บทที่ ๓
ในแรกพบ
เรือนกาลเวลาที่คุณหญิงเฟื้อตั้งชื่อไว้นั้นอยู่ในเขตแดนล้อมรั้วเดียวกับเรือนอาศัย หากเดินเท้าผ่านแปลงดอกไม้ขนาดยาวเลียบริมแม่น้ำผ่านศาลาขนาดย่อมสีขาวก็นับว่าไม่ไกลนักที่นี่มีความหมายครอบคลุมไปยังสิ่งของเก่าเก็บหลากประเภทที่ผ่านมาหลายยุคสมัยอันเป็ความชอบส่วนตัวของเธอที่ได้รับอิทธิพลมาั้แ่ครั้งบิดาคือหม่อมเ้าเทพธานี เทวาวัน ยังมีชีวิตอยู่ โดยทะนุบำรุงรักษาไว้เป็อย่างดีดังนั้นการที่เธอมอบกุญแจดอกสำคัญนี้ให้แก่เทียนเก้าเท่ากับเธอเห็นความสำคัญของชายหนุ่มเป็พิเศษทีเดียว
เมื่อเทียนเก้าถือกุญแจดอกนั้นยืนอยู่หน้าเรือนไม้สีฟ้าอ่อนชั้นเดียวซึ่งปิดตายเงียบเหงาหน้าต่างไม้สักทุกบานปิดสนิท สีสันเก่าคร่ำไปตามกาลความซีดจางที่ปรากฏแก่สายตาแลทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาทอดถอนใจบางเบาพลางคิดว่าถ้าผู้สูงวัยมอบหมายให้เขาเป็ผู้ดูแลที่นี่เขาควรจะปรับปรุงทาสีใหม่ดีหรือไม่
ชายหนุ่มก้าวผ่านพุ่มเข็มขาวเป็ช่อดกพราวเหนือใบเขียวรูปรีขอบขนายปลายใบแหลมไปยังชานโล่ง ไขแม่กุญแจที่คล้องประตูแล้วถอดสลักออกเสียงเอียดอาดของบานเฟี้ยมดังขึ้นยามเปิดกว้างพับทบกันเป็ชั้นทั้งสองข้างกลิ่นอับทึบภายในห้องกระทบปลายจมูกชั่วลมวูบผ่านมองเห็นแสงอ่อนพาดผ่านช่องลมสาดเข้ามากระทบเครื่องเรือนหลากชิ้นที่ตั้งชิดผนังลามไปถึงพื้นไม้กระดานครั้นกวาดสายตาสำรวจเพียงคร่าวๆยังทำให้เขาเกิดความทึ่งในรสนิยมของคุณหญิงเฟื้อยิ่งนักเพราะสิ่งของต่างๆที่วางจัดเป็ระเบียบล้วนเป็ ‘ความทรงจำ’ แห่งยุคสมัยก็มิปาน
เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเข้ามาที่เรือนแห่งนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใดรู้แต่ว่าใน่วัยนั้นเขาหาได้สนใจสิ่งของตรงหน้าไม่...แต่ยามนี้แม้เขาอายุเพียงสิบแปดยังอยู่ในวัยศึกษาหาความรู้เพิ่งเข้าเรียน่ชั้นปีที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์อันเป็สถานที่เดียวกับน้องสาวเขากลับรับความรู้สึกของผู้เก็บสะสมสิ่งของมีค่าเหล่านี้ได้ดีว่า มันมีความหมายเพียงไรต่อคุณค่าของจิตใจ
สายตาเขาเริ่มจับไปที่สิ่งของทีละอย่าง...
สิ่งของใกล้ตาคือตู้ขาหมูสี่ช่องสามลิ้นชักแกะลายบัวคว่ำบนและล่างแกะฟักด้านข้าง สีน้ำหมาก เนื้องานประณีตสังเกตได้จากการเข้าสลักเดือยไม้ทั้งหมดประเมินอายุการใช้งานไม่น่าจะต่ำกว่าห้าสิบปี้ามีข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิก ไม่ว่าจะเป็กาน้ำชา กล่องเครื่องเย็บกล่องใส่มีดทองเหลืองสำหรับปอกผักผลไม้ ชุดกินหมากทำใส่หีบไม้ล้วนแต่เป็ของที่มีเอกลักษณ์ทางด้านรูปทรงส่วนถัดไปติดกันเป็ตู้ทรงสูงห้าเหลี่ยมแกะสลักลายเครือเถาดอกไม้กรุกระจกใสทั้งสิบหกช่องภายในตู้ตั้งโคมไฟทองเหลืองมีหูจับสลักตัวหนังสือจารึกในงานพระศพของพระองค์เ้าหนึ่งบริเวณโค้งบนถัดไปอีกชั้นคือรางอัดกลีบสไบทรงยาวส่วนชั้นล่างลงไปเป็งานถ้วยโถโอชามและเครื่องเบญจรงค์จำนวนมาก
เขายืนพิศพิจารณาด้วยความตื่นตาต่อสิ่งของอันหาค่าประเมินมิได้เมื่อคิดต่อยอดออกไปว่า หากสิ่งของเหล่านี้ดำรงอยู่ไว้ตามเจตนารมณ์ของผู้เก็บรักษาผ่านไปตามกาลสมัยไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม คุณค่าในสิ่งของเ่าั้จะสูงล้ำเพียงไร
เมื่อกวาดตาต่อไปอีกก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ เพราะสิ่งที่กระทบสายตานอกเหนือไปจากนาฬิกาโบราณทรงต่างๆ เครื่องพิมพ์ดีดเก่าเก็บ กำปั่นเหล็กพัดลมน้ำมันก๊าดตะเกียงเ้าพายุที่วางเรียงกันเป็ตับ...เขาเห็นภาพเขียนรูปบุคคลแขวนอยู่ตามฝาผนังเรียงกันเป็แนวยาวแต่ละบานล้วนเป็ภาพที่ทรงคุณค่ายากหาใดเปรียบเพราะคือภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระเ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันในพระอิริยาบถต่างๆ
เขาจึงนึกถึงสิ่งที่คุณหญิงเฟื้อปลูกฝังมาแต่ยังเยาว์เกี่ยวกับพระองค์ท่านดังว่า...‘พ่อเทียนเกิดบนผืนแผ่นดินนี้...จงสำนึกไว้ด้วยความภูมิใจเถิดนะว่าไม่มีถิ่นฐานใดจะร่มเย็นเป็สุขเท่ากับอาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ทองของบพิธผู้ปกครองแผ่นดินโดยธรรมเช่นพ่อหลวงของปวงชนอีกแล้ว...’
เมื่อนึกดังนั้นมือสองข้างของชายหนุ่มก็ยกขึ้นจดเหนือแผงอกด้วยความปลื้มปีติแม้เห็นเพียงภาพเขียนอันเป็ตัวแทนพระองค์
แล้วสายตาก็เหลือบไปสะดุดยังเสาไม้กลางห้องใต้แนวเพดานไม้ที่ตีแผ่นยาวเรียงแถว มีโคมไฟเจียระไนห้อยระย้า แม้นไฟไม่ติดสักดวงแต่ความระยับของเนื้อแก้วยามถูกแสงจากภายนอกที่พาดผ่านมากระทบสาดไปยังภาพบานหนึ่งที่แขวนอยู่กลางเสาทำให้สายตาเขาหยุดมองด้วยความรู้สึกชวนฝัน
เขาแน่ใจว่าสตรีผู้อยู่ในภาพเขียนนั้นไม่ใช่คนอื่นไกลถึงแม้ห้วงเวลาบันทึกความทรงจำขณะลงเส้นและสีจะบ่งว่าวัยวันย้อนไปราวสักสี่สิบกว่าปีก่อนแต่ดวงตาสีดำขลับที่ทอแววใส รอยยิ้มมีความพริ้มพิมพ์ใจประทับอยู่ในยามแย้มริมฝีปากคงเค้าความงามไม่เปลี่ยน เป็เครื่องบ่งชี้ว่าสตรีในรูปมีความสุขเพียงไร
สตรีในภาพนั้นก็คือ...คุณหญิงเฟื้อนั่นเอง
เมื่อก้าวเท้าไปจนร่างเกือบประชิดต้นเสาแหงนหน้าขึ้นพิศภาพเขียนในระยะใกล้ เขาเห็นตัวอักษรบางอย่างปรากฏอยู่ด้านขวาของภาพ
ลายอักษรตวัดเป็เส้นสะกดได้ความว่า ‘ภิรมย์’
ใต้ข้อความนั้นระบุปีพุทธศักราช ๒๔๗๐
///////////////////////////////////////////////////