ตอนที่ 39 โปร่งใส
"ข้าจะทำให้เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้จากข้าครั้งนี้ให้ได้" หงตง กล่าวด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามอย่างมาก
"จะทำให้ข้าพ่ายแพ้งั้นรึ งั้นเจ้าก็ลองถามกะบี่ข้าดูก่อนละกัน" เอี้ยก้วย ที่นิ่งเงียบมานาน เริ่มที่จะกล่าวคำพูดออกมา จากนั้นปลดปล่อยปราณแท้จริงขั้นปลายที่มีความหนาแน่นสูงมากขึ้นมา พร้อมกับใช้ปราณจิตสร้างกะบี่ออกมา
เอี้ยก้วย ที่เหมือนกับ หงตง คือเป็นศิษย์ ที่แข็งแกร่งที่สุดของรุ่นเยาว์ในครั้งนี้เช่นกัน
ตอนนี้เหล่าศิษย์อีก 4 คนที่เหลือของแต่ละสำนักเริ่มถอยออกมา เนื่องจากต้องการเปิดทางการประลองให้กับศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกพ้องตัวเองกัน
จึงกลายเป็นว่าการแข่งรอบนี้ คือการแข่งระหว่าง เอี้ยก้วย (ศิษย์สำนักอินทรี) กับ หงตง (ศิษย์พยัคฆ์) ทั้งสองคนเท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ก็หมายความว่าสำนักชนะทันทีไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ศิษย์ แล้วสำนักต่างยอมรับได้ จึงไม่มีใครติดใจอะไรกัน
เพราะนอกจากการแข่งรอบนี้ ทั้งคู่ก็ยังเหลือการแข่งอีก 7 รอบเช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องให้ศิษย์ที่เหลือของตัวเองมาลงแข่งรอบนี้ทั้งหมด แต่เก็บพลังไว้ลงแข่งรอบต่อไปแทนดีกว่า เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหมือนสำนักอันดับหวนเสียน (สำนักอันดับ 3) ที่พ่ายแพ้ให้กับ พรรคฉวนเจินเต้า มาแล้ว จึงไม่อยากให้สำนักตัวเองต้องพบกับความพ่ายแพ้ ให้กับพรรคที่แม้แต่ยังไม่ได้กลายเป็นสำนักหนึ่งในสิบได้เด็ดขาด
เหล่าผู้ชมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเข้าใจเหตุผลของแต่ละสำนักที่ทำเช่นนี้เหมือนกัน แล้วการแข่งของสองสุดยอดศิษย์รุ่นเยาว์ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตาดูเช่นกัน จึงเป็นการดีที่จะได้พิสูจน์ว่าสำนักไหนกันแน่ที่มีศิษย์รุ่นเยาว์เก่งที่สุด
"555++ ในที่สุดเจ้าก็พูดออกมา ได้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ่งหลังจากที่ข้าพ่ายแพ้เจ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นการฝึกฝนหนักตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของข้า" หงตง ที่อดทนต่อการพ่ายแพ้ แล้วต้องการกลับมาล้างตากับการประลองใหม่อีกครั้ง จึงได้ทนฝึกฝนอย่างหนักตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
หงตง ไม่รอช้า บุกเข้าหาเอี้ยก้วยทันที โดยดาบของหงตงแท้จะดูแข็งแกร่งทรงพลังกว่ากะบี่เอี้ยก้วย แต่เมื่อปะทะกะบี่ของเอี้ยก้วย กับรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในกะบี่ได้เช่นกัน
โดยหากมองเพียงรูปลักษณ์แค่ภายนอกของดาบกับกะบี่อาจจะหลอกตาได้ ทำให้สุดยอดฝีมือที่แท้จริงไม่สนใจรูปลักษณ์ศาสตราวุธภายนอกมากนัก
เปรี้ยงงงง ตูมมมมมมมม บึ้มมมมมมมม
หงตง กับ เอี้ยก้วย ต่างแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากัน จึงไม่มีใครเสียเปรียบใครเลย แม้ฝ่ายที่บุกจะเป็นหงตง แต่เอี้ยก้วยก็ตั้งรับอย่างสมบูรณ์
"เจ้ามีฝีมือแค่นี้เองหรอ นี้รึคือการฝึกฝนตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีีของเจ้าน่ะ" เอี้ยก้วย กล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดหวัง แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายตั้งรับ กลับไม่รู้สึกกดดันเลย
"หนอย ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเดี้ยวนี้แหละว่าบังอาจมาดูถูกข้าจะเป็นยังไง" หงตง ที่แม้ตัวเองจะโจมตีมากแค่ไหน แต่เอี้ยก้วยก็ใช้กะบี่ตั้งรับได้อย่างไม่สะทกสะท้านเลย
จากนั้นดาบของหงตงก็เริ่มเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ จนหายไปทันที
!!!
"อะไรกัน" เอี้ยก้วยที่เห็นดาบของหงตงหายไปก็แปลกใจขึ้นมาทันที
ฉั่วววววว
หงตง ที่เห็นเอี้ยก้วยเปิดช่องว่าง ขณะที่กำลังแปลกใจกับการหายไปของดาบตน จึงไม่รอช้าฟันเข้าใส่เอี้ยก้วยทันที จนเอี้ยก้วยต้องโดดถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว
จนตอนนี้เอี้ยก้วยได้รับบาดแผลจากการถูกฟันที่แขนด้วยอะไรสักอย่าง
"เข้าใจละ" เอี้ยก้วย ที่เห็นเลือดตัวเองที่โดนฟัน ติดที่ดาบล่องหนของหงตง แต่ตอนนี้เลือดของเอี้ยก้วยที่ติดบนดาบ ถูกปราณของดาบสลายหายไปแล้ว
"นี้คือคุณสมบัติปราณจิตขั้น 3 โปร่งใส สินะ" เอี้ยก้วย ที่เคยได้ยินทักษะนี้มาบ้าง จึงกล่าวออกมา
"หึหึ ใช่แล้ว ดาบของข้าตอนนี้มีคุณสมบัติ โปร่งใส จากปราณจิตขั้น 3 ของข้า ทีนี้ข้าก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะรับมือดาบที่มองไม่เห็นยังไง
หงตงที่กล่าวออกมาอย่างมั่นใจ ด้วยปราณจิตขั้น 3 ที่กลายเป็น ดาบโปร่งใส ไปแล้ว ย่อมมีวิธีการที่รับมือยากพอสมควร