เธอรอฟังอยู่เงียบๆรู้ดีว่าเขากำลังจ้องมองแผ่นหลังของเธอและแล้วเบทก็หันหน้ามาช้าๆ เขากำลังมองเธออยู่และเห็นแววระแวดระวังที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเธอด้วย
“โจอยากให้ฉันช่วยด้วยอย่างนั้นหรือ?”
เธอถาม
“ผมรู้ว่าเธอกำลังเอาความคิดบางอย่างมาใส่หัวคุณนะเบท ผมอยากให้คุณเลิกล้มความคิดเื่นั้น”
เขามองเห็นเงาแห่งความไม่พอใจผ่านแวบขึ้นมาบนใบหน้าแต่ก็ถูกอำพรางลงอย่างรวดเร็วขณะที่เธอเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งลงตรงโต๊ะทำงานโน้มร่างมาข้างหน้าและจ้องมองเขา
“ฉันคิดว่าคุณควรพูดให้ฉันเข้าใจมากกว่านี้นะนิค”
“ผมรู้ว่าเธอคิดจะเขียนสารคดีบทหนึ่งซึ่งจะลงพิมพ์ในวีเม่นอินแอ๊คชั่นของคุณหนึ่งในจำนวนนั้นคือเื่ของการสะกดจิตซึ่งผมไม่อยากให้เธอเขียน”
“ก็แล้วคุณเป็ใครล่ะถึงจะมาสั่งให้เธอเขียนหรือไม่เขียนเื่ไหน?”
เสียงถามของเบทเยือกเย็นอย่างน่ากลัวสายตายังไม่ละจากใบหน้าของเขา
“ผมแคร์เธอมากนะเบท”
กล้ามเนื้อตรงร่องแก้มเกร็งขึ้นเบทผุดลุกขึ้นยืนทันที
“แต่มันไม่เหมือนกับที่ฉันได้ยินมาเลยนะเวลาความสนใจทั้งหมดของคุณทุ่มให้กับศิลปินสาวคนนั้นแล้วไม่ใช่หรือ? ฉันเพียงแต่ได้ยินจากข่าวซุบซิบเท่านั้นนะเมื่อเป็เช่นนี้คุณก็ไม่มีสิทธิเข้าไปก่อกวนชีวิตของโจเธออีก ฉันหมายถึงว่าคุณเคยมีสิทธิอย่างนั้นมาก่อน”เธอดับบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปได้แค่ครึ่งมวนลงในที่เขี่ย
“เสียใจนิคฉันยอมตกลงกับคุณไม่ได้หรอกก็แล้วมันเื่อะไรคุณถึงห้ามไม่ให้เขาเขียนสารคดีเื่นั้นล่ะ?”
“ผมมีเหตุผลที่ดีมากมากเลยเบท”
นิคผุดลุกขึ้นยืนตาม
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าใครเป็คนเอาเื่ส่วนตัวของผมมาเล่าให้คุณฟังแต่เพียงแค่การที่ผมไปคุ้นเคยกับใครอีกคนหนึ่งมันไม่ได้หมายความว่าผมไม่แคร์โจเลยนี่”
เขาเดินกลับไปกลับมาบนพื้นพรม
“ผมรู้ว่าเธอเป็นักข่าวมีฝีมือมากคนหนึ่งเบทเธอค้นคว้าเื่นั้นมาโดยตลอด........”
เขาหยุดเว้นระยะยกมือขึ้นเสยผม
“ก็นั่นน่ะสิฉันถึงสงสัยไงล่ะว่าทำไมคุณถึงไม่ให้เธอเขียน?”
เบททรุดนั่งลงตรงขอบโต๊ะทำงานมองหน้าเขาอย่างสนใจนิคหยุดเดินแล้วกำลังยืนเอนร่างพิงอยู่กับผนังห้องยกมือขึ้นกอดอกไว้เผชิญหน้าเธอด้วยหน้าเธอด้วยทั้งสีหน้าและแววตาที่บ่งบอกความกังวล
“ถ้าผมเล่าให้คุณฟังมันเท่ากับผมเปิดเผยความลับที่ปกปิดมาเป็เวลานานพอสมควรทีเดียว”
“แต่ถ้าคุณไม่เล่าให้ฉันฟังฉันก็ไม่มีทางช่วยคุณได้เหมือนกันนะ”
“คุณนี่มันเหลือเกินเลยนะเบทโอเคแต่ถ้าคุณรู้แล้วผมขอร้องให้คุณเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับด้วยเพราะไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็จะกลายเป็เื่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับโจไปผมไปรู้มาว่าเวลานี้เธอจะเข้ารับการทดลองสะกดจิตด้วยตัวเองถ้าเธอถูกสะกดจิตแล้วเธอต้องพบกับความยุ่งยากแน่”
เขาหยุดเว้นระยะไปเป็ครู่
“คุณคงไม่รู้หรอกว่าครั้งหนึ่งตอนที่ยังเป็นักศึกษาอยู่เธอเคยเป็อาสาสมัครในห้องทดลองของมหาวิทยาลัยมาแล้วตอนนั้นแซมพี่ชายของผมเป็จิตแพทย์เขาทำงานอยู่ในแผนกนั้นด้วยและเป็พยานในเื่นี้ได้อย่างดีทีเดียว ตอนนั้นเขากำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเื่การระลึกชาติซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของสาขาจิตวิทยาคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่โจเคยถึงกับหมดสติเกือบจะตายมาแล้วและโจไม่รู้เื่นี้เลยก็เพราะในระหว่างการสะกดจิตเธอได้รับคำสั่งว่า “เมื่อคุณตื่นขึ้นคุณจะจดจำอะไรไม่ได้เลย”แต่แซมเล่าให้ผมฟังว่าศาสตราจารย์ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการนี้ถึงกับออกปากว่าไม่เคยเห็นใครมีปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าทึ่งขนาดนี้มาก่อนน้อยคนนักที่จะเข้าภวังค์ได้อย่างสมบูรณ์ถึงขนาดนี้แต่มันทำเอาเธอเกือบตายอย่างที่ผมบอกมาตอนต้นนั่นแหละ”
เบทหยิบดินสอขึ้นมาใส่ปากกัดสายตาไม่ได้ละจากใบหน้าของนิคเลย
“คุณพูดจริงหรือเปล่า?”
เธอเอ่ยถามขึ้นในที่สุด
“ผมไม่เคยพูดจริงอย่างนี้มาก่อนเลยนะ”
“แต่มันเป็เื่มหัศจรรย์มากทีเดียวนะนิคลองคิดถึงสารคดีที่เธอจะเขียนขึ้นมาสิ”
“พระเ้า....เบท”นิคผละออกจากห้องทุบกำปั้นลงกับโต๊ะโครมใหญ่
“คุณไม่เห็นหรอกหรือว่าเธอไม่ควรทำอย่างนั้นอีก?”
“ไม่เห็นหรอกโจไม่ใช่คนโง่นะนิคเธอต้องไม่ยอมเสี่ยงอย่างเด็ดขาด ถ้าเธอรู้........”
“แต่เธอไม่เคยรู้เลย”
นิคขึ้นเสียงอย่างโกรธจัด
“ผมเคยถามเธอเื่นี้มาแล้วแต่เธอไม่รู้อะไรเลยไม่รู้เลยจริงๆ ผมเคยพูดกับเธอมาแล้วว่าผมคิดว่าการสะกดจิตอันตรายมากและมันก็มีอันตรายจริงๆและคนอย่างโจน่ะถ้าลองเธอคิดว่าผมต่อต้านแล้วเธอจะยิ่งทำมันหนักขึ้นไปใหญ่เธอคิดว่าทุกอย่างที่ผมพูดมันไม่เข้าท่าไปหมด ได้โปรดเถอะเบทผมขอความช่วยเหลือจากคุณครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ผมขอสัญญาจากคุณด้วยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอนำความคิดเื่นี้มาเสนอคุณแล้วบอกปัดไปได้เลย”
“ฉันจะลองคิดดูก่อน”
เบทเอื้อมไปหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ
“เอาละฉันต้องขอโทษด้วยเดี๋ยวจะมีประชุมที่ห้องชั้นล่าง”
เธอยิ้มหวานให้เขา
“เออ!คุณรู้หรือเปล่าว่าเรากำลังทำรีวิวนิทรรศการของจูดี้ เคอร์สันอยู่? ฉันว่าหล่อนต้องชอบมากเลยพีท ลีเวสันเป็คนเขียนฉันเชื่อว่าเมื่อตีพิมพ์ออกมาแล้วมันจะทำให้มีคนสนใจเข้าชมมากขึ้น”
“ผมรู้ว่ามันเป็นิทรรศการที่ดีที่สุดงานหนึ่ง”
เขามองหน้าเธอเมื่อเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู
“เบท.... ”
“ฉันบอกแล้วไงล่ะว่าขอคิดดูก่อน”
เธอนั่งมองดูโต๊ะทำงานตรงหน้าหลังจากที่เขาออกไปจากห้องแล้วอีกนานในที่สุดก็ล้วงมือลงในกระเป๋าถือที่วางอยู่บนพื้นพรมข้างเท้าหยิบโน้ตทั้งหมดที่โจส่งมาให้พิจารณาขึ้นมาดูอีกครั้ง
ย่อหน้าที่เขียนถึงการสะกดจิตเพื่อระลึกชาติอยู่แผ่นบนสุดเบทพลิกอ่านคร่าวๆ ไปแต่ละหน้าแล้วยิ้มออกมาจากนั้นก็เอาโน้ตทั้งปึกใส่เข้าไว้ในลิ้นชักบนสุดของโต๊ะทำงานและใส่กุญแจล็อกเสียอีกชั้น
ขณะที่โจเดินเข้าไปในห้องเช่าของตนเองสัญชาตญาณทำให้เธอหยุดและเงี่ยหูฟังจากนั้นก็โยนกระเป๋าถือลงกับพื้นหันไปปิดประตูล็อกกุญแจแ่าเธอไม่อยากคิดว่านิคจะกลับมาที่นี่อีก
เธอเดินเข้าไปในห้องครัวเสียบปลั๊กหม้อต้มกาแฟหลังจากเวลาผ่านไปเป็ครู่เธอจึงคิดถึงเขาขึ้นมาอย่างจับใจสมบัติทุกชิ้นที่เคยเป็ของเขาไม่ว่าจะเป็เสื้อแจ๊คเก็ต ปึกเอกสารบุหรี่ที่ยังเหลือกว่าครึ่งซองและเทปที่ใช้เล่นกับวิทยุนับจำนวนไม่ถ้วนล้วนคือสิ่งที่บอกว่าเขาเคยอยู่ที่นี่เธอส่ายหน้าถอนใจเบาๆ เอื้อมไปเปิดตู้หยิบขวดกาแฟออกมา
“เราเห็นจะสิ้นสุดกันเสียทีนะนิโคลาส”
เธอพูดออกมาดังๆ
“คุณควรเดินออกไปให้พ้นจากชีวิตของฉันได้แล้ว”
บนโต๊ะในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยกองหนังสือและเอกสารเธอเลื่อนมันไปไว้เสียทางหนึ่งเพื่อหาที่วางถ้วยกาแฟก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างแบบฝรั่งเศสอันเป็ช่องทางที่เดินออกไปสู่ระเบียงด้านนอกมองลงไปเห็นสวนสาธารณะคอร์นวอลล์การ์เด้นส์ได้อย่างชัดเจน กลิ่นหอมของดอกฮันนี่ซัคเคิ้ลซึ่งปลูกไว้ในร่องคอนกรีตเป็แนวยาวกรุ่นเข้ามาถึงในห้อง
เธอสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น....ทิมเฮชแชมนั่นเอง
“โจผมนัดหมายเื่ที่เราจะไปพบบิลล์ วอลตันเพื่อนผมให้แล้วนะ”
“ทิมคุณนี่ยิ่งกว่าเทวดาเสียอีก จะไปพบเขาที่ไหนแล้วก็เมื่อไหร่ล่ะ?”
เธอคว้ากระดาษดินสอขึ้นมาถือไว้
“หกโมงสิบห้าวันพฤหัสที่เชิร์ช โร้ด ริชมอนด์ผมจะไปกับคุณแล้วก็เอาเ้าบราวนี่คู่ใจไปด้วย”
คำตอบของเขาทำให้โจหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ
“ขอบใจมากฉันจะไปพบคุณที่งานปาร์ตี้ของคุณก่อน”
“ก็คงเป็คุณกับใครคนหนึ่งอย่างที่เคยบอกไว้สินะโอเคโจเอาไงเอากันเท่านี้นะ”
ทิมมักพูดโทรศัพท์อย่างรีบร้อนเสมอไม่มีการอารัมภบทหรือลงท้ายประจำ