คะแนนที่ 2-1
พูดจาไพเราะ เรียบร้อยอ่อนหวาน
งานแต่งงานของพ่อเลี้ยงคณาธิปไม่มีพิธีรีตรองมากนัก ไม่มีการทำบุญตักบาตรให้ศีลให้พร ไม่มีการรดน้ำสังข์ ไม่มีสินสอดทองหมั้น มีเพียงขั้นตอนจดทะเบียนสมรสและจัดโต๊ะกินเลี้ยงเล็กๆ กับแขก นับว่าเป็งานแต่งงานเรียบง่ายที่สุดที่ตระกูลพนาพฤกษ์เคยจัดมา
บ่าวสาวถูกพามานั่งยังโต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่ปูด้วยผ้าลูกไม้สีขาวหรูหรา ด้านหลังเป็ฉากดอกไม้ประดิษฐ์ประดอยไว้สวยงามเพื่อถ่ายรูป ถัดไปไม่ไกลจะพบที่นั่งสำหรับญาติผู้ใหญ่ ซึ่งมีคุณย่าของเ้าบ่าวนั่งยิ้มอย่างมีความสุขอยู่กับเพื่อนและชายสูงวัยคนหนึ่งในชุดข้าราชการ
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง อำนาจเงินสามารถเนรมิตโถงหลังบ้านให้กลายเป็งานแต่งงานเล็ก ๆ แสนอบอุ่นได้อย่างรวดเร็ว ยาหยีหรือขวัญสุดายืนมองภาพงานแต่งของตัวเอง ใครหลายคนที่ไม่รู้จักต่างส่งยิ้มมาให้อย่างเป็มิตร เธอคลี่ยิ้มตอบกลับทุกคนที่สบตา พวกเขาล้วนแต่ปลื้มใจแทนคุณนายพรรณนาราที่มีลูกสะใภ้น่ารักอ่อนหวานถึงเพียงนี้ แต่ไม่มีใครรับรู้เลยว่าแววตาเปล่งประกายสดใสนั้นมีความลังเลซ่อนอยู่
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอด ทำสติสักพักให้ใจสงบ แววตาลังเลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็แน่วแน่ ในเมื่อตัดสินใจเลือกทางนี้แล้วก็ต้องไปให้สุด ขวัญสุดาในชุดไทยศรีวิลัยย่างก้าวเข้าไปยังที่นั่งคู่กันสองตัว ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่ด้านหลังมีชื่อเธอและชายคนหนึ่งประดับอยู่ ไม่นานร่างสูงใหญ่ของเ้าบ่าวที่แต่งตัวเป็ผู้เป็คนแล้วก็เดินตามเข้ามานั่งข้างกัน
คณาธิปอดไม่ได้ที่จะหันมองเสี้ยวหน้าของเธอที่จะกลายมาเป็ภรรยาของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขาอยากรู้เหลือเกินว่าในหัวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เหตุใดถึงยอมเซ็นชื่อลงไปในใบสมรสที่นายทะเบียนยื่นให้อย่างง่ายดาย
คนเราจะแต่งงานกันได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ...
หารู้ไม่ว่ายาหยีต้องพยายามควบคุมมือไม่ให้มันสั่นตลอดเวลาที่เซ็นชื่อลงไปในทะเบียนสมรส คำพูดของย่าสามีที่เคยบอกเป็แรงผลักดันชั้นดีในการทำให้เธอเซ็นมันลงไปได้สำเร็จ
‘ตราบใดที่ยังอยู่ในรั้วพนาพฤกษ์และสรวงพฤกษา เขาจะไม่มีวันตามหาเจอ ฉันรับประกัน’
เพราะเหตุผลนี้เหตุผลเดียวที่ขวัญสุดาเซ็นลายมือลงไปด้วยใจยินยอม
นายทะเบียนเลื่อนทะเบียนสมรสที่มีลายมือชื่อของฝ่ายเ้าสาวทั้งสองฉบับแล้วมายังด้านหน้าเ้าบ่าว ชายหนุ่มก้มลงอ่านชื่ออีกฝ่ายราวกับเป็สิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับเธอ
ขวัญสุดา ประภาวรรณ
เขาไม่เคยได้ยินชื่อหรือนามสกุลนี้มาก่อนเลย ตลกจริง ๆ ที่มันคือชื่อของภรรยาเขา เธอเป็ใคร มาจากไหน ไม่มีใครให้คำตอบได้ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย พยายามหยั่งเชิงถามย่าก็แล้วแต่รายนั้นปิดปากเงียบสนิทบอกปัดไปว่าแต่งกันไปก็รู้จักกันเอง
เ้าบ่าวมองกุญแจมือที่อยู่ในคราบทะเบียนสมรสแล้วถอดถอนหายใจ เงยหน้าขึ้นจากเอกสารประสานสายตากับคนข้างตัว หลังจากวันนี้เป็ต้นไปเธอคือคนที่จะร่วมใช้ชีวิตอยู่กับเขา เป็เ้าของกรงขังที่เขากำลังเดินเข้าไปอยู่
“ลูกผู้ชายต้องรักษาคำพูดนะพ่อเลี้ยง” ตุ๊กตาน้อยย้ำเตือน
“...”
อาจเป็เพราะดวงตากลมโตกับรอยยิ้มของเธอถึงทำให้มือหนาหยิบปากกาขึ้นมาจรดชื่อตนตามลงไปโดยไม่พูดอะไร การกระทำนั้นทำให้คุณย่าเผยรอยยิ้มอย่างพอใจ
ในที่สุดหลานชายคนเดียวก็ได้เป็ฝั่งเป็ฝากับเขาเสียที
หลังจากจบขั้นตอนจดทะเบียนสมรส ทั้งคู่ถูกพามายืนถ่ายรูปกับแขกที่ซุ้มดอกไม้ บรรดาแขกทั้งหมดเป็เพียงแขกของฝั่งเ้าบ่าว ไม่มีญาติฝั่งเ้าสาวมาร่วมแม้แต่คนเดียว คณาธิปเก็บความสงสัยไว้ภายใน รอเวลาเมื่อได้อยู่กันสองคนจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเธอเป็ใคร เหตุใดถึงดูเป็ปริศนาไปเสียหมด
“ดื่มเลย ดื่มเลย ดื่มเลย ”
พ่อเลี้ยงหนุ่มวัยสามสิบกรอกเหล้าเข้าปากตามเสียงเชียร์ของลูกน้อง ชายหนุ่มรับแก้วจากอีกคนที่ยื่นให้ต่อจากแก้วก่อนหน้าตามเข้าไป สายตามองเรือนไม้หลังเล็กที่ปลูกไว้ไม่ไกลจากเรือนไทยของคุณนายพรรณนารา
เรือนหลังเล็กที่ชายหนุ่มมองไม่คลาดสายตาและรอเวลาจะปลีกตัวเข้าไปนั้น เป็บ้านของชายหนุ่มที่ปลูกแยกมาจากเรือนคุณย่า มันเป็บ้านไม้สักขนาดกลางหนึ่งชั้นเหมาะสำหรับอยู่ได้หนึ่งถึงสองคน ด้านหน้าเป็ระเบียงไม้สีเดียวกับตัวบ้าน มีดอกกล้วยไม้แขวนอยู่ทอดยาวไปจนสุดระเบียง มุมหนึ่งนั้นมีโต๊ะกลมสีขาวและเก้าอี้หนึ่งตัวตั้งไว้ให้นั่งจิบกาแฟดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ส่วนด้านหลังนั้นเมื่อเปิดประตูออกมาจะเป็ทางเชื่อมไปยังสะพานไม้เล็ก ๆ สุดปลายทางของสะพานเป็สวนผลไม้และเหล่าพืชผักสวนครัวขนาดย่อมของชายหนุ่มที่ปลูกไว้ให้คนในบ้านนำมาทาน หากเหลือจากนั้นก็ยกให้คนงานเก็บกลับบ้านได้ ในสวนนี้ประกอบไปด้วยต้นมะม่วง มะพร้าว มะนาว มะยม มังคุด ลองกอง และอีกมากมายจนเหนื่อยจะนับ เอาเป็ว่าสวนนี้มีผลไม้ทุกอย่างที่สรวงพฤกษาทำการค้าขาย
แต่เ่าั้ไม่ใช่สิ่งน่าสนใจในตอนนี้ ดวงตาคมดุเอาแต่สนใจเพียงเงาสองเงาที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าต่างห้องนอน อยากจะรู้เหลือเกินว่าแม่ตุ๊กตาผีคุยอะไรกับย่าของเขาถึงไม่ยอมออกมาเสียที
“อย่าเพิ่งมองหาเมียตาละห้อยขนาดนั้นสิครับ ฉลองกับจ้อยก่อน เดี๋ยวถึงเวลาจะแบกไปส่งเอง”
ไอ้จ้อย ชายตัวเล็กวัยสามสิบเป็ลูกน้องคนสนิทของพ่อเลี้ยงคณาธิป แม้จะตัวเล็กดูไม่มีเรี่ยวแรงแต่มันก็อยู่รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่พ่อเลี้ยงมาโดยตลอด รู้ดีว่าที่จ้องห้องนอนตนเองขนาดนั้นก็เพราะอยากเข้าห้องหอใจจะขาด แต่ฝันไปเถอะ ไอ้จ้อยรับค่าจ้างมาจากนายแม่แล้วว่าให้กันเ้าบ่าวไว้จนกว่านางจะคุยธุระกับคุณยาหยีเรียบร้อย
“ใครมอง! ก็แค่อยากรู้ว่าคุยอะไรกับย่าตั้งนานสองนาน ช่างเถอะ ไม่เห็นน่าสนใจสักนิด มาๆ ดื่มต่อ วันนี้ไม่เมาไม่เลิก!!” คนถูกจับได้ปฏิเสธเสียงสูง ทำเป็ใจแข็งไม่มองหน้าต่างห้องแต่ไม่นานคนสนิทก็เห็นว่านายแอบชำเลืองมองอีกเป็พักๆ
ปากแข็ง...
“พ่อเลี้ยง จ้อยถามจริงเถอะทำไมไม่อยากแต่งงาน” ลูกน้องคนสนิทเห็นว่าเป็โอกาสดีงามที่จะเปิดใจคุยกัน ท่าทางเมาๆ กรึ่มๆ แบบนี้ล่ะเหมาะจะล้วงความลับ
“มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ยอมแต่งงานกับพวกผู้หญิง สวยก็เท่านั้นไม่มีอะไรดีเลย เสียงดังขี้โวยวาย ขี้หึง ชอบแสดงความเป็เ้าของ คิดว่าตัวเองควบคุมผู้ชายได้เพราะยิ้มหวานๆ ของเ้าตัว เหอะ! น่าสมเพช”
“อ่า...” คนโง่เมียหนึ่ง ลูกหนึ่งอ้าปากค้าง
“อีกอย่างนะ ทำไมเราต้องยอมถูกผูกมัดด้วย ไปไหน ทำอะไรก็ต้องรายงาน เช้าก็เจอ เย็นก็เจอ ความอิสระของหนุ่มโสดถูกขโมยไปหมด ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องติดแหง็กกับผู้หญิงคนเดียว นรกชัดๆ ”
“แล้ว...” จ้อยพูดขัด ยกมือขึ้นเหมือนนักเรียนที่มีคำถามอยากถามคุณครู ใจจริงมันก็ไม่อยากขัดนายหรอก รู้ว่าคงอัดอั้นมานานที่ถูกย่าคอยกล่อมให้แต่งงาน เพียงแต่มันเกิดสงสัยนิดนึง นิดนึงจริงๆ
หากพ่อเลี้ยงหวงความโสดขนาดนี้ แล้ว...
“ทำไมครั้งนี้ยอมแต่งล่ะ” ปกติก็หาทางเลี่ยงนายแม่มาได้ตลอดนี่ หรือว่า...พลันรอยยิ้มรู้ทันก็เผยขึ้น “ยอมเป็คนโง่เพราะยิ้มหวาน ๆ แล้วเหรอครับ”
เห็นกันอยู่ว่ารอยยิ้มหวานชวนฝันของเ้าสาวในวันนี้เป็ที่ชื่นชมของคนในงานกันถ้วนหน้า รอยยิ้มของคุณยาหยีราวกับจะทำให้โลกทั้งใบสดใสได้ในพริบตา คงไม่แปลกอะไรหากพ่อเลี้ยงผู้ดิบเถื่อน หยาบโลน และหวงชีวิตโสดจะเผลอไผลหลงไหลไปบ้าง...
“เสือก!”
คนกึ่งเมาสวนทันควัน กระดกเหล้าเข้าปากกลบเกลื่อน
รู้ถึงไหน อายถึงนั่น พ่อเลี้ยงคณาธิปผู้ยิ่งใหญ่หลงมนต์เสน่ห์แม่ตุ๊กตาผีจนเขียนชื่อตัวเองลงไปในทะเบียนสมรส ยอมเดินเข้ากรงขังที่ย่าเตรียมไว้ให้อย่างง่ายดาย
.....................................................
พ่อเลี้ยงหลงรอยยิ้มน้องเค้าก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องด่ากลบเกลื่อน สงสารจ้อย