มู่เชียนรู้สึกตัวขึ้นพร้อมกับอาการโคลงเคลงในศีรษะ ดวงตาพร่ามัวมองไปรอบๆอย่างงุนงง เพราะเป็เวลาเช้าตรู่อากาศจึงค่อนข้างเย็น กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรลอยมาตามลม เสียงนกร้องและแสงอาทิตย์อบอุ่นที่ส่องผ่านช่องหน้าต่าง ช่วยทำให้เด็กสาวรู้สึกดีขึ้นมาก
ห้องที่เธออยู่ในตอนนี้มีสภาพเหมือนห้องในยุคก่อนตามที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์ เธอก้าวลงจากเตียงเพื่อหันมองไปรอบด้าน… เตียงสี่เสา ฉากไม้หอม โต๊ะตั่งแกะสลักลวดลายโบราณ ประตูและหน้าต่างกรอบไม้ทรงแปลกตา
‘ที่นี่ที่ไหน ?’
ย้อนคิดถึงความทรงจำก่อนจะหมดสติ เธอถูกคนชุดดำลักพาตัวขึ้นรถตู้มา จากนั้นก็มีคนแปลกๆหลายคนพยายามแย่งตัว ชั่วขณะหนึ่งมู่เชียนรู้สึกว่าตนเอง ‘ถูกสะกดจิต’ แม้จะมีสติเต็มที่แต่กลับไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ สุดท้ายก็เป็ชายชราชุดขาวคนหนึ่งที่พาตัวเธอมาที่นี่ เด็กสาวได้ยินเขาเอ่ยวาจามากมายระหว่างที่ตนยังไม่ได้สติ
‘ที่แห่งนี้คือมิติอี้เจ๋อ แคว้นต้าหนาน ..สายเืแห่งข้า ข้าเสียใจที่ต้องพรากเ้าจากครอบครัว ทว่านี่คือพันธสัญญาที่สืบทอดกันมาและเมื่อเ้าคือผู้ที่ถูกเลือก จงทำใจยอมรับมันเสียเถิด... ’
‘เื่ทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวกับพลังงานสีทองแน่ๆ’ มู่เชียนคิดพลางก้มลงมองฝ่ามือของตน กลุ่มพลังงานสีทองอบอุ่นปรากฏขึ้น นับจากวันที่ได้ะเิพลังงานขนาดใหญ่ออกมา เธอก็พบว่า ไม่เพียงสามารถควบคุมพลังงานนี้ได้ง่ายดายขึ้น แต่พลังงานที่เดิมปราศจากสีใดๆ กลับเริ่มเห็นเป็สีทองจาง
พลังงานนี้นอกจากจะสามารถทำให้พืชพันธุ์งอกงามได้มากกว่าเดิม บรรดาสัตว์ทุกชนิดยังชื่นชอบมันอย่างมาก ครั้งแรกที่เธอทำการทดสอบในห้องส่วนตัวนั้น บ้านทั้งหลังแทบเกิดหายนะจากเหล่าแมลงสาบและหนูนับร้อยตัว
“ตุ้บ ! ” เสียงจิ้งจกตัวหนึ่งตกลงมาบนเตียง มู่เชียนรีบกำมือเพื่อให้พลังงานนั้นหายไป แล้วคิดถึงคำพูดของชายชรา
‘ร่างที่ข้าเลือกให้สามารถปกปิดความสามารถของเ้าได้ ทั้งยังช่วยให้เ้าบรรลุภารกิจได้ง่ายขึ้น จงรวบรวมพันธสัญญาจากธาตุทั้งเจ็ดในมิติ เพื่อปลุกปราณอี้เจ๋อในกายเ้า เมื่อถึงวันที่สายเืเทพตื่นขึ้นเต็มที่ จะไม่มีผู้ใดในมิติแห่งนี้ สามารถทำอันตรายเ้าได้อีกต่อไป และหากเ้า้าเ้าจะสามารถกลับไปพบครอบครัวของเ้าได้อีกครั้ง ’
“้าสิ.. ฉัน้ากลับไป !” เด็กสาวเอ่ยเสียงสั่น เื่ทั้งหมดแม้ยังไม่เข้าใจดีนัก แต่ก็สรุปได้ว่าเธอมีภารกิจต้องทำ... เมื่อทำสำเร็จจึงจะได้กลับบ้าน
มู่เชียนหันมองกระจกเงาในกรอบไม้ เด็กสาวผมสีน้ำตาลใน อายุราว 14-15 ปีมองกลับมา รูปร่างผอมบางสวมชุดผ้าป่านสีเขียวขลิบขาวเรียบง่าย ดวงตาสีน้ำตาล และจมูกเรียวเล็ก ขัดกับริมฝีปากค่อนข้างหนา ดีที่ผิวพรรณใสกระจ่าง จึงถึงกับต้องใช้คำว่าขี้ริ้วมาบรรยาย. เพียงแค่ไม่น่ามองเท่าใดนัก วางไว้ที่ใดก็สามารถกลืนหายไปกับฝูงชนได้
หลังจากสูดหายใจรวบรวมสติครู่ใหญ่ มู่เชียนก็สงบใจลงได้.. ในเมื่อเื่เกิดขึ้นแล้วก็คงได้แต่ยอมรับ และหาทางแก้ไขต่อไป “นี่คือร่างที่เราต้องอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อทำภารกิจสินะ ”
เด็กสาวพิจารณาร่างในกระจกอีกครั้ง เมื่อประสานสายตาเข้ากับดวงตาในกระจก ความทรงจำทั้งดีและร้ายก็พรั่งพรูเข้ามาในสมอง
ร่างเดิมนี้ชื่อมู่เชียนเช่นกัน ตระกูลมู่เป็ตระกูลนักยุทธ์ที่มีเกียรติ ในประวัติศาสตร์แคว้นต้าหนานได้สร้างนักยุทธ์ระดับสูงให้แก่แคว้นแห่งนี้นับไม่ถ้วน ถือเป็หนึ่งในสี่ตระกูลผู้พิทักษ์ที่ได้รับความไว้ใจจากราชวงศ์หนานอย่างยิ่ง
แคว้นต้าหนาน ตั้งอยู่บนทวีปกลาง ในดินแดนแห่งนี้มีสิ่งอัศจรรย์มากมาย ทั้งพลังยุทธ์ ปราณธาตุ สัตว์อสูร และ สิ่งเหนือธรรมชาติ ใต้หล้าแห่งนี้ผู้ที่มีพลังยุทธ์คือผู้แข็งแกร่ง ผู้ไร้พลังเป็เพียงชนชั้นแรงงาน
ขั้นเริ่มแรกของการฝึกฝนพลังยุทธ์คือการรวบรวมปราณธาตุ ระหว่างรวบรวมปราณธาตุนั้น ร่างกายจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เหนือคนธรรมดาทั่วไป ต่อเมื่อรวบรวมปราณธาตุเข้าสู่ร่างกายได้ จะเข้าสู่ขั้น ‘นักยุทธ์’
นักยุทธ์มีเก้าขั้น เริ่มต้นจากนักยุทธ์ 1 ดาว จนถึง 9 ดาว ความแข็งแกร่งของนักยุทธ์ 9 ดาวนั้นเรียกได้ว่าเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ หมัดเดียวสามารถล้มช้างได้ด้วยมือเปล่า
สุดท้ายเมื่อบรรจุพลังเต็มเปี่ยมในร่างกาย ก็ถึงเวลานำออกมาใช้ภายนอกแปลงเป็พลังใช้โจมตีศัตรูได้ นั่นเรียกว่าบรรลุขั้น ‘ยอดยุทธ์’
ผู้ที่มาถึงขั้นนี้ในแคว้นต้าหนานนั้น จึงจะนับว่าเข้าสู่ระดับนักสู้ของแว่นแคว้น นับเป็กำลังสำคัญของแผ่นดินอย่างแท้จริง
หากควบรวมพลังเ่าั้ได้หนาแน่นสร้างจนเป็รูปร่าง ส่งออกไปโจมตีระยะไกล นั่นคือบรรลุขั้น ‘ปราชญ์ยุทธ์’ แคว้นต้าหนานนั้น ผู้สำเร็จปราชญ์ยุทธ์มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ส่วนมากล้วนเป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่..
ทั้งตระกูลมู่มีปราชญ์ยุทธ์อยู่เพียงท่านเดียว คือมู่จง ท่านปู่ของนางซึ่งเป็ผู้นำตระกูลมู่คนปัจจุบัน
ส่วนผู้ฝึกตนขั้นสูงกว่านั้น เนื่องด้วยการเสื่อมถอยของพลังปราณในมิติทำให้มนุษย์ไม่อาจรวบรวมปราณยุทธ์ได้ง่าย ผู้สำเร็จปราณระดับสูงเ่าั้แทบจะกลายเป็ตัวตนระดับตำนานไปแล้วในแคว้นแห่งนี้
ปราณธาตุในมิติแยกออกเป็เจ็ดธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ แสง และธาตุมืด ยิ่งมีจำนวนธาตุในร่างกายน้อยก็ยิ่งสามารถรวบรวมปราณเพื่อฝึกตนได้เร็วมากขึ้น ทว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยนัก โดยเฉพาะผู้มีปราณธาตุเดี่ยว หากปรากฏขึ้นพวกเขาจะถูกเรียกเป็อัจฉริยะ
หากเป็ผู้มีปราณธาตุคู่ อาศัยสติปัญญาที่ไม่โง่เขลานัก ร่วมกับธาตุในร่างเป็ธาตุที่ส่งเสริมกัน ก็จะบอกถึงพร์ที่มีต่อสายงานต่างๆอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ‘ธาตุไม้คู่ธาตุไฟ’ เรียกว่ามีพร์ในศาสตร์ปรุงยา ‘ธาตุลมคู่ธาตุมืด’สามารถฝึกฝนเป็มือสังหารและสายลับ ‘ธาตุลมคู่ธาตุไฟ’ ก็มีคุณสมบัติเหมาะสมกับศาสตร์แห่งทหาร และหากเป็ ‘ธาตุแสง’ ไม่ว่าคู่กับธาตุใดๆ ก็จะกลายเป็ผู้ฝึกปราณโอสถที่หาได้ยาก
ผู้ที่มี 3 ปราณธาตุ ขอเพียงมีความพยายามแม้ไม่โดดเด่นนักแต่ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกปราณได้ ทว่าหากคนผู้นั้นปราณธาตุเกินกว่า 4 ธาตุขึ้นไป ... ต่อให้พยายามชั่วชีวิตก็ไม่อาจก้าวหน้าไปกว่านักยุทธ์ระดับล่างเท่านั้น !
ความเหนือชั้นของร่างนี้ก็คือ มู่เชียนมีถึง 7 ธาตุในกายด้วยกัน !
แม้เพียงผู้ 4 ธาตุ ก็แทบจะมิอาจเรียกว่าผู้ฝึกตนได้ ประสาอะไรกับนาง นี่แทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาเลยมิใช่หรือ…?!
‘ปราณขยะ’ คือคำเรียกสำหรับคนที่มีปราณในร่างมากเกินกว่าจะฝึกตนได้ และนั่นเป็สาเหตุให้ ‘หลานสาวสายตรงแห่งตระกูลผู้พิทักษ์’ ต้องถูกเนรเทศมาเฝ้าแปลงสมุนไพรหลังการทดสอบตอนอายุ 12 ปี !
‘เชียนเอ๋อ อย่างน้อยเ้ามีธาตุไม้ และ ธาตุน้ำ จงไปดูแลพื้นที่เพาะปลูกของตระกูล หากสามารถช่วยให้สมุนไพรเติบโตแข็งแรงขึ้นบ้าง เช่นนี้ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้ตระกูลมู่ของเราได้แล้ว’ เสียงทอดถอนใจของท่านปู่ ทำให้มู่เชียนไม่อาจปฏิเสธได้
เด็กสาวรู้ดีว่าตนไม่มีพร์ด้านการฝึกยุทธ์ … นางลอบฝึกฝนอยู่ที่เรือนเพาะสมุนไพรแห่งนี้มากว่าสองปี กลับยังคงวนเวียนอยู่ที่ขั้นรวบรวมปราณธาตุเข้าร่างเท่านั้น ไม่อาจบรรลุขั้นนักยุทธ์ได้
ได้ยินมาว่าบุตรสาวท่านอาสาม ‘มู่เยว่’ ฝึกฝนและรวบรวมปราณธาตุไม่ถึง 1 ปีก็สามารถบรรลุนักยุทธ์ ระดับ 1 ดาวแล้ว….. สิ่งที่เรียกว่าพร์นั้นช่างน่ากลัว
‘ตัวซวย !’ ถ้อยคำเสียดสีของคนในตระกูลกล่าวก่อนที่มู่เชียนจะจากมา สายตาที่มองส่งนั้นมีทั้งความสมเพชระคนเห็นใจ ผิดหวังและดูแคลน
ช่วยไม่ได้ที่พวกเขาจะโกรธแค้น ก่อนหน้านี้.... บิดาของนาง ‘มู่เหวินป๋อ’ คือผู้ฉายาอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งทวีปกลาง เพราะปราณธาตุไฟบริสุทธิ์ จึงทำให้เขาสามารถเข้าสู่ยอดยุทธ์ชั้นต้นได้ด้วยวัยเพียงไม่ถึง 20 ปี นับเป็ผู้เยาว์คนแรกในรอบ 100 ปีของต้าหนานที่สามารถทำได้
คุณชายใหญ่ มู่เหวินป๋อดั่งสัญลักษณ์แห่งความหวังที่จะพาตระกูลมู่ขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์ เป็ความภาคภูมิใจสูงสุดของท่านปู่และคนในแคว้น ใครจะนึกว่าวันหนึ่งเขากลับหายสาบสูญไปอย่างปริศนา ระหว่างการเดินทางกลับจากงานประลองสี่แคว้นเมื่อ 14 ปีก่อน
มารดาของทั้งคู่ ‘หลิงซานซาน’ เป็สตรีที่มีพร์ด้านการรักษาสูงส่ง ที่นางคือ ปราณธาตุแสงบริสุทธิ์
ในแคว้นที่โด่งดังเื่สมุนไพรการปรุงยาอย่างแคว้นต้าหนานนั้น ธาตุแสงเป็ที่นิยมอย่างมาก ธาตุเดี่ยวแสงหาได้ยากยิ่ง ไม่เพียงง่ายต่อการฝึกฝน แต่พลังการรักษายังสูงส่งกว่าผู้ที่มีปราณธาตุผสมยิ่งนัก ว่ากันว่า หากผู้ฝึกบรรลุขั้นยอดยุทธ์ชั้นต้น จะสามารถยื้อชีวิตผู้าเ็ใกล้ตายได้ และหากสามารถบรรลุได้ถึงขั้นปราชญ์ยุทธ์ เพียงใช้พลังเล็กน้อยก็สามารถรักษาคนแขนขาดหรือ ขาพิการ ให้กลับมาเป็ปกติได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่บิดาหายตัวไป มารดาก็ทิ้งมู่เชียนและน้องชายไว้ที่ตระกูลมู่ กล่าวว่าจะไปสืบหาความจริง แต่กลับหายสาบสูญไปไม่ทราบข่าวคราวอีกคน บัดนี้นับได้เกือบสิบห้าปีแล้ว สองพี่น้องจึงกำพร้าบิดามารดาโดยสมบูรณ์
ด้วยพร์อันสูงส่งของบิดามารดา ทุกคนในตระกูลต่างก็ตั้งความคาดหวังไว้กับมู่เชียนและน้องชายอย่างมาก ทั้งคู่เติบโตขึ้นอย่างดีภายใต้การเลี้ยงดูของอาหญิง ‘มู่เฟยเซียน’ อดีตสามีของท่านอาเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย นางไร้บุตรจึงเห็นมู่เชียนและน้องชายเป็เสมือนแก้วตาดวงใจ วันที่มู่เชียนถูกเนรเทศออกมา มู่เฟยเซียนจึงอ้อนวอนขอร้องท่านปู่ให้ได้ตามมาดูแลนาง
ท่านอาหญิงจากมาโดยไม่คิดห่วงใย ‘มู่เฉิงหลิน’ น้องชายฝาแฝดของมู่เชียนเลยสักนิด สาเหตุก็คือมู่เฉิงหลินมีพร์สูงส่งอย่างยิ่ง
ในวันทดสอบปราณธาตุ เขามีปราณธาตุบริสุทธิ์ ...เป็ธาตุไฟเช่นเดียวกับบิดา !
มู่เฉิงหลินได้รับความสำคัญจากคนตระกูลอย่างมาก ชื่อของเขาถูกบรรจุเข้าสู่หนึ่งในสิบอันดับแรกของผู้รับการทดสอบเข้า ‘ตำหนักเซียนอัคคี’ เมื่อไม่กี่วันมานี้ น้องชายยังส่งข่าวมาว่าสามารถบรรลุนักยุทธ์ระดับ 3 ดาวแล้ว
‘รอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะเข้าสู่สถานศึกษา หากข้าบรรลุระดับยอดยุทธ์เมื่อไหร่ ข้าจะสามารถขอให้พวกเขานำเ้ากลับมา.. ขอเพียงข้าแข็งแกร่งเพียงพอไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำร้ายเ้าได้ ! ’
จดหมายของน้องชายนำความอบอุ่นมาสู่จิตใจของมู่เชียน …ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้เป็พี่รู้สึกด้อยค่าที่ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้
นับจากวันที่ผลการทดสอบปราณธาตุถูกเปิดเผยออกมา ชะตาของสองพี่น้องก็ถูกแยกจากกัน ผู้หนึ่งก้าวเดียวถึงฟ้า อีกผู้หนึ่งก้าวเดียวลงเหวลึก… นั่นแหละสิ่งที่เรียกว่าพร์ !
ความทรงจำทั้งหมดของร่างเดิมจบลงตรงนั้น... ทว่ามู่เชียนกลับยังมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“... รวบรวมธาตุทั้ง 7...ปลุกปราณอี้เจ๋อ ... ต้องทำยังไงล่ะ ? ทำแล้วจะได้กลับบ้านจริงเหรอ ?” เสียงใสเอ่ยพึมพำ พลางก้มหน้าลงอย่างจนใจ
“เฮอะ ! …หากเ้าบรรลุเทพยุทธ์กลายเป็เ้าของมิตินี้ จะเดินทางกลับไป-กลับมากี่ครั้งก็ย่อมได้ !” เสียงเล็กๆยียวน กวนประสาทของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้น