เล่ห์รักจำลอง

    บทนำ จุดเริ่มต้นนังหนูก้นครัว

        ‘เดือน มาหาแม่หน่อยสิลูก’ 


        เด็กหญิงวัยแปดขวบหันตามเสียงเรียก เมื่อเห็นผู้เป็๲มารดาก็ยิ้มจนตาหยี ก่อนจะวิ่งตุบตับมาหามารดา ผู้เป็๲มารดาย่อตัวลงอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา 


        ‘แม่เคยบอกแล้วไงว่าอย่าวิ่ง เดี๋ยวก็ล้มเข่าแตกเหมือนคราวที่แล้วอีก’  อนงค์นางดุเด็กหญิงตัวน้อยด้วยท่าทางไม่จริงจังนัก แล้วจึงหันไปยิ้มอ่อนโยนให้กับหญิงอีกคนที่ดูแล้วน่าจะห่างจากหล่อนเกือบสิบปี


        ‘สวัสดีป้าโฉมสิลูก’


        เด็กหญิงเต็มเดือนเงยหน้าขึ้นสบตา ‘ป้าโฉม’ อย่างไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้คล้ายจะเอ็นดู เด็กหญิงจึงยกมือขึ้นพนมไหว้อย่างน่ารัก


        ‘แหม น่ารักน่าชังเชียว ดูท่าจะเป็๲เด็กขี้อายด้วยละมั้งเรา’


        ‘กับคนไม่คุ้นก็อย่างนี้แหละค่ะ’ มารดาของเด็กหญิงเป็๲ผู้ตอบให้


        ‘แต่เดี๋ยวอีกหน่อยเราก็ต้องคุ้นกันแล้วนะหนูเดือน’ โฉมสะคราญเอ่ยเย้าหลานสาวตัวน้อย ก่อนจะหันไปหาอนงค์นาง


        ‘จะไปสักกี่วันละแม่นาง’


        ‘คงสักสามสี่วันละคะ คุณทิตเขาว่าจะไปดูที่หลายเ๽้าอยู่เหมือนกันก่อนจะตัดสินใจ’ 


        ‘ตาทิตก็ไม่รู้ยังไง เอาลูกมาฝากฉันที่เป็๲พี่สาวแท้ๆ แทนที่จะมาเอง ดันให้เมียมาซะนี่’ โฉมสะคราญบ่นอย่างไม่ชอบใจนัก


        ‘คุณทิตเขายุ่งๆเ๱ื่๵๹ติดต่อเตรียมงานที่นู่นนะคะ นางเลยอาสามาแทน’


        ‘ยะ’ โฉมสะคราญตอบรับอย่างหมั่นไส้ 


        โฉมสะคราญกับอาทิตย์เป็๲พี่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันมา ซึ่งบิดามารดาของทั้งคู่สิ้นไป ญาติพี่น้องสายอื่นก็ไม่มี ดังนั้นจึงเหลือกันเพียงสองคนพี่น้อง 


                ตัวโฉมสะคราญนั้นผ่านการแต่งงานมาแล้วสองครั้ง กับสามีคนแรกมีลูกสาวด้วยกันสองคน คือ กรรวี กับกัลยา อายุห่างกันเกือบห้าปี ก่อนที่สามีจะด่วนเสียชีวิต/ปก่อน

                ปัจจุบันเธอจึงอยู่กินกับสามีใหม่นามว่าก้องเกียรติ และกำลังมีลูกสาวตัวน้อยๆ ในท้องอีกหนึ่งคน


        แต่แรกที่ ‘อาทิตย์’ น้องชายหล่อนพาอนงค์นางเข้ามาให้หล่อนรู้จัก หล่อนก็ยินดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากบ้านของหญิงสาวไม่ได้มีหน้ามีตา หรือเงินถุงเงินถังเป็๞เพียงพ่อค้าแม่ค้าที่หาเช้ากินค่ำ แม้ว่าตัวเองจะพอมีฐานะอยู่บ้าง แต่โฉมสะคราญก็เหมือนกับคนทั่วๆไปที่คิดว่า เงินต่อเงินมันย่อมดีกว่าเงินต่อเดียว 


        แต่อนงค์นางนั้นฉลาดจึงใช้ความใจเย็น อ้อนน้อมเข้าสู้ เมื่อเข้ามาจึงพยายามเข้าหา เอาอกเอาใจโฉมสะคราญ ทำตัวเป็๞น้องสะใภ้ที่ดี ดังนั้นโฉมสะคราญเองจากที่เคยอคติในครั้งแรกจึงพออ่อนลงมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้นิยมชมชอบมากมายเท่าไหร่นัก แต่ให้เมื่อไม่สามารถทัดทานอะไรน้องชายได้จึงได้แต่ทำใจ คิดเสียว่าอย่างน้อยมีน้องสะใภ้หัวอ่อน ยอมลงให้ตนคงดีกว่า ได้น้องสะใภ้ประเภทก๋ากั๋นไม่เห็นหัวใครเป็๞ไหนๆ คิดได้ดังนั้นโฉมสะคราญจึงปฏิบัติกับน้องสะใภ้อย่าง ‘เหมือนจะ’ ดีเสมอมา


        ‘นางกับคุณทิตเลยต้องมารบกวนพี่โฉมฝากยายหนูไว้หน่อยนะคะ’


        ‘เอาเถอะ ถือว่ามาอยู่เป็๞เพื่อนเล่นยายเกล้า กับยายแก้ว’ หรือเรียกอีกอย่าง คือ มาเป็๞ลูกไล่ให้ลูกสาวหล่อนทั้งสอง..


        ‘ขอบคุณนะคะ พี่โฉมแล้วนางกับพี่ทิตจะซื้อของมาฝากนะคะ’


        โฉมสะคราญยิ้มน้อยๆ นึกเหยียดในใจ ...ของฝากงั้นหรือ เฮอะ! ของส่วนใหญ่ที่น้องชายกับน้องสะใภ้หล่อนซื้อก็มีแต่พวกของอบแห้ง หรือไม่ก็ของจุกจิกเล็กๆน้อยๆไร้ราคา สำหรับหล่อนแล้วจะเอามาหรือไม่เอามาก็ค่าไม่ต่างกัน!


        ‘ขอบใจนะ’ แต่ตามมารยาท โฉมสะคราญจึงเอ่ยขอบคุณออกไปอย่างเสียมิได้


        หลังจากนั้นอนงนางค์ก็หยิบกระเป๋าใบย่อมๆของเด็กหญิงส่งให้เด็กในบ้านพี่สะใภ้ ก่อนจะหันไปสั่งลากับบุตรสาว แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นพออนงค์นางทำท่าจะเดินออกจากบ้านไปอยู่ๆแม่ลูกสาวตัวดีเกิดงอแงจะไม่ยอมถูกทิ้งให้อยู่บ้านผู้เป็๞ป้า


        ‘เดือน เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือลูก ทำไมอยู่ๆมางอแงแบบนี้’


        ‘หนูจะไปด้วย’ เด็กหญิงพูดทั้งน้ำตา


        ‘ไปได้ยังไงพ่อกับแม่ไปทำงานนะคะ’


        ‘ไป.. ให้หนูไปด้วย’


        ‘เอ๊ ทำไมคราวนี้ถึงดื้อนักนะ แม่บอกไปไม่ได้ไง’


        ‘กรี๊ดดดดดดด’


        ‘เดือน!!’


        ‘หนูจะไป!’


        ‘แม่บอกว่าไปไม่ได้ไง ถ้ายังดื้ออีกแม่จะตีแล้วนะ!’


         กว่าอนงค์นางจะออกจากบ้านพี่สะใภ้มาได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก อนงค์นางจึงต้องทั้งปลอบทั้งขู่อยู่พักใหญ่ นานเข้าก็หันไปมองพี่สะใภ้ที่มองมาคล้ายจะรำคาญก็นึกเกรงใจ จึงทำใจแข็งเดินจากลูกสาวตัวน้อยที่ร้องไห้แทบจะดิ้นลงกับพื้น ออกจากบ้านมาโดยไม่หันกลับไปมอง 


        ...โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า หลังจากนี้ชะตาชีวิตของทุกคนจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล