บทที่ 24 ดอกโบตั๋น์
เวลาผ่านไปพักใหญ่ าแภายนอกที่ลำคอของหลิวชิงเลือนหายไปจนไร้รอยแผล แม้แต่เส้นลมปราณที่เคยฉีกขาดก็กลับมาไหลเวียนได้ตามปกติ แม้จะยังไม่เต็มสิบส่วนดีนัก แต่ก็นับว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว
เมิงฉินผละกายออกห่างอย่างช้าๆ พลางจัดแจงตัวเองด้วยท่าทีที่ยังคงขัดเขินอยู่บ้าง นางปัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“หลิวชิง... ข้าต้องไปแล้ว หากอยู่นานกว่านี้ศิษย์ของข้าจะพากันกังวลจนย้อนกลับมาดู ที่เหลือเ้าก็ดูแลตัวเองต่อแล้วกัน นั่งบำเพ็ญเพียรสงบจิตใจอีกสักหน่อยก็คงหายเป็ปกติ” เอ่ยจบนางก็ลุกขึ้นคว้าอารมณ์มาสวมใส่ให้เรียบร้อย
หลิวชิงเห็นท่าทีเช่นนั้นก็มิยอมให้นางจากไปง่ายๆ เขาเร่งสวมเสื้อผ้าของตนพลางเอ่ยรั้งนางไว้เพื่อจะมอบของบางสิ่งให้ “เมิงฉิน... เดี๋ยวก่อน เ้ากับข้าคงยังมองหน้ากันติดอยู่ใช่หรือไม่ในวันพรุ่งนี้?”
เขาถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงปนความกังวลเล็กน้อย เพราะเกรงว่าเหตุการณ์ลึกซึ้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องเปลี่ยนไป
เมิงฉินได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่าหลิวชิงกำลังกังวลเื่ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ นางพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติแม้ใบหน้าจะยังแดงก่ำ
“เ้าอย่าได้กังวลไปเลยทำตัวตามปกติเถิด เ้าอาจจะเห็นว่าข้าหน้าแดงขึ้นมาอีก มิใช่เพราะข้าเขินอาย แต่ข้ากำลังข่มอารมณ์ตนเองมิให้เอ่ยปากขอทำเื่เช่นนั้นกับเ้าอีกต่างหาก”
นางเว้นจังหวะหายใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “หากข้าอยู่นานกว่านี้ อารมณ์ของข้าคงจะพุ่งพล่านกลับมาอีกคราเป็แน่ และหากเป็เช่นนั้น... เราทั้งคู่คงได้ทำเื่นี้กันไปทั้งคืน ข้าต้องไปแล้ว!”
หลิวชิงยกยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาของนาง เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอที่รู้ว่าตนเองเข้าใจผิดไปไกล ที่แท้นางไม่ได้เป็อย่างที่คิด แต่กำลังพยายามข่มสัญชาตญาณของตนเองอยู่ต่างหาก
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังตั้งใจจะมอบของบางอย่างให้นางตามที่คิดไว้ หลิวชิงล้วงเข้าไปในกระเป๋าดูดกลืน แล้วหยิบดอกโบตั๋น์ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมาส่งให้ตรงหน้านาง
เมิงฉินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจนางรู้ดีว่าดอกโบตั๋น์นี้ล้ำค่าเพียงใด เพราะมันเปรียบเสมือนดอกไม้ประจำกายของนางที่ช่วยเพิ่มตบะและบำรุงผิวพรรณให้งดงาม ซึ่งตลอดชีวิตนางเคยได้เพียงสองดอกและใช้ต้มแช่กายไปหมดแล้ว
หากไม่นำไปใช้งาน การเก็บไว้กับตัวยังช่วยเพิ่มพูนพลังได้ทวีคูณ
“เ้าได้ของล้ำค่านี้มาอย่างไรหลิวชิง คงมิได้ขโมยมาใช่หรือไม่” เมิงฉินเอ่ยหยอก ท่าทางของนางดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยขณะจ้องมองของชิ้นนี้
“เ้าเห็นข้าเป็คนอย่างไรกัน?” หลิวชิงเอ่ยพลางยกยิ้ม “อีกอย่าง ข้าก็ตั้งใจจะนำมันมาให้เ้าอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนแรกข้ากะว่าจะขายให้เ้าเท่านั้นเอง”
อันที่จริงเขาได้ดอกโบตั๋นนี้มาจากเกาะ์ชำระล้างโดยบังเอิญเท่านั้น มิได้ลำบากในการเอามาแม้แต่น้อย แต่เขาก็เลือกที่จะมอบมันให้นางด้วยความเต็มใจ ส่วนเื่กายขายเขาเพียงเอ่ยขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
“เ้าเล่ห์ยิ่งนัก! ข้าจะรับไว้ถือว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” เมิงฉินเอ่ยขณะรับดอกไม้มา “แต่เ้าน่าจะเอาออกมาให้เร็วกว่านี้ เพราะมันช่วยให้พลังตบะจิ้งจอกเก้าหางทวีคูณขึ้น และจะช่วยให้เ้าหายเร็วยิ่งขึ้นด้วย”
หลิวชิงยกยิ้มเ้าเล่ห์พลางตอบกลับ “หากเป็เช่นนั้น ข้ากับเ้าก็คงได้ใช้เวลาด้วยกันไม่นาน... ข้าว่าไม่เอาออกมาแต่แรกน่ะดีแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้เมิงฉินหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันควัน นางรีบตัดบทพลางเตรียมตัวออกไป
“ข้าไปแล้ว... เอาไว้เจอกันวันหน้า!”
สิ้นคำนางก็พุ่งทะยานออกจากถ้ำไปทันทีด้วยท่าทีเขินอาย ทิ้งให้หลิวชิงมองตามแผ่นหลังของนางหายไปในความมืด
หลังจากนางจากไปได้ไม่นาน ร่างกายของหลิวชิงก็เริ่มสั่นสะท้านด้วยความเ็ป คล้ายสัญญาณของการจะบรรลุตบะขั้นถัดไป ทว่าอาการครั้งนี้กลับต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา แม้จะทรมานแต่เขาก็ยังพอฝืนทนได้ด้วยความเคยชิน
เขาเร่งสร้างค่ายกลกำบังไว้รอบบริเวณ เพื่อปกปิดมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่ามีคนกำลังจะบรรลุ และลึกๆ ก็หวังว่าเมิงฉินจะไม่วกกลับมาเห็นเขาในสภาพนี้ เพราะหากนางเห็นเข้าคงมิใช่เื่ดีแน่
จากนั้นหลิวชิงจึงรีบนั่งขัดสมาธิ ตั้งจิตมั่นเพื่อเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างกายของหลิวชิงก็เปล่งแสงเจิดจรัสออกมา พร้อมกับการบรรลุเข้าสู่ ระดับจักรพรรดิเซียนขั้นหนึ่งอย่างสมบูรณ์
หลิวชิงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาเมื่อรับรู้ถึงพลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง มิใช่ว่าเขาไม่ยินดีกับการก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งนี้ เขาดีใจและมีความสุขเสียด้วยซ้ำที่สามารถบรรลุถึงระดับนี่ได้สำเร็จ
แต่การบรรลุครั้งนี้รวดเร็วเกินไป เดิมทีระยะเวลาหกเดือนที่เย่กู่อี้กำหนดให้กักตนนั้นก็นับว่าเพียงพอสำหรับระดับาาเซียนขั้นแปดแล้ว แต่เขากลับเลือกที่จะเก็บตัวต่ออีกสองเดือนเพื่อให้บรรลุถึงระดับาาเซียนขั้นเก้า
ทว่าในยามนี้ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเซียนขั้นหนึ่งได้สำเร็จหากต้องกักตนต่ออีกสองเดือนเพื่อให้ดูไม่สงสัย เขาคงทำมิได้มันรู้สึกเบื่อหน่ายและรู้ไม่อยากจะหายหน้าหายตาไปนานแบบนั้นอีกแล้วเขามีหลายอย่างที่ต้องทำที่นครเยว่เฉิงและที่สำนักเซียนของตน
หากเย่กู่อี้รู้เข้าว่าเขาบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนกะทันหันเช่นนี้ นางต้องซักไซ้ไล่เลียงจนความแตกเป็แน่ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาพลาดพลั้งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเมิงฉินไปแล้ว จนเป็เหตุให้ตบะบำเพ็ญก้าวะโอย่างมิได้ตั้งใจเช่นนี้
ต่อจากนี้ไป เขาคงต้องเร่งหาคำแก้ตัวใหม่เพื่อใช้เป็ข้ออ้าง หากมีใครเอ่ยถามถึงที่มาของพลังที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างผิดปกติ
สามวันต่อมา
หลิวชิงเดินทางกลับเข้าสู่นครเยว่เฉิงและมุ่งตรงไปยังพระราชวังเฉิงในทันที เพื่อขอเข้าเฝ้ามหาจักรพรรดิเฉิงเว่ยชิง ตามธรรมเนียมหลังจากที่หายหน้าไปนาน
เขาก้าวเท้าเข้าไปภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเหล่าผู้าุโที่ยืนเรียงรายกันอย่างสงบ และบนบัลลังก์เบื้องหน้าคือมหาจักรพรรดิเฉิงเว่ยชิงผู้เปี่ยมด้วยอำนาจที่กำลังทอดพระเนตรลงมายังเขา
ทันทีที่เหล่าผู้าุโเห็นหลิวชิงต่างก็แสดงท่าทีเคารพนอบน้อมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมหาจักรพรรดิเฉิงเว่ยชิงนั้น ปรากฏรอยยิ้มจางๆ อยู่บนใบหน้ารออยู่ก่อนแล้วเมื่อรู้ว่าหลิวชิงจะเดินทางมาเข้าเฝ้า
“ผู้าุโทุกท่าน... ข้าขอหารือกับอาจารย์หลิวตามลำพัง พวกท่านจงออกไปก่อน แล้วส่งคนไปตามตัวเซียนทั้งหกมาพบข้าด้วย บอกพวกเขาว่าเซียนหลิวกลับมาแล้ว”
เฉิงเว่ยชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและทรงอำนาจเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้าุโ ก่อนที่ความเงียบจะเริ่มปกคลุมท้องพระโรงที่หลงเหลือเพียงเขากับหลิวชิง
ทันทีที่เหล่าผู้าุโลับตาไปเฉิงเว่ยชิงก็ลงจากบัลลังก์ก้าวตรงมาหาหลิวชิงด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายลง ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านเป็อย่างไรบ้าง... หายหน้าไปนานถึงแปดเดือน ข้าคิดถึงท่านแทบทุกวัน”
หลิวชิงได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มพลางเอ่ยตอบกลับอย่างเป็กันเองตามประสาสหายที่คุ้นเคยกันดี
“เป็ถึงมหาจักรพรรดิก็ควรจะคิดถึงพสกนิกรสิ เหตุใดจึงมาคิดถึงข้าได้เล่า?”
เฉิงเว่ยชิง...ได้ยินเช่นนั้นก็พลันหัวเราะออกมาจนทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป