หลิวอวิ๋นเหยาเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร เธอยื่นมือไปขยี้ผมซีซีเบา ๆ “พี่เป็พี่สาวของซีซี ต่อให้ต้องใช้เวทมนตร์ พี่ก็จะทำให้บ้านปลอดภัยที่สุดจ๊ะ”
จู่ ๆ เสียงครืดคราดจากท้องของซีซีก็ดังขึ้น
เธอก้มมองหน้าท้องของตัวเองตาปริบ ๆ แก้มแดงวูบหนึ่งเพราะความเขินอาย ก่อนจะได้กลิ่นหอมอบอวลลอยมาจากในครัว
“พี่เหยาเหยา ซีซีหิวแล้วค่ะ” เด็กสาวลากเสียงยาว ๆ อย่างออดอ้อนพลางลูบท้องตัวเองไปด้วย
หลิวอวิ๋นเหยาที่เพิ่งยกหม้อออกจากเตา หันกลับมามองแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าหิวแล้วก็มาช่วยพี่ยกกับข้าวเลย ถึงบ้านจะโล่งไปหน่อย แต่พี่ก็ยังเก็บชามตะเกียบเอาไว้ให้นะ”
“หอมจังเลย พี่เหยาเหยา วันนี้ทำอะไรบ้างคะ!”
ซีซีรีบวิ่งตึกตักเข้าไปในครัว แล้วเห็นทั้งเกี๊ยวหมูผสมกะหล่ำปลี ซุปเต้าหู้กับผัดผักกวางตุ้ง
ซีซีพยักหน้าแรง ๆ และรีบยกจานออกไป
เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งคู่ก็นั่งลง เสียงตะเกียบกระทบชามดังเบา ๆ ผสมกับเสียงหัวเราะสดใสของสองพี่น้อง พวกเธอทานอาหารไปคุยไป บรรยากาศอบอุ่นราวกับโลกภายนอกไม่มีเื่น่าหนักใจใด ๆ อยู่เลย
ซีซีวางตะเกียบลงพลางลูบท้องเบา ๆ “อิ่มมากเลยค่ะ พี่เหยาเหยา ทำไมทำอาหารเก่งจัง!”
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มกว้าง มือหนึ่งเอื้อมไปหยิกแก้มน้องสาวเบา ๆ “ก็ต้องเก่งอยู่แล้วสิจ้ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวน้องสาวของพี่จะผอมแห้งเป็ไม้เสียบผีน่ะสิ”
ซีซีสะดุ้งหน่อย ๆ ก่อนจะตีมือพี่สาวกลับเบา ๆ “พี่อะ!”
เสียงเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความเขินอาย แก้มใสขึ้นสีระเรื่อในทันที
เหยาเหยาลุกขึ้นรวบจานชามไปเก็บ พลางหันมายิ้มอย่างอบอุ่น“ไปทำการบ้านเถอะ เสร็จแล้วก็อาบน้ำแล้วนอนแต่หัวค่ำ จะได้ตื่นไปโรงเรียนอย่างสดใส”
ซีซีทำแก้มพอง มุ่ยหน้าเล็กน้อย “ค่ะ ๆ พี่เหยาเหยาเนี่ย เหมือนคุณแม่เข้าไปทุกวันแล้วนะคะ”
หลิวอวิ๋นเหยาหัวเราะน้อย ๆ เอียงคอถามหยอก “อ้าว ไม่ดีเหรอจ๊ะ หรืออยากได้คุณแม่แบบถือไม้เรียวดีล่ะ”
ซีซีรีบส่ายหัวปฏิเสธเสียงลนลาน “ไม่เอาค่ะ! แบบนี้ก็ดีแล้ว!”
แต่แล้วรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ เลือนหาย แววตาคมเข้มของเธอเปลี่ยนเป็จริงจังทันที
หลิวอวิ๋นเหยาหันไปกำชับน้องสาวด้วยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น “ซีซี อยู่เฝ้าบ้านนะ ห้ามเปิดประตูให้ใครทั้งนั้น พี่จะออกไปถามข่าวคุณพ่อกับพี่ชายก่อน ถ้ามีอะไรผิดปกติให้รีบไปซ่อนในห้อง เข้าใจไหม”
“ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง
หลิวอวิ๋นเหยาไม่รอช้า เธอคว้าเสื้อคลุมขึ้นพาดบ่าแล้วก้าวออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ยามเย็นในซอยที่เริ่มมืด ผู้คนบางตาอย่างผิดสังเกต ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีแม้แต่เสียงหมาเห่า มีเพียงเสียงรองเท้าของหลิวอวิ๋นเหยากระทบพื้นซีเมนต์ที่สะท้อนก้องไปทั่วตรอกแคบ ๆ เท่านั้น
เธอมุ่งหน้าไปยังบ้านของหวังเจิ้งหลิน เพื่อนสนิทของพ่อ หากจะมีใครพอรู้ข่าวคราวอยู่บ้างก็คงมีแต่เขาเท่านั้น
พอถึงหน้าบ้าน เธอก็ยกมือเคาะประตูไม้เก่า ๆ อย่างสุภาพ แต่กลับมีความร้อนรนซ่อนอยู่ในแววตา
เมื่อถึงบ้านนั้น หลิวอวิ๋นเหยาก็เคาะประตูด้วยท่าทีสุภาพแต่แววตาแฝงความร้อนรน เ้าของบ้านซึ่งเป็ชายวัยกลางคนหน้าตาเหนื่อยล้าจากการทำงานเปิดประตูออกมา พอเห็นว่าเป็ลูกสาวของเพื่อนเก่า สีหน้าก็แปลกใจปนระวัง
“เสี่ยวเห ยา? ไม่ได้เจอกันนานเลย นี่ปิดเทอมแล้วเหรอถึงกลับบ้านได้ มาดึก ๆ ป่านนี้มีเื่อะไรหรือเปล่า”
“สวัสดีค่ะลุงหวัง หนูเรียนจบแล้วค่ะ เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง ซีซีก็บอกว่าคุณพ่อกับพี่ชายหายตัวไป หนูไม่รู้ว่าจะไปถามที่ไหน เลยลองมาถามคุณลุงก่อนว่าพอจะรู้เื่บ้างไหม หรือหนูสามารถไปถามที่ไหนได้บ้าง”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเก็บความสั่นไหวในใจและรอคำตอบ
น้ำเสียงของเธอหนักแน่นจริงจัง ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
คุณลุงหวังชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลังเลก่อนจะกวาดมองรอบ ๆ อย่างระวังราวกับกลัวใครแอบฟังอยู่ เขาผายมือเชิญหลิวอวิ๋นเหยาเข้าไปในบ้านอย่างเงียบ ๆ
“เข้ามาข้างในก่อนเถอะ” หวังเจิ้งหลินเชื้อเชิญ
เมื่อประตูปิดลง บรรยากาศภายในห้องโถงก็กดดันขึ้นมาทันตา คุณลุงหวังถอนหายใจยาว ๆ ั์ตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและวิตกกังวล
จางเหมยฮวา ภรรยาของลุงหวังเจิ้งหลินก็เดินออกมาที่ห้องรับแขกพอดี “อ้าว เสี่ยวเหยา กลับมาเมื่อไหร่จ๊ะ”
“สวัสดีค่ะคุณป้า หนูเพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เองค่ะ” หลิวอวิ๋นเหยากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
หวังเจิ้งหลินโน้มตัวไปพูดกับภรรยาเบา ๆ “เธอไปทำธุระก่อนเถอะ ฉันมีเื่จะคุยกับเสี่ยวเหยา”
จางเหมยฮวาเข้าใจ เธอส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้หลิวอวิ๋นเหยาแล้วผละออกไป
“นั่งลงก่อนเถอะเสี่ยวเหยา” หวังเจิ้งหลินยื่นมือไปทางเก้าอี้
“เสี่ยวเหยา เื่นี้ลุงเองก็อยากบอกเธอเหมือนกัน แต่ความจริงคือลุงไม่ได้รู้รายละเอียดทั้งหมด” หวังเจิ้งหลินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ลุงได้ยินเพียงว่าพ่อของหนูถูกส่งไปชายแดนใต้ั้แ่เมื่อต้นปีเพื่อทำหน้าที่แพทย์ประจำหน่วยลับ มีจดหมายเพียงฉบับเดียวที่พ่อของหนูฝากให้ลุงช่วยดูแลลูก ๆ ก่อนที่เขาจะไป หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวอะไรอีก”
เขาหยุดไปชั่วขณะ พ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงที่เอ่ยต่อแทบกลืนหายไปกับอากาศ “ส่วนพี่ชายของหนูถูกเรียกตัวไปทีหลังในฐานะกำลังสนับสนุนหน่วยลับ เขาเดินทางตามไปแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่พ่อของหนูออกเดินทาง แต่หลังจากนั้นจดหมาย รายงาน หรือข่าวคราวใด ๆ ก็ไม่มีอีกเลย ลุงเองก็ไม่มีเส้นสาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภารกิจนั้นเกี่ยวกับอะไร”
หวังเจิ้งหลินกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “จากข้อมูลล่าสุดที่ลุงได้มาวันนี้ ภารกิจนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานลับอีกหน่วยหนึ่งคือ ‘หน่วยเงา’ แต่การจะเข้าถึงรายละเอียดของภารกิจแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย หากไม่มีเส้นสายหรือการอนุญาตโดยตรง”
หลิวอวิ๋นเหยากำมือแน่น ความกังวลแล่นวาบขึ้นในดวงตา แต่น้ำเสียงยังมั่นคง “ขอบคุณค่ะลุงหวัง หนูเข้าใจแล้ว อย่างน้อยก็พอมีทิศทางบ้าง ว่าแต่ลุงหวังพอจะมีข้อมูลติดต่อของหน่วยเงานั้นบ้างไหมคะ”
หวังเจิ้งหลินถอนหายใจเล็กน้อย ลึก ๆ แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “ข้อมูลติดต่อหน่วยเงาโดยตรง ลุงไม่มีหรอก แต่ลุงคิดว่า หนูอาจลองไปสอบถามผู้บัญชาการสวีได้ เขาน่าจะพอให้เบาะแสบางอย่างได้”
หวังเจิ้งหลินเผยแววตาอบอุ่นปนกังวล “เสี่ยวเหยา…ระวังตัวด้วยนะ เื่แบบนี้ไม่ใช่เื่เล่น ๆ แต่ลุงคิดว่าหนูในฐานะลูกสาว น่าจะมีสิทธิ์สอบถามและรู้ความจริงเกี่ยวกับพ่อและพี่ชาย”
ขณะที่หลิวอวิ๋นเหยากำลังจะเดินออกจากบ้านหวังเจิ้งหลิน จางเหมยฮวาก็เดินออกมาพอดี
“ขอบคุณมากนะคะลุงหวัง ลาก่อนค่ะคุณป้า”
ป้าหวังยืนอยู่ใกล้ ๆ แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เสี่ยวเหยา ดึกแล้วกลับบ้านดี ๆ นะ ระวังตัวด้วย”
หวังเจิ้งหลินก็พยักหน้าเช่นกัน
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มบาง ๆ น้ำเสียงมั่นคง “ค่ะคุณลุงคุณป้า หนูจะระวัง”
ป้าหวังถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะโบกมือให้ “ไปเถอะลูก”
หวังเจิ้งหลินกับจางเหมยฮวายืนมองตามจนร่างของเสี่ยวเหยาเลือนหายไปในเงามืด แววตาของทั้งคู่มีทั้งความห่วงใยและความหนักใจปะปนกันอยู่ พวกเขาก็อยากจะยื่นมือเข้าช่วยเหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้มีเพียงส่งแรงใจจากตรงนี้ให้ได้เท่านั้น