนึ่งมาให้ได้”
เห็นฉียวนมองมา ฉีเยวี่ยก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเล ตอบอย่างมั่นใจว่า “เสด็จพ่อโปรดวางใจ การสอบปลายปีของจวนต้าโจวจะไม่มีผู้ใดสู้ข้าได้”
“สำหรับโจวหยวน ถ้าเขาทำตัวไม่ดี ถึงตอนนั้นข้าก็จะกำจัดเขา ดูซิว่าเขาจะลุกขึ้นมาได้อีกหรือไม่!”
พูดถึงจุดนี้ มุมปากของฉีเยวี่ยก็ปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ขึ้น
...
วันรุ่งขึ้น
่เช้าโจวหยวนยังคงฝึกเก้าสิบแปดท่าัเย้าอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ทะลวงลมปราณทุกวัน เสร็จสิ้นทุกอย่าง
พอทำจนครบทุกอย่างเขาก็ชำระล้างร่างกาย ก่อนจะออกจากพระราชวังมุ่งหน้าตรงไปยังจวนต้าโจว
ตอนนี้หลังจากเข้าสำนักเจี่ยได้เขาก็ไม่สามารถขาดเรียนบ่อยเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
ณ สำนักเจี่ย จวนต้าโจว
ภายในสำนักกว้างขวาง มีร่างกว่าสิบร่างรวมตัวอย่างครึกครื้นยิ่งนัก
เมื่อโจวหยวน ซูโย่วเวย และศิษย์ใหม่อีกหนึ่งคนเข้ามา สายตาของสิบกว่าร่างนี้ในสำนักก็เพ่งมองมา แววตาเต็มไปด้วยการเฝ้ารอและอยากรู้อยากเห็น
พอได้รับการจับจ้องเช่นนี้ทั้งสามคนก็ตกตะลึง
ขณะที่พวกเขาใในสำนักก็มีเงาร่างสองคนเดินเข้ามา เป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เด็กหนุ่มร่างกายกำยำ ผิวพรรณคล้ำเล็กน้อย ใบหน้าที่หยาบกร้านปรากฏรอยยิ้ม ดูจริงใจอยู่บ้าง
หญิงสาวกลับยิ่งงดงาม แม้เทียบไม่ได้กับซูโย่วเวย แต่ขาเรียวยาวคู่นั้นก็สะดุดสายตาอย่างยิ่ง
“ฮ่ะฮ่า ยินดีต้อนรับทั้งสามท่าน ข้าเป็หัวหน้าของสำนักเจี่ย มีนามว่าหยางไจ้” เด็กหนุ่มผิวคล้ำยิ้มให้ทั้งสามคนอย่างจริงใจพลางเอ่ยต้อนรับ
“ข้ามีนามว่าซ่งชิวสุ่ย” หญิงสาวที่สง่างามก็กะพริบตาให้ทั้งสามคนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อวานนี้ทราบข่าวว่าองค์ชายโจวหยวนและพรรคพวกเลือกสำนักเจี่ย วันนี้พวกเราทุกคนถึงได้มารอที่นี่”
แววตางดงามของนางมองไปยังซูโย่วเวย เม้มปากแล้วกล่าวว่า “แน่นอนว่า เ้าคนเหล่านี้มาเฝ้ารอหญิงงามอันดับหนึ่งของจวนต้าโจวเสียมากกว่า”
พอได้ยินเสียงหยอกล้อของนางซูโย่วเวยใบหน้าก็แดงก่ำ ท่าทางที่สง่างามนั้นทำให้เด็กหนุ่มไม่น้อยในสำนักต่างจับจ้องมองมา
หยางไจ้ยิ้มร่า มองโจวหยวนแล้วกล่าวว่า “ผลการสอบขององค์ชายโจวหยวนเมื่อวานนี้ ตอนนี้แพร่กระจายไปทั่งจวนต้าโจวแล้ว มีพวกท่านเข้าร่วมสำนักเจี่ย ชื่อเสียงและอำนาจของสำนักเจี่ยจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นไม่น้อย”
โจวหยวนโค้งมือคำนับ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ที่นี่ไม่มีองค์ชายอะไรทั้งนั้น เรียกข้าว่าโจวหยวนเถอะ”
หยางไจ้เห็นโจวหยวนสงบนิ่งเช่นนี้ก็ชะงักเล็กน้อย พยักหน้าด้วยรอยยิ้มแหยแล้วพูดว่า “ในเมื่อองค์ชายพูดเช่นนี้ ข้าก็ไม่เกรงใจ”
เมื่อทุกคนแนะนำตัวกันเสร็จ ไม่นานศิษย์ในสำนักเจี่ยก็เข้ามาทำความรู้จักกัน ศิษย์เก่าในสำนักเจี่ยเหล่านี้ล้วนเป็หนุ่มสาวจิตใจดีและร่าเริง ดังนั้นจึงไม่ได้เบ่งอำนาจอะไรออกมา หลังจากรู้จักกันก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นโจวหยวนจึงเข้าใจ หยางไจ้เป็อันดับหนึ่งของสำนักเจี่ย ด้วยเหตุนี้จึงได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักเจี่ย มีพลังเปิดลมปราณเส้นที่ห้า ส่วนซ่งชิวสุ่ยด้อยกว่าเล็กน้อย ทว่าเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้วเช่นกัน
พลังเช่นนี้เทียบกับฉีเยวี่ยไม่ได้แน่นอน ไม่แปลกใจที่ฉู่เทียนหยางจะกังวลเื่การสอบวัดระดับสำนักปลายปี
ระหว่างที่ทุกคนสร้างความคุ้นเคย ฉู่เทียนหยางก็เดินเข้าโถงเรียน กระแอมเบาๆ ทันใดนั้นเสียงเอะอะโวยวายของเหล่าหนุ่มสาวก็เงียบลงพร้อมกล่าวแสดงความเคารพ “คารวะท่านเ้าสำนัก”
ฉู่เทียนหยางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “นับจากวันนี้เป็ต้นไป สำนักเจี่ยของเรามีคนเพิ่มอีกสามคน พวกเ้าคงรู้จักกันแล้วใช่หรือไม่?”
หนุ่มสาวทั้งหลายต่างตอบรับ
“ดี หลังจากวันนี้เป็ต้นไปการฝึกของพวกเ้าจะเพิ่มขึ้นสองเท่า” ฉู่เทียนหยางเอามือไพล่หลัง กล่าวเสียงเ็า
ทันทีที่เอ่ยถ้อยคำออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องโอดครวญขึ้น
ฉู่เทียนหยางร้องหึกลบเสียงเ่าั้แล้วพูดเสียงกร้าว “การสอบปลายปีอยู่ไม่ไกล พวกเ้ายังไม่ขยันฝึกซ้อมอีก หากการสอบปลายปีไม่มีใครเปิดลมปราณระดับหกได้ ก็ไม่มีคุณสมบัติไปแย่งชิงกับผู้อื่น ถึงตอนนั้นสำนักเจี่ยก็เปลี่ยนเป็สำนักอี่ แล้วพวกเ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?!”
หนุ่มสาวทั้งหลายที่ได้ยินเสียงแผดร้องก็มีสีหน้าละอาย รีบหดหัวก้มคอ หยางไจ้ที่แข็งแกร่งที่สุดและซ่งชิวสุ่ยก็ยิ้มเจื่อน ตอนนี้สำนักอี่แข็งแกร่ง พวกเขานั้นพยายามเพื่อไล่ตามให้ทันแล้ว แต่ฉีเยวี่ยร้ายกาจเกินไปจนบดขยี้พวกเขาไว้ได้มาโดยตลอด
เห็นทุกคนไม่กล้าพูด ฉู่เทียนหยางก็ผ่อนคลายลงแล้วพูดขึ้นว่า “เตรียมตัวให้พร้อม วันนี้น้ำตกอวี้หลิงจะเปิด พวกเ้าอย่าได้ล่าช้า”
พอถ้อยคำเอ่ยขึ้น หนุ่มสาวทุกคนในสำนักก็แววตาเปล่งเป็ประกายทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“น้ำตกอวี้หลิง...”
เมื่อโจวหยวนได้ยินจิตใจก็สั่นไหว แววตาเต็มไปด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็น
เขาได้ยินเสด็จพ่อพูดไว้ว่าในจวนต้าโจวมีดินแดนล้ำค่าที่ใช้ฝึกแห่งหนึ่ง และที่แห่งนั้นก็คือ ‘น้ำตกอวี้หลิง’ ที่หลุดออกจากปากของฉู่เทียนหยางนั่นเอง
ในขณะเดียวกันสถานที่แห่งนี้ก็เป็หนึ่งในเหตุผลหลักที่โจวหยวนไม่คิดขาดเรียนหลังจากเข้าสำนักเจี่ย