ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อย เดิมทีคนในเมืองหลวงมองเ้าของร่างเดิมว่าเป็คนไร้ค่า อีกทั้งยังไม่ชอบเข้าสังคม จึงแทบไม่มีเพื่อนฝูง และไม่เคยมีใครเชิญไปร่วมงานเลี้ยงหรือเทศกาลใดๆ เลย นางจึงรู้สึกสนใจพิธีสมรสของโลกนี้เล็กน้อย
ฉางฮูหยินรีบกล่าวเสริม “จื่อโหรวรอบคอบจริงๆ คุณหนูฮวา ถึงเวลานั้นเ้าต้องมาให้ได้นะ”
ฮวาชิงเหยียนเห็นว่าพวกนางเชิญตนอย่างจริงใจจึงพยักหน้าตอบรับ “แน่นอนเ้าค่ะ”
ฉางจื่อโหรวเห็นฮวาชิงเหยียนตอบตกลงก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
ทันใดนั้นโดยรอบก็มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้น
ฉางจื่อโหรวมองผู้ดูแลร้านกับพวกเด็กรับใช้เ่าั้อย่างแปลกใจ ก่อนจะได้ยินพวกเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตะลึงงัน
“์! ทำไมข้ารู้สึกว่าคุณหนูฉางดูงามขึ้นกันนะ ทั้งที่รูปลักษณ์ก็ดูไม่ต่างจากเดิมเลย”
“ข้า...ข้าก็รู้สึกเช่นกัน เหมือนร่างกายของนางกำลังเปล่งประกายอยู่เลย”
ฉางฮูหยินหันไปมองบุตรสาวของตนเองก็พบว่าราวกับมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ใบหน้ายังคุ้นตา ทว่าผิวพรรณกลับดูเนียนนุ่มขึ้น รูปหน้าและองค์ประกอบต่างๆ ดูงดงามละเมียดละไมกว่าเดิม อีกทั้งดวงตาก็ยิ่งดูใสกระจ่างจับใจ
ฉางจื่อโหรวถูกชมจนใบหน้าแดงระเรื่อ นางอยากจะหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูตนเองอีกครั้ง ทว่าตอนนี้นางได้กลับคืนสู่ท่วงท่าของสตรีน้อยผู้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่อาจทำตัวใจกล้าถึงขั้นหยิบกระจกออกมาส่องต่อหน้าสาธารณชนได้
กลับเป็ฉางฮูหยินที่อดเอ่ยด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ “คุณหนูฮวา วันนี้ต้องขอบคุณเ้ามากจริงๆ ข้าจะให้คนส่งเงินหนึ่งล้านตำลึงทองไปยังจวนของเ้าในวันพรุ่งนี้ ส่วนเื่ที่ข้าพูดจาไม่เข้าหูไปเมื่อครู่ ขอเ้าอย่าได้ใส่ใจเลยนะ”
เดิมฮวาชิงเหยียนก็ไม่ได้คิดจะถือโทษโกรธที่อีกฝ่ายพูดถ้อยคำโมโหชั่ววูบเ่าั้อยู่แล้ว จึงส่ายหน้าช้าๆ
“ฉางฮูหยินวางใจ ข้าลืมไปหมดแล้วว่าท่านเคยพูดอะไรไม่ดีออกมาบ้างเ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนกล่าวพลางเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยต่อ “นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ท่านแม่กับพี่ชายกำลังรอข้าอยู่ที่บ้าน เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
ฉางฮูหยินกับฉางจื่อโหรวตั้งใจอยากเชิญฮวาชิงเหยียนไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมต่อ แต่ฮวาชิงเหยียนปฏิเสธอย่างสุภาพ ก่อนจะออกจากร้านโอสถไป
ทว่าผู้คนที่มุงดูอยู่กลับยังไม่แยกย้ายไปไหน
เมื่อเห็นใบหน้าของฉางจื่อโหรวไร้รอยแผลเป็ ทุกคนก็พากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
รักษาได้จริงๆ หรือ
อ๋องเก้ากับอ๋องเจ็ดที่อยู่บนชั้นสามของหอฝั่งตรงข้ามได้ยินบทสนทนาภายในร้านโอสถเทียนชิงั้แ่ต้น
เมื่อเห็นฉางจื่อโหรวเดินออกมา อ๋องเก้าก็รีบเอ่ยว่า “พี่เจ็ดดูสิ! รักษาได้จริงๆ ด้วย! พี่สะใภ้เจ็ดนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”
แววตาลึกล้ำของอ๋องเจ็ดจับจ้องไปยังใบหน้าสงบนิ่งของฮวาชิงเหยียนโดยไม่เอ่ยวาจา
อ๋องเก้าเม้มปากเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “พี่เจ็ด ท่านว่า...พี่สะใภ้เจ็ดจะใช้โอสถฟื้นคืนผิวพรรณหรือเปล่านะ แต่ถึงใช้ก็ไม่น่าจะไม่รู้เื่หน้าตัวเอง...”
อ๋องเก้ายังพูดไม่จบ ทว่าเมื่ออ๋องเจ็ดปรายตามองเพียงนิด เขาก็เปลี่ยนเื่ทันที “แต่ถึงพี่สะใภ้เจ็ดจะใบหน้าซีดเหลือง รูปหน้าก็ธรรมดา แต่คงเพราะยังโตไม่เต็มที่แน่ๆ! พี่สะใภ้เจ็ดคือคนที่พี่เจ็ดเลือกไว้เอง อีกไม่กี่ปีก็ต้องกลายเป็หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง...ไม่สิ...ของแผ่นดินหลงเหยียนแน่ๆ!”
อ๋องเก้ากะพริบตาปริบๆ ให้พี่ชายอย่างหยอกเย้าโดยไม่รู้เลยว่าคำพูดล้อเลียนของตนในวันนี้ กลับกลายเป็คำพยากรณ์ที่แม่นยำอย่างคาดไม่ถึง
อ๋องเก้าเคยชินกับนิสัยขวานผ่าซากของพี่ชายร่วมสายโลหิตผู้นี้มานานแล้ว เขาจึงค่อยๆ เอ่ยถาม “เตรียมเื่สู่ขอถึงไหนแล้วหรือ”
พอพูดถึงเื่นี้ อ๋องเก้าก็ยังรู้สึกข้องใจ
“พี่เจ็ด ท่านคิดจะแต่งพี่สะใภ้เจ็ดเข้าจวนตอนนี้จริงหรือ ท่านไม่กลัวฝ่าา...”
“เขาทำอะไรไม่ได้หรอก”
“แต่ถ้าคนผู้นั้นรู้เข้า...”
“หากพวกนั้นกล้ามาหาเื่ก็ฆ่าทิ้งเสีย”
อ๋องเจ็ดตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่อ๋องเก้ายังมีสีหน้ากังวลอยู่บ้าง หลังเฝ้ารอมาหลายปี เขาเกรงว่ายามสำคัญจะเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น
“จริงสิ พี่เจ็ด จ้าวหลิงเฟิงกลับมาก่อนกำหนด เขาเป็คนของที่นั่น...”
“อย่าเพิ่งสนใจเื่นั้น เ้าไปจัดการเื่สู่ขอให้เรียบร้อย ฮวาชิงเหยียนต้องเป็นายหญิงจวนอ๋องเจ็ดภายในหนึ่งเดือน”
“พี่เจ็ด ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านเป็คนใจร้อนถึงเพียงนี้ ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ท่านวางตัวสำรวมเงียบขรึม มิน่าเล่าถึงไม่มีใครคิดว่าที่แท้ทั้งหมดนั่นเป็แค่การเสแสร้ง!”
อ๋องเก้ายังอยากจะหยอกล้อพี่ชายต่อ แต่กลับถูกอีกฝ่ายเรียกองครักษ์มาผลักไสออกไปเสียก่อน เขาจึงหันไปมองร้านโอสถฝั่งตรงข้ามตามสัญชาตญาณ ก็เห็นว่าฮวาชิงเหยียนเก็บข้าวของออกมาเรียบร้อยแล้ว
ฮวาชิงเหยียนฝากโต๊ะเก้าอี้กับของอื่นๆ ไว้ที่ร้านโอสถ นางจึงกลับมามือเปล่า
แม้แต่ผู้จัดการร้านหลินก็ไม่รู้จะพูดอะไร ฮวาชิงเหยียนนำโอสถวิเศษมาอวดโฉมติดต่อกันหลายครา เขาเริ่มมองออกแล้วว่า หากปล่อยให้นางได้รับโอกาสต่อไป เกรงว่าโอสถของฮวาชิงเหยียนจะต้องโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง มิใช่แค่เมืองหลวงสิ เพราะหากโอสถของนางมหัศจรรย์ได้ถึงเพียงนั้น เกรงว่าคงโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นหลงลี่ และอาจจะทั่วทั้งแผ่นดินหลงเหยียนก็เป็ไปได้
ฉะนั้นในตอนนี้ เขาไม่เพียงไม่ควรเป็ศัตรูกับฮวาชิงเหยียน แต่ยังต้องรักษาความสัมพันธ์กับนางไว้ให้แน่นแฟ้นที่สุดด้วย
ผู้ดูแลร้านหลินเดินกลับไปยังชั้นสองของร้านที่ฮวาชิงเหยียนใช้รักษาาแให้ฉางจื่อโหรวเมื่อครู่ พอขึ้นไปก็เห็นผู้คนรุมล้อมหน้าห้องอยู่หลายคน เขาขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “พวกเ้ากำลังทำอะไร เหตุใดยังไม่เก็บห้องรับรองให้เรียบร้อย”
เด็กหนุ่มทั้งสี่คนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันกลับมาพร้อมสีหน้าลุกลี้ลุกลน ราวกับมีความลับซุกซ่อนอยู่ หนึ่งในนั้นถึงกับเอามือซ่อนไว้ด้านหลัง
ผู้ดูแลร้านหลินเลิกคิ้ว ยื่นมือออกไปพลางเอ่ยเสียงเข้ม “แอบซ่อนอะไรไว้ เอาออกมา”
ทั้งสี่คนต่างมองหน้ากันไปมา คล้ายจะโทษกันเองเงียบๆ จากนั้นเด็กหนุ่มคนที่เอามือซ่อนไว้ด้านหลังก็เดินคอตกออกมาอย่างหมดหนทาง เขายื่นขวดกับแผ่นกระดาษให้ผู้ดูแลร้านหลิน สีหน้าของเขาดูอึดอัดราวกับต่อสู้กับตัวเองอยู่นาน
ผู้ดูแลร้านหลินรับขวดมา เพียงเห็นก็จำได้ทันทีว่าเป็ขวดโอสถน้ำเสริมความงามที่ฮวาชิงเหยียนปรุงให้ฉางจื่อโหรวแล้วยังเหลืออยู่บางส่วน พอเปิดแผ่นกระดาษดูก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะสิ่งที่อยู่บนนั้นคือสูตรโอสถที่ฮวาชิงเหยียนเขียนให้ชายหนุ่มหนวดเครารุงรังคนนั้น
“พวกเ้าหยิบของพวกนี้ไปทำอะไร”
เด็กรับใช้คนหนึ่งที่รูปร่างเตี้ยชี้ไปที่คนที่เพิ่งเดินออกมาแล้วรีบตอบว่า “เอ้อร์เลิ่งบอกว่าภรรยาของเขาผิวไม่ดี เลยอยากเอาโอสถน้ำเสริมความงามนี้กลับไปให้ภรรยาลองดื่มขอรับ”
“ไอ่ซาน เ้าทรยศข้า! หึ เ้าเองก็ไม่ต่างกัน ภรรยาเ้าไม่ใช่รึที่บ่นว่าเ้าไม่เอาไหน เ้าถึงได้แอบจดสูตรนี้ไว้ ทั้งยังพูดเองอีกว่าคืนนี้จะลองดู!”
“เ้า!”
เด็กรับใช้ร่างเตี้ยหน้าแดงก่ำทันทีที่ถูกแฉ ส่วนอีกสองคนะเิหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ แม้แต่ผู้ดูแลร้านหลินเองก็แทบกลั้นขำไม่ไหว
“ต้าโถว เสี่ยวซื่อ พวกเ้าหัวเราะอะไร! พวกเ้าต่างหากที่น่าอายยิ่งกว่า ถึงขั้นอยากดื่มโอสถน้ำเสริมความงามเอง อีกทั้งยังจะเอาสูตรโอสถไปใช้อีก”
“นี่ๆๆ ไอ่ซาน หากเ้าพูดอีกคำข้าจะต่อยเ้าแล้วนะ!”
เด็กรับใช้ทั้งสี่คนทะเลาะกันเสียงดังอื้ออึง ผู้ดูแลร้านหลินกระแอมสองครั้งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม้คุณหนูฮวาจะไม่ได้บอกว่านี่เป็ความลับ แต่เราก็ไม่ควรหยิบฉวยเองโดยไม่ขออนุญาต ฉะนั้นข้าจะเก็บของสองชิ้นนี้ไว้ก่อน”
ผู้ดูแลร้านหลินพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้พวกเด็กรับใช้พากันทำหน้าหดหู่ แค่นเสียง ‘หึหึ’ ใส่กันอย่างไม่พอใจ
เมื่อกลับถึงห้องของตนเอง ผู้ดูแลร้านหลินอดที่จะเปิดขวดโอสถน้ำเสริมความงามขึ้นมาดมดูไม่ได้ กลิ่นหอมหวานของโอสถพุ่งเข้าจมูกในทันที ให้ความรู้สึกอยากลิ้มลองอย่างประหลาด เขารีบปิดฝาขวด ก่อนจะเปิดดูสูตรโอสถต่อ
ในฐานะนักหลอมโอสถระดับสอง เขาย่อมมีความรู้เื่สมุนไพรไม่น้อย ทว่าเพียงเห็นสูตรก็ตกตะลึง เพราะเขาดูออกว่าสูตรโอสถนี้ให้คุณประโยชน์กับบุรุษอย่างมาก หากได้ต้มดื่มวันละถ้วย ย่อมมีคุณต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ดูแลร้านหลินพลันรู้สึกว่าตนเองประเมินฮวาชิงเหยียนต่ำเกินไปแล้ว ความตั้งใจที่จะผูกสัมพันธ์กับนางก็ยิ่งแน่วแน่ขึ้นอีกขั้น เขาเหลือบมองขวดโอสถน้ำเสริมความงามอีกครั้งด้วยแววตาซับซ้อน
ในขณะที่ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าผู้ดูแลร้านหลินกำลังคิดอะไร นางกลับมาถึงบ้านแล้วพบว่าแผลของเซี่ยจู๋ไม่เพียงไม่กลับมาอักเสบ แต่ยังดีขึ้นจนลุกจากเตียงได้แล้ว
เซี่ยจู๋ทรุดตัวลงคุกเข่า จากนั้นโขกศีรษะคำนับให้นางอย่างซาบซึ้งสุดหัวใจสามครั้ง
แม้ฮวาชิงเหยียนจะไม่คุ้นเคยนัก เพราะในชาติก่อนนางไม่มีเื่ชนชั้นศักดินาที่แบ่งแยกชัดเจนเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพียงสั่งให้เซี่ยจู๋พักผ่อนให้ดีก็พอ
เซี่ยจู๋น้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน จากนั้นสาบานว่าจะติดตามรับใช้ฮวาชิงเหยียนไปตลอดชีวิต
ด้วยมีเสี่ยวเหมยช่วยดูแลเื่ต้มโอสถและหุงหาอาหาร ฮวาชิงเหยียนจึงไม่ต้องลงมือเอง นางจึงไปหามารดาเพื่อจับชีพจร เมื่อเห็นว่าอาการยังคงทรงตัวอยู่จึงวางใจไปเปลาะหนึ่ง
เนื่องจากก่อนหน้านั้นได้อธิบายเื่โอสถไปแล้ว นางจึงถือโอกาสเล่าว่าตนได้พบกับผู้าุโลึกลับคนหนึ่งและขอฝากตัวเป็ศิษย์ อีกฝ่ายสั่งสอนวิชาแพทย์ให้นาง รวมถึงชี้แนะวิธีดัดแปลงตำรับโอสถด้วย
เมื่อซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ลิ้มลองโอสถก็ไม่ข้องใจอันใด กลับกันยังบอกให้ฮวาชิงเหยียนขอบคุณอาจารย์ให้ดี นางจึงได้แต่แก้ตัวไปว่าอาจารย์เร้นกาย ไม่สามารถติดต่อได้ง่ายนัก
คืนนั้น ฮวาชิงเหยียนเพ่งมองสารานุกรมสมุนไพรนานาชนิดในคัมภีร์กำเนิด์อย่างตั้งใจ นางมีพลังจิตกล้าแข็ง ความสามารถด้านความจำเป็เพียงเื่เล็กน้อยสำหรับนาง แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือสามารถอ่านทีละหลายบรรทัดได้ในคราเดียว ยิ่งพบสมุนไพรแปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นก็ยิ่งเกิดแรงปรารถนาอยากเรียนรู้
นางอยากทดลองใช้สมุนไพรใหม่ๆ เ่าั้พัฒนาโอสถสูตรใหม่จนแทบรอไม่ไหว อยากทดลองทำเสียเดี๋ยวนั้น แต่คำพูดเพียงประโยคเดียวของจิติญญาแห่งคัมภีร์ราวกับสาดน้ำเย็นใส่ลงกลางใจ
จิติญญาแห่งคัมภีร์บอกว่า สมุนไพรร้อยละเก้าสิบเก้าในคัมภีร์เล่มนี้ไม่มีอยู่ในแผ่นดินหลงเหยียนแม้แต่ต้นเดียว จึงขอให้นางเลิกล้มความคิดไปได้เลย
“แล้วจะไปแผ่นดินอื่นได้อย่างไร แล้วที่ใดมีสมุนไพรในคัมภีร์นี้ครบถ้วนเล่า”
น้ำเสียงของจิติญญาแห่งคัมภีร์ฟังดูแปลกใจ ‘เ้าจะหาสมุนไพรให้ครบทุกชนิดอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางหรอก สมุนไพรพวกนี้กระจัดกระจายไปทั่วหล้า เ้าไม่มีทางหาได้ครบแน่นอน อีกอย่าง พลังฝึกตนของเ้าอ่อนด้อยนัก แม้แต่แผ่นดินหลงเหยียนซึ่งเป็เพียงจุดเล็กๆ ยังออกไปไม่ได้ แล้วเ้าจะออกไปเผชิญโลกกว้างได้อย่างไร’
น้ำเสียงของจิติญญาแห่งคัมภีร์ไร้ความเกรงใจ ทว่าจิติญญาแห่งคัมภีร์คาดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งข้างหน้า จะต้องถูกตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
ฮวาชิงเหยียนกลับไม่คิดเช่นนั้น เมื่อนึกถึงชาติก่อน นางเคยใช้เวลาทั้งปีเดินทางข้ามดาวนับไม่ถ้วนเพื่อเสาะหาสมุนไพรเพียงต้นเดียว ไม่ว่าจะเป็การปรุงโอสถหรือการเสาะหาสมุนไพร นางล้วนมีความอดทนยิ่ง
ฮวาชิงเหยียนมองคัมภีร์กำเนิด์ด้วยดวงตาเปี่ยมหวัง เป็ครั้งแรกที่รู้สึกว่าการได้เกิดใหม่ในโลกที่เต็มไปด้วยสมุนไพรเช่นนี้ช่างวิเศษนัก
ในยุคสมัยที่นางเคยอยู่ สมุนไพรหลายชนิดสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ทำให้ความคิดมากมายต้องหยุดชะงักเพียงเพราะไม่มีวัตถุดิบ ทำได้เพียงอ่านคัมภีร์โบราณด้วยความเสียดาย
แต่ตอนนี้...นางรู้สึกว่านี่คือโอกาสที่จะได้แสดงฝีมืออย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จิติญญาแห่งคัมภีร์พูดก็ถูก หากอยากไปยังแผ่นดินอื่นเพื่อตามหาสมุนไพร พลังฝึกตนต้องสูงขึ้นเสียก่อน ผู้คนทั่วแผ่นดินหลงเหยียนต่างรู้ดีว่าเมื่อพลังฝึกตนถึงระดับหนึ่งแล้ว ย่อมเดินทางไปยังแผ่นดินอื่นได้
หลังจากอ่านสารานุกรมสมุนไพรอยู่สองชั่วยาม ฮวาชิงเหยียนก็ไม่ได้นอน แต่เริ่มเข้าสู่สมาธิเพื่อฝึกตนทันที
ที่จริงแล้ว ผู้ฝึกตนในแผ่นดินหลงเหยียนมักใช้เวลายามค่ำคืนในการฝึกฝนโดยไม่หลับใหล ส่วนนางเพียงแค่ติดนิสัยจากชาติก่อนเท่านั้น แต่เมื่อมีเป้าหมายอยู่ในใจแล้ว นางย่อมปรารถนาจะให้พลังฝึกตนสูงขึ้นโดยเร็ว