ซูเชี่ยวหลังจากลงชื่อเสร็จก็ย่อกายไปทางลี่หยางเล็ก และเดินออกมาจากตำหนักใฝ่คุณธรรมโดยไม่สนใจว่าชายหนุ่มมีเื่จะคุยด้วยหรือไม่ "อยู่ใกล้เขาทีไรมักมีเื่ทุกที ข้าจะต้องอยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้" ซูเชี่ยวพูดกับตัวเองในใจ
“หยุดก่อน” เสียงทุ้มกล่าวออกมาเรียบๆ หลังจากเห็นว่าซูเชี่ยวรีบเดินออกมาเพราะ้าหนีตน แต่ก่อนนางไม่เป็เช่นนี้ ทุกครั้งที่เจอเขาหากไม่พยายามมาอยู่ข้างกายก็จะตามมาเอาอกเอาใจ แต่เดี๋ยวนี้หากไม่บังเอิญเจอกันก็ไม่เคยเห็นหน้านางเลย เวลาที่เจอนางมักจะหลบเขา ไม่ก็พยายามหนีเหมือนกลัวอะไรเขาอย่างนั้น
“ท่านเ้าสำนัก้าเสื้อคลุมคืนใช่ไหมเ้าคะ เดี๋ยวข้าเอาไปคืนกับท่านรองเ้าสำนักนะเ้าคะ หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ซูเชี่ยวพูดติดกันรัวจนเ้าสำนักลี่หยางไม่สามารถแทรกพูดได้ หลังจากพูดเสร็จเธอทำท่าคารวะและออกมาเลย โดยไม่ได้มองหน้าเ้าสำนักลี่หยางเลยแม้แต่น้อย ทางด้านลี่หยางได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
“นางมีความลับ” เขาพูดออกมาคนเดียวขณะที่มองตามหลังซูเชี่ยวที่รีบเดินออกไป และยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยจากนั้นเดินตรงกลับตำหนักหยกขาว
ด้านซูเชี่ยวหลังจากหนีจากลี่หยางได้ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ตรงกลับที่พักทันที หญิงสาวรีบปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย หญิงสาวนำตำราที่ยืมมานั่งเปิดอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดเพื่อศึกษาให้เข้าใจเพื่อหากนำไปปฏิบัติแล้วจะได้ไม่ผิดพลาด เธอเห็นศิษย์ในสำนักหากผิดพลาดก็ทำให้ตัวเองาเ็ แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ฉะนั้นเธอจะต้องอ่านมันหลายๆรอบเพื่อให้เข้าใจ ซูเชี่ยวใช้เวลาในการเรียนที่ห้องและทบทวนอ่านหนังสือที่เธอยืมมาเป็ประจำทุกวัน และไม่ลืมที่ไปทำความสะอาดที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมทุกวันหลังเลิกเรียน เป็แบบนี้มา 4 อาทิตย์แล้ว
.
ณ ตำหนักใฝ่คุณธรรม
“ข้ามาทำความสะอาดเช่นเดิมเ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเดินมาบอกผู้คุ้มห้องตำราเหมือนปกติทุกวัน วันนี้เป็วันสุดท้ายที่นางจะมาทำความสะอาด เพราะครบกำหนดที่ถูกทำโทษ และเดินเข้าไปทำความสะอาดเป็ปกติ นางใช้เวลาในการทำความสะอาดประมาณครึ่งชั่วยามก็เสร็จ วันนี้เธอตั้งใจมายืมหนังสือเพิ่มเพราะหนังสือที่ยืมไป เธออ่านอยู่หลายรอบและท่องจำได้ดีแล้ว ซูเชี่ยวเลือกตำราที่เธอสนใจมา 4-5 เล่มล้วนเป็เล่มที่เกี่ยวกับพลังภายใน ตอนนี้เธอเรียนและเริ่มเข้าใจตามที่อาจารย์ในห้องสอนแล้ว แต่เธอลองโคจรพลังภายในเล็กๆ อย่างการหมุนเวียนจิตใจให้สงบเวลาถ่ายทอดพลังออกมาเพื่อจะใช้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ โดยไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดทั้งที่เธอก็ทำตามหนังสือทุกอย่าง โดยที่ไม่ผิดเพี้ยนสักนิดแต่ผลกลับไม่เป็อย่างที่คิด ซูเชี่ยวมองตำราที่เลือกอย่างพึ่งพอใจจากนั้นเดินไปด้านหน้าเพื่อลงชื่อยืมอย่างที่เคยทำ ก่อนที่หญิงสาวได้ลงชื่อกลับได้เห็นรองเ้าสำนักสักก่อน
“คารวะรองเ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดและย่อกายลงเล็กน้อยเพราะตอนนี้นางหอบตำราที่หนาเล่มล่ะประมาณ 2 เซ็นติเมตร ถึง4-5 เล่มไม่สามารถทำมือคารวะได้
“เ้ามาทำความสะอาดหรือ วันนี้ใช่วันสุดท้ายหรือไม่” เฟยซิ่นยิ้มและเอ่ยถามซูเชี่ยวที่เดินเข้ามา
“ใช่เ้าค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้เ้าก็ไปรับป้ายเข้าออกสำนักคืนได้” เฟยซิ่นยังกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณรองเ้าสำนัก” ซูเชี่ยวตอบกลับเสียงเรียบและย่อกายเล็กน้อยเพื่อไปลงชื่อตำราที่จะยืม เพราะเธอหนักมากตอนนี้ เฟยซิ่นที่เห็นท่าทางของนางก็ไม่ได้ว่าอะไร หันไปคุยกับผู้คุมเกี่ยวกับตำหนักแห่งนี้ว่าเป็อย่างไรบ้าง ซูเซี่ยวลงชื่อยืมตำราเสร็จก็เดินออกไปทันที
หลังจากที่ซูเชี่ยวกลับไป
“นางเป็อย่างไรบ้าง 1 เดือนมานี้ได้ก่อความวุ่นวายหรือได้มาทำงานครบตามกำหนดหรือเปล่า” เฟยซิ่นถามผู้คุมที่ดูแลตำหนักแห่งนี้
“ไม่เลยขอรับ นางทำครบที่ท่านบอกไว้” ผู้คุมกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม 1 เดือนมานี้หญิงสาวคอยช่วยงานเขาตลอด แถมยังไม่ถือตัวพูดคุยกับเขาตามปกติไม่เหมือนข่าวลือที่เขาได้ยินข้างนอก เฟยซิ่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยังไม่เชื่อ ครั้งที่แล้วเขาลงโทษนางให้ไปทำความสะอาดห้องเรียนแค่ 2 อาทิตย์แต่นางกลับเอาเงินจ้างคนอื่นให้ไปทำแทน ครั้งนี้เขาลงโทษนางไปตั้ง 1 เดือนแต่นางกลับทำจนครบด้วยตัวนางเองโดยที่ไม่บ่นเลยสักคำอย่างนั้นหรือ ด้านผู้คุมมองหน้าเฟยซิ่นที่ยังทำหน้าไม่เชื่อก็รีบพูดขึ้นว่า
“อ้อ หากท่านรองเ้าสำนักไม่เชื่อดูตำราที่นายืมได้ขอรับ นางจะยืมทุกๆ 2 วันครั้งขอรับ” ผู้คุมพูดพลางยื่นหนังสือที่ไว้คอยบันทึกการยืมตำราให้เฟยซิ่นดู เฟยซิ่นรับหนังสือมาดูทีละหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาที่ตัวเองเห็น ในแต่ละหน้าจะมีชื่อซูเชี่ยวลงไว้ทุกหน้าอย่างที่ผู้คุมพูดไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากกว่าก็คือ ตำราทุกเล่มที่นางยืมล้วนเป็ตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังภายในทั้งสิ้น แล้วนางจะยืมไปทำอะไรทั้งที่นางไม่มีพลังภายใน เื่นี้เขามั่นใจเพราะตอนที่นางปลุกพลังเขาก็อยู่ด้วยและเห็นกับตา เฟยซิ่นยังคงสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงคืนหนังสือแก่ผู้คุมและเดินจากตำหนักใฝ่คุณธรรม
.
วันต่อมา
ซูเชี่ยวหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จนางก็กลับมาที่ห้องพักของตัวเอง วันนี้เป็วันเทศกาลโคมไฟทางสำนักหยุดให้เป็เวลา 3 วัน ศิษย์ที่บ้านอยู่ใกล้ล้วนพากันกลับรวมทั้งเจียอี่ก็เช่นกัน ส่วนคนที่บ้านอยู่ไกลก็ออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดด้านนอกสำนัก ส่วนนางที่บ้านอยู่ไกลเช่นกันก็ทำได้แค่ส่งจดหมายกลับไป นางยังไม่เคยเจอกับพ่อและแม่ของเ้าของร่างนี้เลยสักครั้ง แต่ก็ทำหน้าที่เเทนนางอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ ในภพก่อนนางโตมาท่ามกลางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำงานและส่งตัวเองเรียนจนจบ แต่ในร่างนี้ผู้มีพ่อและแม่กับเขาก็อยากที่จะทำให้เต็มที่ เพราะเจียอี่กลับบ้านจึงทำให้หญิงสาวไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอกคนเดียว จึงเลือกที่จะอยู่ที่ห้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังต่อ ซูเชี่ยวนั่งจดจ่อกับตำราประมาณ 1 ชั่วยามก็รู้สึกเมื่อยล้าจึงลุกขึ้นมองไปที่หน้าต่าง
“วันนี้หิมะไม่ตกแฮะ ออกไปลองโคจรพลังข้างนอกดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว” หญิงสาวคิดในใจ และหยิบตำราหนึ่งเล่มเเละเดินออกไป เธอเลือกบริเวณม่านน้ำตกสูงหลังตำหนักใฝ่คุณธรรม เพราะวันหยุดแบบนี้ไม่มีคนอยู่แถวนี้ และไม่น่ามีใครที่จะมาอ่านหนังสือที่ตำหนักใฝ่คุณธรรมเป็แน่ ซูเชี่ยวเลือกโขดหินใต้ต้นไม้ใหญ่และขึ้นไปนั่งขัดสมาธิจากนั้นเริ่มโคจรพลัง
ซูเชี่ยววางมือ 2 ข้างทำท่าเหมือนพนมมือโดยการแบมือ2 ข้างมาประกบแต่ไม่ชิดกัน จากนั้นเริ่มถ่ายทอดพลังออกมา โดยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มทำตามตำราที่นางอ่านมาหลายสิบรอบ หญิงสาวลองทำตามตำรากว่า10 รอบ ก็ยังไม่สำเร็จจริงคิดจะถอดใจกลับไปที่ห้องพัก
“ครั้งสุดท้าย” ซูเชี่ยวพูดกับตัวเอง และตั้งสมาธิอีกครั้ง ขณะที่เธอเริ่มโคจรพลังที่ระหว่างฝ่ามือ2 ข้างของนางเริ่มปรากฏ แสงสีขาวขึ้นเรื่อยๆ และดับสลายหายไป ซูเชี่ยวยิ้มออกมาเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มเป็อย่างที่ตำราบอกไว้แล้วแต่นางต้องตั้งสมาธิมากกว่านี้ จากนั้นเริ่มทำแบบเดิมใหม่อีกครั้ง แสงสีขาวแบบเมื่อสักครู่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ามือของนางและค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มือของนางทั้ง2 ค่อยๆ กลางออก และเหงื่อที่หน้าผากของนางก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผากไปหมด ซูเชี่ยวที่ตอนนี้นางแทบทนรับพลังที่เกิดขึ้นระหว่างมือของนางไม่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมพลังที่ออกมามหาศาลได้จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่สะบัดมือขึ้นไปตามที่ที่เธอก็ไม่รู้ว่ามันไปทางไหน แต่พลังนั้นกลับไปถูกกิ่งไม่ใหญ่้า ทำให้กิ่งนั้นหักลงมาที่นาง
“กรี๊ดดด” ซูเชี่ยวกรี๊ดออกมาด้วยความใ แต่กับมีแสงสีแดงพุ่งมาที่กิ่งไม้นั้นแทน นางค่อยๆ ลืืมตาดูกิ่งไม้ที่กระเด็นออกไปไกล
“เก่งนิสาวน้อย” เสียงทุ้มดังออกมาจากด้านข้างนาง ซูเชี่ยวยังไม่ได้ลืมตาก็ได้เย็นเสียงดังแว่วออกมาซะก่อน นางหันไปตามทิศทางของต้นเสียง ทันทีที่เห็นก็จำได้ดีเพราะรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของคนๆ นี้ เ้าของใบหน้าหล่อเหลาผมสีน้ำเงินเข้มอมเทา ด้วตาสีเทาร่างกายดูสูงสง่า
“เป็ท่าน” เธอพูดออกไปทันทีที่เห็นเขา
“เป็ข้าเอง” ชายหนุ่มตอบและเดินเข้ามาหานาง
“ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าเมื่อสักครู่” ซูเชี่ยวพูดพลางยิ้มให้ชายหนุ่มด้วยความจริงใจ ชายหนุ่มเพียงยิ้มและพยักหน้า
“เ้ามีนามว่าอะไรหรือ เราเจอกันครั้งที่แล้วข้าลืมถาม” ชายหนุ่มถามขึ้นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่านางนามว่าอะไรจากป้ายที่นางทำตกไว้ครั้งที่แล้ว
“ข้านามเชี่ยว เเซ่ซูเ้าค่ะ แล้วท่านเล่า”
“ข้ามีนามว่าเย่วซือ”
“ขอบคุณท่านเย่วชืออีกครั้ง หากท่านมีอะไรให้ข้าทำเป็การตอบเเทนน้ำใจที่ท่านช่วยชีวิตถึง 2 ครั้งขอให้ท่านรีบบอก”
“ไม่เป็อันใด ข้าเพียงผ่านมาและช่วยได้ทันเท่านั้น เ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ” เย่วชือเ้าสำนักเพลิงอัคคีพูดขึ้น ไหนว่านางไม่มีพลังภายในอย่างไร แล้วสิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่คงจะเรียกว่าไม่มีพลังไม่ได้ ขนาดพลังเขาที่อยู่ในระดับสูงสุดหลังจากที่เข้าไปปะทะพลังนางที่กิ่งไม้เมื่อสักครู่ ถึงกับทำให้มือเขาสั่น คงมีแค่พลังสูงสุดเท่านั้นที่จะทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ได้ ไม่เห็นเหมือนที่ลี่หยางเคยเล่าให้เขาฟังเมื่อ 1 ปีก่อนเลยสักนิดว่าเ้าตัวไม่มีพลังและเข้ามาศึกษาที่นี่ได้เพราะอาศัยอำนาจของพ่อนาง และทำตัวเพื่อที่จะเข้าใกล้สหายของเขา สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก และคิดในใจเื่นี้เริ่มสนุกขึ้นแล้วสิ
ด้านซูเชี่ยวที่เห็นชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร กำลังจะเอ่ยถามว่าคนนอกแบบเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็เห็นร่างคุ้นตาเดินเข้ามาจากตำหนักใฝ่คุณธรรมเขาไม่ใช่ใครแต่เป็ลี่หยางเ้าสำนักวารีหยกแห่งนี้
“เ้ายังไม่กลับอีกหรือ” ลี่หยางเดินเข้ามาและเอ่ยถามเย่วชือทันที โดยไม่ได้หันไปสนใจซูเชี่ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ วันนี้ลี่หยางและเย่วชือเ้าสำนักเพลิงอัคคีนัดคุยกันเื่การคัดเลือกผู้นำสำนักที่จะถึงอีก 1 เดือนนี้ หลังพูดคุยกันเสร็จเย่วซือก็ขอตัวกลับ เขาจึงคิดที่จะมาหาตำราอยู่ที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม แต่เห็นทั้ง 2 คนกำลังยืนคุยกันจึงได้เดินเข้ามา
“พอดีข้าเจอสหายหน่ะ เลยเข้ามาทักทาย” ก่อนที่พูดเขาก็เหลือบตามาที่ซูเชี่ยว เห็นท่าทางของนางที่ทำท่าเหมือนไม่อยากให้เขาบอกอะไรแก่ลี่หยางก็เข้าใจทันทีว่านางคงอยากให้เขาปิดบังเื่ที่นางมีพลังแน่ๆ จึงไม่ได้พูดออกไป
“สหายกับนางงั้นเหรอ” ลี่หยางถามด้วยความงงงวย 2 คนนี้ไปสนิทสนมกันตอนไหนกัน ไม่ใช่พึ่งเจอกันครั้งแรกหรอกหรือ เย่วซือที่เห็นสีหน้าประหลาดใจจึงอยากที่จะแกล้งเขาต่อ
“ใช่" เย่วซือพูดเสร็จและหันมาพูดกับซูเชี่ยวต่อว่า
“อ้อ! เมื่อสักครู่แม่นางซูเชี่ยวบอกว่าหากมีสิ่งใดตอบแทนให้บอก งั้นวันนี้ข้าอยากที่จะชวนเ้าออกไปเดินดูเทศกาลโคมไฟที่ด้านนอกกับข้าได้หรือไม่”
ซูเชี่ยวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ นางไม่เคยเห็นเทศกาลโคมไฟของคนที่นี่ก็อยากที่จะไปดู เพราะถ้าหากนางไปคนเดียวกลัวจะเกิดเื่เหมือนครั้งที่แล้วอีกและดูจากชายหนุ่มที่ทำตัวสนิทสนมกับลี่หยางก็น่าจะไม่มีพิษมีภัยอะไร แถมเ้าตัวยังช่วยชีวิตนางถึง 2 ครั้ง
“ไม่มีปัญหาเ้าค่ะ” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงใส
“ไม่ได้” แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังออกมา ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนแต่เป็เสียงของลี่หยางที่ยืนอยู่ข้างๆ
“นี่มันวันหยุด เ้าจะห้ามนางไม่ได้” เย่วซือตอบแทนซูเชี่ยว
“เ้ากับข้ามีเื่ที่คุยกันยังไม่จบ”
“เื่อะไรของเ้า งั้นก็ไปด้วยกันเถิด” เย่วซือเห็นเหตุผลที่ฟังไม่ได้ของลี่หยางก็พูดตัดบท และตึงเเขนลี่หยางให้เดินไป จากนั้นหันมาทางซูเชี่ยวเป็การเชิญ
ซูเชี่ยวกลับไปห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนลี่หยางก็กลับไปเอาของที่ตำหนักหยกขาว ใช้เวลาประมาณ 1 เค่อทั้ง3ก็เดินทางออกจากสำนัก โดยลี่หยางยังยืนยันที่จะให้ซูเชี่ยวนั่งรถม้าร่วมกับตน โดยให้เหตุว่าชายหญิงไม่คงใกล้ชิด ส่วนเขาที่เป็คนดูแลสำนักที่นางอยู่ย่อมไม่เป็ไร
—————-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
พระเอกอย่ามั่วแต่เล่นตัวน๊าาา หากน้องถูกคาบไปแล้วจะมาเสียใจทีหลังน๊าาา
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคน ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????