
...เพียงปลายเท้าแตะดินก็นิ่งมากตัวไม่ไหวเลย บ่งถึงทักษะวิชาตัวเบาชั้นสูง นางเป็หญิงวัย 50 กว่าปีร่างท้วมนิดๆ ดวงตาเรียวคมเหมือนดาบปลายพู่ ผมสีขาวประปรายยาวประบ่า เกล้าผูกเรียบง่ายด้วยผ้าไหมครามเข้ม ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นจากกาลเวลากลับแฝงความสง่างามอย่างธรรมชาติ
เลี่ยหยางสายตาสอดส่ายสำรวจพบว่าเธอใช้มือซ้ายจับกระบี่ เขาคิดในใจว่าช่างหายากนักคนที่ถนัดกระบี่มือซ้ายแบบป้าคนนี้
อาจารย์อายิ้มบางๆให้เลี่ยหยางและเยว่หลิง
"ต้องขออภัยจอมยุทธทั้งสองที่ศิษย์ของข้าล่วงเกินพวกท่าน"
"นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว ระยะทางไปโรงแรมก็ยังอีกไกล ให้ข้าไถ่โทษด้วยการเชิญพวกท่านพักค้างแรมในสำนักดีหรือไม่?"
เลี่ยหยางไม่เคยขึ้นไปข้างบนดูในสำนักฮั่วซานเลย เขาเลยตอบตกลง ส่วนเยว่หลิงก็ทำหน้านิ่งๆเช่นเคย แนวว่าเ้าเอาไงข้าก็เอาอย่างงั้นแหละ
แต่พอมีเห็นบันไดทางขึ้นเขา เลี่ยหยางก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัดสินใจผิด คือมันแทบจะเป็แนวตั้ง เพราะูเามีลักษณะสูงชัน หน้าผาแทบจะตั้งฉากกับพื้นดิน แค่บันไดทางขึ้นก็เรียกได้ว่าอันตราย สมแล้วที่เขาเล่าลือว่ามีเทพเซียนอยู่บนยอดเขา
ศิษย์ทั้ง 10 ของสำนักฮั่วซานขึ้นบันไดกันอย่างคล่องแคล่ว และหันมายิ้มเยาะเย้ยเลี่ยหยางที่ค่อยๆขึ้นด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ
ทันใดนั้นเยว่หลิงก็เข้ามากอดเอวเลี่ยหยาง "ข้าพาเ้าขึ้นเอง" แล้วเขาก็ะโสูงมากราวกับบินได้ ทุกคนตื่นใ อาจารย์อาคิดในใจว่าวิชาตัวเบาของหนุ่มหล่อชุดขาวผู้นี้เก่งยิ่งกว่าข้าเสียอีก ข้าคิดไม่ผิด ไม่ใช่แค่ใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพเซียน แต่ฝีมือเขาก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
บนยอดเขาที่สำนักฮั่วซานตั้งอยู่ เสมือนอยู่ท่าทกลางเมฆหมอกล่องลอย ราวกับลอยอยู่ระหว่างโลกและ์ มีหินเก่าแก่ที่สลักด้วยอักขระโบราณเต็มไปด้วยคราบตะไคร่และร่องรอยกาลเวลา เบื้องล่างเป็หน้าผาที่ทอดยาวหลายร้อยจั้ง
ฮั่วซานไม่ใช่สำนักใหญ่แบบเส้าหลินหรือบู๊ตึ๊ง แต่มีชื่อเสียงในฐานะสำนักหนึ่งของเต๋า อาคารสำนักเป็เรือนไม้โบราณ หลังคาซ้อนชั้นงดงาม ลายไม้แกะสลักเป็ภาพัและหงส์ บางจุดมีธงและผ้าไหมสีคราม ปลิวสะบัด แผ่นไม้แกะสลักบนเสามีตัวอักษรจีนโบราณสอนใจเป็จุด ๆ อาทิเช่น
“น้ำที่สงบนิ่ง แฝงด้วยกระแสลึก”
“ผู้สูงส่งมิได้เพียงยืนเหนือผู้อื่น หากแต่ยืนเหนือกิเลสของตนเอง”
นอกจากนี้รอบๆ สำนักก็มีต้นสนเก่าแก่โค้งงอประหนึ่งทักทายผู้มาเยือน กลิ่นสนปะปนหมอกและความเย็นของูเา
กลางลานใหญ่ของสำนัก มีลานฝึกกระบี่กว้างขวางปูด้วยหินขรุขระร่องรอยการฝึกฝนของนักพรตหลายชั่วอายุคน เสียงเหล็กกระทบเหล็กของเหล่าศิษย์ที่ฝึกฝนฝีมือรวมถึงเสียงคำสอนจากอาจารย์ดังก้องเป็ระยะๆ
อาจารย์อาให้ศิษย์คนหนึ่งมาพวกเขาทั้ง 2 คนไปห้องพัก เยว่หลิงและเลี่ยหยางก็เดินไปแต่โดยดี
พอถึงห้องพัก เลี่ยหยางลงนอนกับเตียงด้วยความอ่อนเพลีย เยว่หลิงหยิบเนื้อย่างยื่นให้เลี่ยหยาง
"กินหน่อย เย็นหมดแล้ว"
เลี่ยหยางรับน้ำใจเยว่หลิงเขาลุกขึ้นมานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่สักพักก็มีเสียงเคาะประตู เป็ศิษย์คนหนึ่ง นำข้าวต้มและอาหารมังสะวิรัติจำนวน 2 ชุดมาให้ เยว่หลิงเดินไปรับมาวางไว้ที่โต๊ะ เขายังนำตะเกียงมาให้ด้วยไว้ใช้ตอนกลางคืน และยังแอบกระซิบอีกว่า
"กลางคืน ถ้าพวกท่านได้ยินเสียงแปลกๆ ได้โปรดอย่าออกจากประตู" เขาพูดด้วยแววตาหวาดกลัว แล้วรีบเดินจากไป
กลางคืนทั้งคู่ดับไฟนอน เนื่องจากมีเตียงเดียวเลี่ยหยางและเยว่หลิงจึงนอนด้วยกัน แม้จะแก้มแดงเขินกันนิดหน่อย แต่ด้วยความเพลียทั้งคู่จึงนอนหลับไปอย่างง่ายดาย
.
(ผ่านไปหลายชั่วยามจนดึกสงัด)
เฮือก!!
เลี่ยหยางสะดุ้งตื่นเพราะมีอะไรััตัวเขา ที่ไหนได้เยว่หลิงละเมอ มือเรียวๆขาวๆของเขาไล้ไปตามแขนล่ำๆของเลี่ยหยาง ขาข้างหนึ่งพาดบนขาเลี่ยหยางไว้และสีไปมา เยว่หลิงค่อยๆเคลื่อนไหวช้าๆ ตามความฝันของเขา
"น่ารักๆ เ้าหมาน้อย" เยว่หลิงละเมอ มือยังคงลูบไล้ไม่หยุด
เลี่ยหยางยิ้มเขารู้สึกถึงความอบอุ่นและใกล้ชิด ใจเต้นไม่เป็จังหวะเล็กน้อยกับท่านอนสุดเซ็กซี่ของเยว่หลิง ปากสีชมพูอ่อนที่อ้าออกเล็กน้อยนั่นทำเลี่ยหยางกลืนน้ำลายอึก เขาจึงปล่อยให้ร่างกายทั้งสองััแนบชิดกันไปอย่างนั้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนดังมาจากข้างนอก ฟังดูคล้ายเสียงคน หรืออาจไม่ใช่ เสียงสนไหวตามสายลมหรือเปล่า? ไม่! นี่เสียงคน หูข้างไม่ผิดแน่
เลี่ยหยางค่อยๆยกแขนและขาเยว่หลิงออกแล้วค่อยๆลุกเดินออกไป เขาไม่ลืมที่จะถือดาบของตนติดมือด้วย (คงเข็ดครั้งที่แล้วที่ฉางอัน)
เลาะทางเดินที่คดเคี้ยวในเงามืดตามเสียงไปเรื่อยๆ ฝีเท้านั้นเบายิ่งกว่าแมวเดิน จนในที่สุดก็ถึงบ่อน้ำเก่าๆ บ่อหนึ่ง เสียงมาจากข้างใต้นั้น
ก่อนที่เลี่ยหยางจะเดินไปดู ก็มีศิษย์ฮั่วซานสองคนช่วยกันพยุงศพ ๆ หนึ่งแล้วโยนลงไปในบ่อ
เลี่ยหยางหลบในมุมมืด รอจน 2 คนนั้นจากไปแล้วจึงมาดูที่บ่อน้ำ เสียงนั้นเปลี่ยนเป็เสียงเคี้ยวอาหาร คล้ายเสียงสัตว์ แต่ไม่ใช่ นั่นเสียงคนแน่
เลี่ยหยางหยิบหินก้อนหนึ่งโยนลงไปในบ่อ เพื่อฟังเสียงวัดระดับความลึก ซึ่งกว่าจะได้ยินเสียงหินตกพื้นก็ใช้เวลานานพอสมควร บ่งบอกว่าบ่อนี้ลึกมาก
เขาเพ่งสายตาไปในความมืด แต่บ่อลึกมากจนมองไม่เห็นก้นเลย ทันใดนั้นก็มีเสียงดัง “กร้วบ!” ตามด้วยเสียงกระดูกหัก “กร๊อบ…กร๊อบ…”
เลี่ยหยางกำดาบแน่น เงี่ยหูฟัง และแล้วก็มีเสียงหัวเราะแ่ ๆ ลอยขึ้นมาจากก้นบ่อ
เสียงหัวเราะนั่น... ไม่ใช่เสียงสัตว์ แต่เป็เสียงผู้หญิง เป็เสียงหัวเราะปนเสียงเคี้ยวเนื้อ
นี่บ่งบอกชัดว่ามีมนุษย์อยู่ข้างล่าง และเธอกินศพมนุษย์ที่เพิ่งถูกโยนลงไปเมื่อครู่