เจียงเยว่เวยถูกซิงเซียงประคองออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยฝีเท้าที่ไม่มั่นคงนัก โดยที่ด้านนอกเรือนมีฮูหยินรองเวินอี้เหมยยืนรออยู่
“ฮูหยินใหญ่! ท่านเป็อะไรไปหรือเ้าคะ” เวินอี้เหมยรีบเดินเข้ามาประคองเมื่อเห็นว่าซิงเซียงเริ่มประคองเ้านายไม่ไหวแล้ว
“ข้าไม่เป็อะไร แล้วเด็กๆ เล่า” เจียงเยว่เวยตอบเสียงเบา
“คุณชายกับคุณหนูทั้งห้าไปนั่งเล่นอยู่ที่ศาลาริมน้ำข้างเรือนเหม่ยหรงของท่านแล้วเ้าค่ะ อนุหลูกับอนุซูก็อยู่ดูแลพวกเขาที่นั่นด้วย” เวินอี้เหมยขมวดคิ้ว “ฮูหยิน ท่านกับฮูหยินผู้เฒ่าทะเลาะกันอีกแล้วหรือเ้าคะ หรือว่าเป็เพราะเื่ของเด็กๆ ท่านก็เลยถูกฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษ”
“อี้เหมย...แม่นมฉุยตายแล้ว” เจียงเยว่เวยอธิบายเมื่อเห็นอีกฝ่ายกังวล “นางเป็คนปล่อยข่าวลือของข้าออกไปนอกจวน แล้วนางยังขโมยทรัพย์สินในจวนออกไปขายอีก คงเพราะกลัวความผิดนางก็เลยวิ่งเอาศีรษะชนต้นเสาหนีความผิดไปแล้ว”
“ไม่น่าเชื่อว่าแม่นมฉุยจะกล้าทำเื่ร้ายแรงแบบนั้นนะเ้าคะ” เวินอี้เหมยมองเจียงเยว่เวยอย่างเห็นใจ “ท่านคงใมากใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ข้าไม่เคยเห็นคนตายต่อหน้ามาก่อน ภาพนั้นมันน่ากลัวมากจริงๆ” เจียงเยว่เวยตอบเสียงสั่น ภาพเหตุการณ์ที่แม่นมฉุยวิ่งเอาศีรษะชนต้นเสายังติดตา
“ข้ากับซิงเซียงจะพาท่านกลับไปพักที่เรือนของท่านก่อนนะเ้าคะ” หลังจากที่เห็นว่าเจียงเยว่เวยออกตัวปกป้องครอบครัวสายหลัก ทั้งคำพูดก่อนหน้าที่เจียงเยว่เวยเอ่ยปากขอโอกาสที่จะปรับปรุงตัว เวินอี้เหมยก็เปิดใจให้เจียงเยว่เวยมากขึ้น อีกทั้งเมื่อนางได้ปรึกษากับอนุหลูและอนุซู พวกนางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะให้โอกาสเจียงเยว่เวยได้พิสูจน์ตัวเอง นางจึงเป็ตัวแทนทุกคนมายืนรอเจียงเยว่เวยที่หน้าเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า แต่ไม่คิดว่าระหว่างที่พวกนางมีความสุขกันอยู่ข้างนอก เจียงเยว่เวยกลับต้องมาเจอกับภาพอันโหดร้าย
เจียงเยว่เวยกลับมาถึงเรือนของตนก็เข้าห้องนอนไปทันที อาจเป็เพราะความใทำให้คืนนั้นนางมีไข้ขึ้นสูง เสิ่นมู่ที่นั่งรอภรรยาอยู่ที่กรมอาญา เมื่อไม่เห็นภรรยามาขอความช่วยเหลือเหมือนที่นางเคยพูดไว้ เขาจึงคิดว่านางคงจัดการปัญหาต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าระหว่างที่เขานั่งทำงานติดพันอยู่นั้น ซิงเซียงได้เดินทางมาหาและแจ้งว่าภรรยาของเขาล้มป่วย
เสิ่นมู่รีบกลับมาที่จวนอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงเรือนพักของตนกับภรรยา เขาก็เห็นลูกชายลูกสาวฝาแฝดของเขานั่งหน้าเครียดอยู่ที่โถงรับแขก
“คารวะท่านพ่อขอรับ” เสิ่นลู่หลินคำนับบิดา
“คารวะท่านพ่อเ้าค่ะ” เสิ่นเถียนอวี้คำนับบิดาเช่นกัน
“ท่านแม่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” เสิ่นมู่ถาม
“ท่านหมอบอกว่าท่านแม่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจึงทำให้นางล้มป่วย ท่านหมอเขียนเทียบยาให้แล้วขอรับ คาดว่าอีกสามวันอาการของท่านแม่น่าจะดีขึ้น” เสิ่นลู่หลินรายงานตามที่ท่านหมอบอก
“ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงอย่างนั้นหรือ” เสิ่นมู่ขมวดคิ้ว “วันนี้ที่เรือนของท่านย่าเกิดอะไรขึ้น”
เสิ่นลู่หลินกับเสิ่นเถียนอวี้ผลัดกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บิดาฟัง รวมถึงเื่ที่แม่นมฉุยทำร้ายตัวเองเพื่อหนีความผิด แต่พวกเขาไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเื่นี้มากนัก พวกเขาจึงไม่มั่นใจว่าที่มารดาล้มป่วยเป็เพราะสาเหตุใดกันแน่
“ท่านพ่อเ้าคะ ท่านแม่จะเป็อะไรมากหรือไม่เ้าคะ นาง...นางจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่เ้าคะ” เสิ่นเถียนอวี้ถามเสียงเครือ แม้ก่อนหน้านี้นางจะโกรธและไม่ชอบที่มารดามักจะทำตัวร้ายกาจกับผู้อื่น แต่เมื่อเห็นว่ามารดาล้มป่วยติดต่อกันถึงสองครั้ง เสิ่นเถียนอวี้ก็เริ่มใจไม่ดีแล้ว นางกลัวว่าครั้งนี้มารดาจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
เสิ่นลู่หลินได้ยินคำพูดของน้องสาวก็เริ่มใจคอไม่ดีเช่นกัน วันนี้เขาเห็นแล้วว่ามารดาออกตัวปกป้องเขาอย่างดีเพียงใด และเขายังััได้ว่าการแสดงออกของนางไม่ใช่สิ่งที่แกล้งทำ ในเมื่อทุกคนลงความเห็นว่าจะให้โอกาสนางได้แก้ไขในสิ่งที่เคยทำ เขาที่เป็บุตรชายแท้ๆ จะไม่ให้โอกาสมารดาของตนเองได้อย่างไร แต่เขายังไม่ทันจะบอกความคิดของตัวเอง มารดาก็มาล้มป่วยและยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ตำแหน่งของท่านพ่อสามารถเชิญหมอหลวงให้มาตรวจดูอาการของท่านแม่ได้หรือไม่ขอรับ”
“เวลานี้ดึกมากแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้หากท่านแม่ของพวกเขาอาการยังไม่ดีขึ้น พ่อจะเขียนเทียบเชิญส่งไปที่สำนักหมอหลวงด้วยตัวเอง” เสิ่นมู่เห็นท่าทางของลูกทั้งสองคนที่ดูกระวนกระวาย เขาจึงถาม “ตอนนี้พวกเ้าดูจะไม่โกรธท่านแม่ของพวกเ้าแล้วนี่ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้พวกเ้าเคยบอกว่าจะไม่นับนางเป็มารดาแล้วไม่ใช่หรือ”
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ชอบท่านแม่ก็จริง แต่หลังจากที่ท่านแม่เปลี่ยนตัวเองเป็คนใหม่ ข้าก็ชอบท่านแม่มากขึ้นแล้วเ้าค่ะ” เสิ่นเถียนอวี้ตอบความรู้สึกของตนเองออกไป “ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่คิดแบบนั้น ทุกคนในบ้านสายหลักต่างก็คิดแบบนั้นเหมือนกันเ้าค่ะ”
“ท่านพ่อขอรับ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ทำไมท่านแม่ถึงทำตัวร้ายกาจเช่นนั้น” เสิ่นลู่หลินไม่ได้ตอบคำถามบิดาเหมือนน้องสาว เพราะเขาสงสัยว่าบางทีมารดาอาจไม่ใช่คนร้ายกาจั้แ่แรก แต่ที่มารดาต้องแสดงออกเช่นนั้นคงเพราะมารดามีเหตุผลอื่น
เสิ่นมู่เห็นว่าอย่างไรเวลานี้ภรรยาก็ยังไม่ฟื้น เขาตัดสินใจที่จะพูดเปิดอกกับลูกทั้งสอง เพียงแต่เขาจะไม่พูดถึงเื่ที่ดวงจิตของนางเคยสลับที่กับผู้อื่น อย่างไรเื่นั้นก็ดูน่าเหลือเชื่อเกินไป
“ความจริงพ่อไม่ควรพูดถึงอดีตของนางให้พวกเ้าสองคนฟัง เพราะเื่นี้มันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของท่านตาและจวนสกุลเจียง แต่พ่อคิดว่าพวกเ้าต่างก็โตกันแล้ว เช่นนั้นพวกเ้าก็ควรได้รู้ความจริงทั้งหมด” เสิ่นมู่มองลูกทั้งสองก่อนจะพูดต่อ “เดิมทีท่านแม่ของพวกเ้าก็เป็สตรีที่ดีคนหนึ่ง เพียงแต่หลังจากที่ท่านยายของพวกเขาเสียชีวิตไป ท่านตาของพวกเ้าก็ยกอนุขึ้นมาเป็ฮูหยินเอก ทั้งเขายังลำเอียงรักบุตรที่เกิดจากอนุจนละเลยท่านแม่ของพวกเ้า ั้แ่นั้นนางก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในจวน ไม่ว่าจะถูกกลั่นแกล้งหรือการทำลายชื่อเสียง นางก็ผ่านมันมาแล้วสารพัด
จนวันหนึ่งนางตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้ เพียงแต่นางไม่มีใครให้ปรึกษา นางจึงเลือกที่จะทำตัวร้ายกาจเพื่อใช้เป็เกราะคุ้มครองตัวเอง เมื่อเห็นว่าวิธีนี้ได้ผล นางก็ยิ่งทำตัวร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่พวกเ้าเห็นว่านางมักจะทำไม่ดีกับบรรดาอนุและบุตรของอนุ อาจเป็เพราะนางฝังใจจากที่นางเคยถูกอนุของท่านตากระทำเมื่อครั้งที่นางยังอาศัยอยู่ที่สกุลเจียงก็เป็ได้”
“หมายความว่าตอนที่ท่านแม่อยู่ที่สกุลเจียง ท่านแม่ถูกคนที่จวนแห่งนั้นทำร้ายมาตลอดหรือเ้าคะ” เสิ่นเถียนอวี้ถามก่อนจะเอามือหน้าแล้วร้องไห้ “ท่านพ่อเ้าคะ ท่านแม่ต้องถูกทำร้ายมามากขนาดไหนกันถึงทำให้ท่านแม่ต้องสร้างเกราะคุ้มกันตัวเองด้วยวิธีนี้”
“ท่านพ่อรู้เหตุผลเหล่านี้อยู่แล้ว ท่านจึงให้อภัยท่านแม่มาตลอดใช่หรือไม่ขอรับ” เสิ่นลู่หลินถาม
“พ่อรู้จักกับนางมาั้แ่เรายังเล็ก พ่อย่อมรู้ว่านางเป็คนเช่นไร ไม่เช่นนั้นพ่อจะเอาความดีความชอบมาขอสมรสพระราชทานจากฝ่าาเพื่อให้ได้ท่านแม่ของพวกเ้ามาเป็ฮูหยินเอกได้อย่างไรกัน” เสิ่นมู่ยิ้มให้ลูกทั้งสอง “นางเคยบอกกับพ่อว่านางขอโอกาสจากพวกเ้า ในเมื่อวันนี้พวกเ้ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว พ่อหวังว่าพวกเ้าจะมองนางเสียใหม่และพ่อก็หวังว่าพวกเ้าจะให้โอกาสนาง”
“ต่อจากนี้ข้าจะทำดีกับท่านแม่และจะไม่ยอมให้ท่านแม่ทุกข์ใจอีกแล้วเ้าค่ะ” เสิ่นเถียนอวี้ใช้หลังมือปาดน้ำตา “ที่ผ่านมาข้าเคยพูดจาไม่ดีกับท่านแม่เพราะข้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนท่านแม่เคยประสบอะไรมา ท่านพ่อเ้าคะ ข้าอยากขอโทษท่านแม่เหลือเกินเ้าค่ะ”
“เอาไว้นางตื่นขึ้นมาเ้าค่อยบอกกับนางด้วยตัวเอง” พูดจบเสิ่นมู่ก็หันไปมองลูกชาย
เสิ่นลู่หลินรับปากบิดาด้วยท่าทางหนักแน่น “ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่เสียใจอีกแล้วขอรับ”
“ดี! พ่อหวังว่าพวกเ้าจะจำคำพูดในวันนี้ไว้ให้ดี” เสิ่นมู่ยิ้มอย่างโล่งใจที่ลูกทั้งสองคนเข้าใจเหตุผล
เมื่อเสิ่นมู่ส่งลูกชายกับลูกสาวกลับไปพักผ่อน เขาก็กลับมานั่งที่ข้างเตียงแล้วใช้มือทั้งสองของตนเองกุมมือน้อยของภรรยาไว้ “ลูกๆ เล่าให้ข้าฟังหมดแล้วว่าวันนี้ที่เรือนพักของท่านแม่เกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง เวยเวย...หากเ้าอยู่ที่จวนแห่งนี้แล้วไม่สบายใจ ข้าพาเ้าออกไปสร้างจวนใหม่ของเราดีหรือไม่”
เจียงเยว่เวยที่รู้สึกว่ามือของตนถูกบีบไว้แน่น นางขมวดคิ้วก่อนจะพูดเสียงเบา “พี่มู่ ท่านบีบมือข้าจนเจ็บไปหมดแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นมู่รีบคลายมือ “เวยเวย! ในที่สุดเ้าก็ตื่นขึ้นมาเสียที เ้ารู้หรือไม่ว่าข้ากับลูกๆ เป็ห่วงเ้ามากขนาดไหน”
เจียงเยว่เวยยิ้มให้สามี “ข้าไม่ได้ป่วยเป็โรคที่รักษาไม่หายเสียหน่อย ที่หมดสติเพราะใที่เห็นคนตายต่อหน้าเท่านั้นเ้าค่ะ”
“อยู่ในยุคนั้นเ้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนหรือ”
เจียงเยว่เวยส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นหรอกเ้าค่ะ มีแค่ในละครเท่านั้นที่มีฉากรุนแรงแบบนี้”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าละครที่เ้าว่ามันคืออะไร แต่ข้ารับรองว่าข้าจะไม่ให้เ้าเห็นเื่น่ากลัวแบบนี้อีก”
“ข้าเชื่อว่าท่านสามารถปกป้องข้าได้ แต่ในยุคสมัยทั้งสองมีความแตกต่างกัน หากข้าอยากอยู่ในยุคนี้ได้อย่างสบายใจ ข้าก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ให้ได้สิเ้าคะ” เจียงเยว่เวยกุมมือสามีไว้แน่น “ท่านไม่ต้องกังวลกับข้ามากเกินไป ข้าเชื่อว่าข้าสามารถปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้อย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“เื่ในวันนี้เกิดขึ้นเพราะเสิ่นเจา เช่นนั้นข้าจะไปสั่งสอนเขาให้เ้าดีหรือไม่”
“ตอนนี้ท่านยังไม่ต้องลงมือกับเขาหรอกเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยรีบห้าม
“เพราะอะไร?” เสิ่นมู่ขมวดคิ้ว
“ข้ารู้มาว่าเสิ่นเจากับฮูหยินของเขามีการติดต่อกับจวนสกุลเจียงของข้า ข้าอยากรู้ว่าพวกเขามีผลประโยชน์อะไรร่วมกันเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้า แต่เพื่อความปลอดภัย ข้าจะส่งเสิ่นอู่กับเสิ่นลิ่วให้มาคอยคุ้มครองเ้าก็แล้วกัน” เสิ่นมู่ตัดสินใจส่งองครักษ์ลำดับที่ห้าและลำดับที่หกของตนมาคอยคุ้มครองภรรยา
เหตุการณ์รุนแรงในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่านอกจากจะทำให้เจียงเยว่เวยล้มป่วยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากับเสิ่นเจาก็ล้มป่วยเช่นกัน อีกทั้งสองคนแม่ลูกยังเอาแต่ละเมอว่าแม่นมฉุยจะมาทำร้าย หลังจากนั้นก็เกิดข่าวลือว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับเสิ่นเจาล้มป่วยจนกลายเป็คนเสียสติ