ตะวันคล้อยลับูเาสูงใหญ่ที่ตั้งเรียงรายสลับกันไปมาแสงสว่างดวงเล็กถูกจุดขึ้น ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า แสงสว่างมาจากแสงตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นวางไว้ตรงมุมบันไดทางขึ้นบนบ้านและตรงที่คนในบ้านนั่งหรือทำงานเล็กๆร่วมกันเท่านั้น
มืดสนิทเมื่อมองออกไปรอบๆบ้านมีเพียงแสงริบหรี่ที่ลอดผ่านแมกไม้ของบ้านที่ตั้งอยู่ไกลออกไปเท่านั้นเสียงสัตว์ตอนกลางคืนแข่งกันร้องดังประสานกันกระหึ่มไปทั่วป่า
ฉันนั่งลงตรงชานหน้าบ้านที่มีตะเกียงได้ถูกนำวางไว้อยู่ก่อนแล้วโชคดีที่วันนี้ฝนไม่ตกทำให้ท้องฟ้าเปิด ยามค่ำคืนที่นี่มองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนทุกดวงสว่างสดใสแข่งกันระยิบระยับเต็มท้องฟ้าแสงจันทร์ส่องสว่างผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งสูงบนเขา
“สวยจัง”ฉันถอนหายใจด้วยท่านั่งที่กำลังกอดเขาทั้งสองข้างอย่างหมดอาลัยกับชีวิตตัวเอง
ลมพัดโชยพากลิ่นของเหล่าดอกไม้ป่ากลิ่นเปลือกไม้ ซึ่งเป็กลิ่นที่ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแต่แปลกที่กลิ่นนี้มันทำให้เรารู้สึกโล่งสบาย
“กลิ่นธรรมชาติบำบัดของแท้”
เวลาล่วงเลยผ่านไปดวงจันทร์ที่ลับแนวต้นไม้ใหญ่ตอนนี้เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นแสงสีเหลืองนวลกลมโตใหญ่สวยเปล่งแสงแข่งกันกับดวงดาว ภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นชัดเจนได้ในเมืองใหญ่
พอคิดถึงเมืองใหญ่ที่นี่หมู่บ้านนี้แปลกๆภาษาที่ใช้ก้ำกึ่งระหว่างภาษาที่ใช้ในอดีตและปัจจุบันรวมกันเป็ประโยคที่น่าฟัง
ข้าวของเครื่องใช้เช่น เสื้อผ้าแบบชาวเขาแต่ก็ไม่ได้เป็แบบชาวเขาที่เห็นได้ทั่วไปแตกต่างกันพอสมควรและคงเพราะที่นี่เป็หมู่บ้านที่อยู่ในป่าลึกซึ่งน่าจะลึกมากๆการทอเสื้อผ้าใช้ถือว่าสมเหตุสมผลแต่ที่แน่นอนไม่มีเสื้อชั้นในต้องใช้ผ้ารัดหน้าอกแทน
ฉันคิดพลางหัวเราะออกมาเบา“หึ หึ”
ส่วนของใช้ในครัวที่ฉันเห็นบางอย่างก็เป็หม้อไห ถ้วยชาม ช้อนสั้น ปกติ แต่อาจจะเก่าบ้าง และยังมีภาชนะถ้วยชามไม้ที่ทำมาจากวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ทดแทนในส่วนที่ขาดไม่พอใช้
ตัวบ้านแน่นอนในป่าแบบนี้ก็ต้องเป็บ้านไม้อยู่แล้วแต่ที่แปลกที่ยังใช้หลังคาที่มุงด้วยใบอะไรสักอย่างที่ถูกจัดสานวางต่อกันเป็แผ่นๆและมันกันฝนได้ดีมากด้วยจากการที่ฝนตกหนักวันนั้น
สรุปได้คือแปลกแต่ก็ไม่ประหลาดผู้คนที่นี่ยังใจดีกว่าพวกที่อยู่ของนอกก็แล้วกัน ถึงฉันจะเห็นคนหมู่บ้านบางคนที่แอบมาดูฉันตอนพักอยู่ที่นี่ก็ตาม
ยายคำใสบอกว่าพรุ่งนี้จะมีคนในหมู่บ้านมาคุยปรึกษาเื่ของฉันเื่อะไรกันนะ
ฉันเหลือบไปมองเห็นแสงเล็กๆตรงลำธารด้านล่างที่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่แสงกระพริบเล็กๆหลายแสงวนเวียนกันไปมาตามขอบลำธาร บ้างก็กระพริบบนยอดไม้ ใบไม้
“หิ่งห้อย”ฉันรู้แล้วมันต้องเป็หิ่งห้อยแน่
ฉันรีบเดินลงจากตัวบ้านใส่ร้องเท้าเก่าที่ถูกสานอย่างประณีตเดินตรงไปยังที่มาของแสงที่เห็นได้จาก้าบ้าน
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ยิ่งสวยงามขึ้นไปทุกทีแสงจันทร์ที่ส่องโดนผิวน้ำบวกกับแสงของหิ่งห้อยที่บินวนกันไปมา
“สวยเหลือเกิน” นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นเ้าหิ่งห้อยนี้ไม่เปล่าเลยฉันไม่เคยเห็นตัวเป็ๆของมันเลยต่างหาก เห็นจากในหนังสือเท่านั้น
ฉันสูดหายใจลึกๆเข้าเต็มปอดกลิ่นหอมอ่อนของธรรมที่ปนเปกันไปหมด สดชื่นอะไรอย่างนี้
มีหิ่งห้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ไหล่ของฉันตัวมันเล็กมาก แต่ถึงตัวเล็กขนาดนี้พวกมันยังเปล่งแสงได้สวยจริงๆ
ตอนนี้ฉันถือว่า“เ้าหิ่งห้อย เ้าคือเพื่อนของฉันตอนที่พักอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
เพราะพ่อเทพบุตรของฉันปากหนักเหลือเกินไม่เดินผ่านก็นั่งอยู่ไกลเพียงเท่านั้นหรือแม้กระทั่งตอนนั่งกินข้าวสองมื้อที่ผ่านมาถึงจะนั่งทานข้าววงเดียวกันเขาก็กินของเขาอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรฉันเลยด้วยซ้ำ พูดถามก็ถามแต่กับยาย
“เฮ้อ”เสียงถอนหายใจของฉันทำให้หิ่งห้อยที่เกาะไหล่ตอนนี้มันได้บินจากไปแล้ว
ต่อจากนี้จะเป็ยังไงนะพรุ่งนี้คนในหมู่บ้านจะมาหารือกันเื่ของฉัน พวกเขาจะว่ายังไงกันมันก็อดคิดมากไม่ได้
“นอนเถอะนาง” เสียงแหบแต่นุ่มนวลของหญิงชราะโดังมาจากตรงชานบนบ้าน
“จ๊ะ”ฉันหันหลังกลับเพื่อเดินไปทางที่มาของเสียงแต่ยังไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองพวกหิ่งห้อยอีกครั้ง
“ฝันดีนะเ้าหิ่งห้อยตัวน้อย”
ฉันนอนข้างในห้องกับยายคำใสที่นอนแบบพับที่ถูกยัดด้วยงิ้วแน่นและที่สำคัญมันถูกเย็บตะเข็บด้วยมือ แต่น่าจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของอยู่เพราะบางอย่างมันก็คงไม่ได้ถูกทำขึ้นที่นี่ได้อย่างแน่นอน
พ่อเทพบุตรของฉันนอนอยู่อีกห้องบางคืนฉันก็แอบได้ยินเสียงกรนของเขาเบาๆด้วย
เสียงนกเจื้อยแจ้วปลุกฉันตื่นขึ้นมาฉันกวาดตามองไปด้านข้างที่ยายนอนอยู่มันว่างเปล่า ยายคงตื่นไปทำอหารเช้าแล้วแน่ฉันคิด
ฉันลุกขึ้นบิดไล่ความี้เีของตัวเองให้หมดไปจัดรวบผมให้อยู่ในทรงที่ดีกว่านี้หน่อย
ฉันค่อยๆเดินผ่านห้องของเขาอย่างเบาๆเขาตื่นหรือยังนะ
ประตูแง่มอยู่นิดหน่อยเสียงในหัวฉันตอนนี้มันกำลังเถียงกันอยู่ว่า “ส่องดูสิ” และอีกเสียงบอกมาว่า “อย่านะ”
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆพลางต้องใ
ประตูถูกเปิดอ้าออกเขาที่ยืนเผชิญหน้ากับฉันอยู่ตอนนี้ฉันซึ่งที่กำลังหยุดฟังเสียงสมองของตัวเองที่เถียงกันหน้าประตูห้องของเขา
“เป็สาวเป็นางตื่นสาย”น้ำเสียงแข็งกระด้างของเขาเปล่งออกมา จากที่ไม่เคยพูดกันวันนี้เขาพูดเริ่มออกมาแล้วแต่ฟังแล้วน่าโมโหเสียจริงๆ
ฉันแหงนไปมองหน้าเขาพลางทำหน้ามุ่ยใส่เขาทีหนึ่ง จากนั้นก็เดินจากมาเพื่อไปล้างหน้าและช่วยยายทำอาหารเช้า
“ยายมีอะไรให้ช่วยไหมจ๊ะ”รอยยิ้มสดใสของฉันที่ผ่านการล้างหน้าล้างตา สางผมที่ยุ่งจากการนอนมาแล้ว
“ไฟมันดับนางช่วยจุดไฟก็แล้วกัน”
ฉันหันไปมองตรงที่เป็เหมือนเตาไม่หรือมันคืออะไรสักอย่างนี่แหละที่นำไม้เป็แผ่นๆซึ่งถูกนำมาต่อกันทำให้กว้างเป็รูปสี่เหลี่ยมผื่นผ้ากว้างพอที่จะวางหมอได้สองใบข้างในมีดินเผาสีแดงที่ใช้เป็ฐานวางหม้อทรงโค้งไม่สูงมากซึ่งทั้งสองด้านของดินเผาไม่มากันเปิดอ้าด้านที่เราต้องนั่งทำอาหารถูกทำขึ้นมองอัน ซึ่งฉันคิดว่างั้นนะ และถูกวางไปบนฐานที่น่าจะเป็ดินแข็งๆที่ใช้ปูเป็ฐานด้านล่าง
ฉันยืนมองคิดพินิจอยู่ตรงนั้นคงนานพอที่ยายจะเดินเข้ามาถาม
“เ้าทำไม่เป็รึ”ยายถามออกมาพลางนั่งลงจัดการจุดไฟแทนฉัน
“ไม่จ๊ะฉันทำไม่เป็” พูดพลางฉันก็ส่ายหัวไปด้วย
“อะไรกันเ้าเป็สาวเป็นางทำไม่เป็ได้ยังไง”ยายพูดพร้อมหันหน้ามามองฉันที่ตอนนี้ได้ย่อตัวลงนั่งอยู่ข้างๆของหญิงชรา
ฉันยักไหล่ให้ยายไปทีหนึ่งเพื่อยืนยันคำตอบว่าทำไม่เป็จริงๆ
“ฉันช่วยล้างผักหั่นผักได้นะยาย” ฉันบอกยายด้วยคำพูดที่มั่นใจว่าสิ่งนี้ฉันทำได้
“แล้วทำกับข้าวปรุงกับข้าวเ้าทำได้ไหม” ยายย้อนถามฉันมาอีกครั้งซึ่งตอนนี้ไฟที่ถูกจุดลุกไม้พร้อมที่ทำอาหารต่อไปแล้ว
ฉันได้ยินคำถามนี้พลางต้องหันไปมองพ่อเทพบุตรของฉันที่กำลังกอดอกพิงข้างฝาของครัวอยู่ด้านหลังเขากำลังมองและฟังการสนทนานี้เช่นกัน
ฉันส่ายหัวอีกครั้งพร้อมก้มหน้าอย่างเขินอาย พวกเขาสองคน หญิงชรากับพ่อเทพบุตรหันไปจ้องหน้ากันแล้วหันกับมามองที่ฉันพร้อมๆกันอย่างไม่เชื่อสายตาของพวกเขา
แต่ก็ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของทั้งสองคนฉันได้เห็นมุมปากเขายกขึ้นยิ้มเล็กน้อย เขากำลังหัวเราะฉันอยู่ฉันหันไปมองหน้าเขาพร้อมทำหน้ามุ่ยปากใส่เขาไปอีกหนึ่งครั้ง
.................................................................
ขณะที่สายธารกำลังลงมาเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะเตรียมตัวนอนคืนนี้เขาเหลือบไปเห็นด้านหลังของหญิงสาวที่ชื่อเพียงฟ้านางกำลังยืนมองหิ่งห้อยตรงลำธารด้านหน้าอยู่ไม่ไกลเขาเท่าไหร่
สายตาชายหนุ่มจ้องมองด้านหลังของหญิงสาวอย่างไม่ละสายตาชายหนุ่มนึกคิดขึ้นมาว่าหญิงนางนี้ทำไมเขาถึงละสายตาจากนางไม่ได้เลยหญิงที่ดึงดูดสายตาเขาทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
จะอะไรก็แล้วแต่ซึ่งตอนนี้ปัญหามันได้จะเกิดขึ้นแล้วเพราะสิ่งที่เขาได้ช่วยหญิงสาวแบบไม่คิดชีวิตของเขากำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ให้เขาในวันข้างหน้าที่มาถึงเขาคิดว่าเขาจะรับมือกับเื่นี้ยังไงดี ข้อสรุปที่เป็กฎของหมู่บ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจะยกเหตุผลว่านี่เป็บังเอิญที่เกิดจากการช่วยชีวิตของคนคนหนึ่งก็เท่านั้นมันจะลบล้างกันได้ไหม
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังยืนจ้องมองหญิงสาวอย่างไม่ละสายตาได้ถูกจับจ้องด้วยดวงตาของหญิงชราที่อยู่บนบ้านเช่นกัน หญิงชรามองสายธารกับเพียงฟ้าสลับกันไปมา
“หรือนี่จะเป็บุพเพโชคชะตาของพวกเขาทั้งสองคนที่ทำให้ได้มาพบกัน” หญิงชราพูดกับตัวเอง
หญิงสาวที่มาจากที่แห่งไหนกันพูดจาแปลกๆแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกเช่นกัน แต่เหมือนเคยเห็นการแต่งกายแบบนี่มาแล้วครั้งหนึ่งครั้งที่พ่อของสายธารใส่หลงเขามาณ.ที่แห่งนี้ถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปนานแต่แบบเสื้อผ้าก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
โชคชะตาได้ถูกลิขิตไว้แล้วรึหญิงชราคิดพลางจ้องมองไปที่สายธารด้วยความเป็ห่วงหลานที่เลี้ยงมาโตจนตอนนี้กลายเป็หนุ่ม กับพ่อที่เดินออกจากครอบครัวไปในวันที่เขากำลังจะเกิดส่วนแม่เขาหมดลมหายใจจากไปตอนที่เขายังเล็กแต่ก็เพียงพอจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วอีกทั้งการช่วยเหลือชีวิตของหญิงสาวที่สายธารได้กระทำลงไปในครั้งนี้กำลังจะเป็บ่วงที่คล้องชีวิตหลานชายของเธอกับหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้เข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้