ในบ่ายอันอบอ้าวของเดือนเมษายน เมฆเข้ารายงานตัวกับพันตำรวจเอกยอดยิ่งผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวน ศูนย์สืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธร ภาค 1
เขาเคยร่วมงานกันกับพันตำรวจเอกยอดยิ่งมานานกว่าสองปีภารกิจตอนเป็ตำรวจชั้นประทวน คือสอบสวนคดีทั่วไปบางทีต้องปลอมตัวเข้าไปในกลุ่มคนร้ายเพื่อหาข่าว คดีจับกุมบ่อนพนันใหญ่ใกล้เมืองหลวงหลายคดีหรือจับผู้ค้ายาเสพติด
“เมฆงานใหญ่ที่กำลังจะเสนอให้ ต้องใช้ฝีมือ ความกล้า เสี่ยงตายแทบทุกเสี้ยวนาที”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้
“คือเข้าร่วมในปฏิบัติการเข้าเกลียวของเรา”
เมฆเข้าใจคำศัพท์เข้าเกลียว เป็อย่างดี เป็ขั้นตอนหนึ่งของตำรวจสืบสวนที่ใช้ในการควานหาผู้กระทำผิดและติดตามตัวมาดำเนินคดีการเข้าเกลียวคือการส่งเ้าหน้าที่ตำรวจแฝงตัวเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับผู้ใกล้ชิดของเป้าหมายและใช้จิตวิทยาในการหาข่าว ั้แ่รับราชการมาเขายังไม่เคย เข้าเกลียวเลย มีแต่ทำงานสนับสนุนในฐานะชุดสะกดรอย เพื่อคอยติดตามคุ้มกันตำรวจปฏิบัติการเข้าเกลียวเท่านั้นแม้จะเคยแฝงตัวไปสืบในคดียาเสพติด แต่เป็การเข้าไปหาข่าวล่อซื้อเป็หลักเพราะคดียาเสพติดจะไม่ให้ตำรวจปลอมตัวเข้าเกลียวเนื่องจากเสี่ยงเกินไปแต่จะใช้สายสืบซึ่งเป็กลุ่มคนติดยาหรือคลุกคลีอยู่ในวงการยาเสพติดอยู่แล้วเข้าไปหาข้อมูลแทนมากกว่า
“อยากให้นายปลอมตัวไปอยู่กับสายเพื่อไปหาข่าวในแก๊งอาชญากรรมรายใหญ่ในเขตรับผิดชอบของเรา”
“แก๊งไหนครับ”
“แก๊งนกกระจอก”
เมฆกลืนน้ำลายลงคอแม้จะทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่คิดว่าภารกิจตรงหน้าคือการเข้าเกลียวไปอยู่ในถ้ำเสือซึ่งมีชื่อน่าเกรงขาม มีอิทธิพลมากที่สุดแก๊งหนึ่งในประเทศ
เป็แก๊งรวมมหาวายร้ายขึ้นชื่อเื่ความโเี้ เืเย็น มานานนักหนา ไม่ได้ “กระจอก” อย่างชื่อแก๊งเลยแม้แต่น้อย
“นี่เป็คดีใหญ่ไม่ใช่สำหรับคุณคนเดียวหรอกนะ สำหรับของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ด้วย”
“ทำไมถึงเป็ผมครับ”
“นอกจากจะเชื่อใจในฝีมือความรอบคอบของคุณแล้ว งานนี้มันค่อนข้างเสี่ยง เรา้าได้คนที่กล้าไม่มีภาระให้ต้องกังวล และสำคัญที่สุด…”
ร้อยตำรวจโทหนุ่มรอคำตอบจากผู้บังคับบัญชา
“คนจะเข้าไปสืบข่าวร่วมกับสายของเราจะต้องฉลาด มีไหวพริบ สำคัญก็คือหน้าตาต้องซื่อๆ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่และลักษณะภายนอกของคุณน่ะ น่าจะไปเป็พระเอกหนังอินเดียมากกว่าเป็ตำรวจว่ะ”
พระเอกหนังอินเดียเกี่ยวอะไรกับการเข้าเกลียววะเนี่ยชายหนุ่มบ่นในใจ
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราส่งตำรวจไปเข้าเกลียวเพื่อสืบข่าวเป้าหมายในแก๊งนกกระจอกเคยส่งไปแล้วหลายครั้งแต่เข้าไม่ถึง”
พันตำรวจเอกยอดยิ่งเอนร่างพิงกับพนักเก้าอี้
“แก๊งนกกระจอกเป็ซุ้มมือปืนใหญ่มีกลุ่มอิทธิพลหนุนหลัง พอลงมือเสร็จก็หายตัวเข้ากลีบเมฆ เพราะได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็ระบบมีการส่งตัวไปกบดานที่อื่น บางครั้งรู้ว่าเป็ใครทำแต่หาพยานหลักฐานและเข้าจับกุมไม่ได้ มือปืนมักได้รับการคุ้มครองจากผู้บงการเสมอ”
เมฆพอจะนึกภาพออกวงการมือปืนยุคนี้พัฒนาตัวเองไปมาก มีเครือข่ายเชื่อมต่อกันแถมยังซุกปีกอยู่ใต้อิทธิพลนักการเมืองจนตำรวจยากจะเข้าถึงตัวได้การทำงานมีลักษณะเป็ทีมกล่าวคือ มีทั้งชุดดูลาดเลาเพื่อดูพฤติกรรมเหยื่อเส้นทางหลบหนี รวมไปถึงชุดชี้เป้า ลงมือ คุ้มกันหากจะเรียกให้ถูกก็ไม่ควรจะเรียกว่าเป็มือปืนน่าจะเรียกว่าเป็กลุ่มทีมสังหารเสียมากกว่า นี่ยังไม่นับรวมกับบางพื้นที่แม้จะปลอดซุ้มมือปืน แต่ก็มีมือปืนอิสระเคลื่อนไหวอยู่ เช่นในเขตนครบาล
“เป้าหมายของเราคือใครครับผมยังนึกไม่ออก”
“เป้าหมายคือนายบุญเรือง”
“นายบุญเรืองหรือครับ”
“ทั้งตำรวจและมือปืนรู้จักชายผู้นั้นในนามนายบุญเรืองเท่านั้นตัวตนจริงๆ ชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ น้อยคนนักจะรู้จัก คนๆนี้เปรียบเหมือนเส้นเืใหญ่ของแก๊งนกกระจอกถ้าเราจับกุมเขาได้แก๊งนี้ก็เสร็จเราแน่”
“ถ้าอย่างนั้น…”
“ใช่แล้วเมฆ”พันตำรวจเอกยอดยิ่งพยักหน้า
“ภารกิจลับครั้งนี้เสี่ยงอันตรายกว่าทุกครั้งสำหรับตำแหน่งของนายยังอยู่ที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวเหมือนเดิมแต่จะถูกยืมตัวมาช่วยราชการ เข้าใจตามนี้แล้วกัน”
“ครับผมเข้าใจ”
“เมฆนี่เป็ภารกิจยากมากๆ ไม่บังคับว่าจะทำหรือไม่ทำ แม้จะท้าทาย แต่เสี่ยงเหลือเกิน…”
เมฆฟังอย่างสงบนิ่ง
“เมื่อเริ่มปฏิบัติงานคุณต้องทุ่มเวลาให้งานซึ่งได้รับมอบหมาย หรือจนกว่าจะเรียกตัวกลับติดต่อกับผมเพียงผู้เดียว ถ้าหากเป็อะไรไป หมายความว่าเป็การเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่”
พันตำรวจเอกยอดยิ่งผลักแฟ้มเอกสารวางลงตรงข้างหน้า
“ให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ในการตัดสินใจเอาแฟ้มประวัติแก๊งนกกระจอกไปศึกษาเสียก่อน อ่านดูแล้วชั่งใจดูปรึกษากับคนในครอบครัวเสียก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาให้คำตอบ”
“ผมขอเวลาสามวันครับแล้วจะให้คำตอบ” เมฆบอกเสียงแ่
………………………..
กลับถึงบ้าน ชายหนุ่มนั่งทำงานต่อ
สิ่งแรกก็คือหยิบแฟ้มรายงานขึ้นมาศึกษา เริ่มต้นด้วยความเป็มาของชื่อแก๊ง “นกกระจอก”
ชื่อแก๊งนกกระจอกถูกเรียกขานโดยกลุ่มนักข่าวอาชญากรรม ซึ่งพ้องกับแก๊งนกกระจอก ในเมืองหลู่เหลียงมณฑลซานซี สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหัวหน้าแก๊ง เฟิง เสี่ยวฉวน ได้ส่งลูกสมุนจำนวน 15 คนเข้าสอบเป็นักเรียนนายร้อยตำรวจหลังจากสำเร็จได้รับการบรรจุรับตำแหน่ง ส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติงานเป็ตำรวจในเมืองจงหยางเขตปกครองหนึ่งของเมืองหลู่เหลียง และทำให้เกิดความฉ้อฉลอันเป็ผลมาจากมีเื้ัโยงใยกันระหว่างองค์กรอาชญากรรมกับผู้บังคับใช้กฎหมายนั่นเอง
นักข่าวสายอาชญากรรมจึงตั้งฉายาล้อเลียนเพราะวายร้าย “แก๊งนกกระจอก”ในไทยมักหลุดรอด หนีคดีไปได้เป็จำนวนมาก
ส่วนอีกแฟ้มหนึ่งเป็เื่ของ“เสธ.ขาว” คนอยู่เื้ัแก๊ง “นกกระจอก”แม้ในแฟ้มประวัติจะมีความยาวไม่มากนักแต่ทำให้รองสารวัตรสืบสวนกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวอุทานออกมาด้วยความทึ่งปนเปไปกับความตื่นเต้น
เสธ.ขาว มีชื่อจริงว่า สุภาพ แซ่เฮงเป็คนไทยเชื้อสายจีน อายุ 55 ปี เกิดนนทบุรีมีพี่น้องชายหญิง รวม 6 คน เป็ครอบครัวคนจีน มีฐานะปานกลางประกอบอาชีพค้าขาย
ในวัยเด็ก ขาวเป็เด็กเรียบร้อย ไม่ชอบหาเื่ใคร แต่กล้าคิด กล้าพูด มีความเป็ผู้นำเป็ที่รักใคร่ในหมู่เพื่อนฝูง และ ครู อาจารย์ เรียกได้ว่าส่อแววเป็ผู้กว้างขวาง มาั้แ่เยาว์วัย
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะเติบโตเป็ผู้ทรงอิทธิพลสักนิดเดียว
หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น“สุภาพ”สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ท่ามกลางความแปลกใจของเพื่อนและครอบครัวเพราะเด็กหนุ่มไม่ได้มีทีท่าสนใจรับราชการแม้แต่น้อยหลายคนคิดว่าเขาน่าจะเลือกสอบเข้าเรียนแพทย์มากกว่า
แต่ขาวบอกถึงเหตุผลที่เลือกรับราชการแทนเป็แพทย์ว่าเหตุผลหลักสืบเนื่องจากระยะหลังกิจการค้าของเตี่ยที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนมีสีเริ่มมีปัญหาโดนกลั่นแกล้ง รังแกอย่างไม่ยุติธรรม จนสูญเงินก้อนโตไปหลายครั้ง
ด้วยเหตุนี้สุภาพ แซ่เฮง จึงตัดสินใจเบนเข็มในการเรียน เลือกเป็ทหารถือปืนมากกว่าจะเป็หมอถือเข็มฉีดยา
“ตี๋ขาว”จบการศึกษาได้เป็นายร้อยสมใจด้วยคะแนนการเรียนระดับดีรวมทั้งผ่านการอบรมเข้ารับการเรียนหลักสูตรจู่โจม หรือ “แรงเยอร์”อันลือชื่ออีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับเลือกให้เป็ผบ.หมวดในทีมสังหารกองรบพิเศษปฏิบัติภารกิจลับทางภาคใต้อีกสองปี
ไม่มีใครรู้ว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อใดแต่น่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “เตี่ย” เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างไม่มีใครคาดฝันมาก่อน
หลังจากเตี่ยเสียชีวิตร้อยตรีขาวก็ไม่ค่อยกลับมาเยี่ยมครอบครัวเหมือนเคย
ยิ่ง่ลงไปทำงานอยู่ในหน่วยล่าสังหารของหน่วยรบพิเศษแทบจะตัดขาดกับครอบครัวไปเลย โดยไม่ทราบสาเหตุ
หลังจากปฏิบัติภารกิจทางภาคใต้ “หมวดขาว” ก็สร้างความตกตะลึงให้กับเพื่อนและญาติมิตรด้วยการยื่นใบลาออก
ที่สำคัญกลุ่มเพื่อนที่คบหาหลังกลับจากภาคใต้ไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดิม ส่วนใหญ่เป็คนมีสีรุ่นพี่นอกแถวรับใช้นักการเมืองระดับประเทศ หรือไม่ก็เป็กลุ่มทายาทนักการเมืองคนดังที่มักตกเป็ข่าวเื่ชู้สาว ทะเลาะวิวาท
จากคนนิสัยเรียบร้อยสมถะ กลายเป็คนมือเติบ กินเที่ยวไม่เว้นวันไปอย่างไม่น่าเชื่อนิสัยเริ่มเปลี่ยนไป จาเคยเป็คนไม่สู้คน กลายเป็คนสู้คนและไม่เกรงใจใครไปในที่สุด
หลังจากลาออกแล้วเขามักเข้าออกบ้านนายพลคนดังซึ่งเกษียณอายุไปแล้วอยู่เป็ประจำ นายพลคนดังที่ร่ำลือว่าเป็นายทหารมาเฟียที่คุมผับ บาร์ ในกรุงเทพฯ หลายต่อหลายแห่ง จนกลายเป็ “เ้าพ่อเมืองหลวง” ซึ่งใครต่อใครก็ครั่นคร้าม
ฉายา “เสธ.ขาว”จึงเกิดขึ้นใน่นี้เอง เนื่องจากถือเป็ “คนสนิท”ของ “เ้าพ่อเมืองหลวง” หาได้เป็เพราะเรียนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหารแต่อย่างใดไม่
และเมื่อไม่กี่ปีนี่เองเขาตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยในละแวกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่ร่ำลือกันว่าคือบริษัทรับจ้างฆ่า และยังเป็เครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดแต่ตำรวจไม่เคยสาวไปถึงตัวของ “เสธ.ขาว” ได้เลยเพราะบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งนี้ มีนักการเมืองถือหุ้นอยู่ด้วยมีเส้นสายของคนใหญ่คนโต การทำคดีจึงยากเหมือนเข็นครกขึ้นูเา
…………………………………
เมฆถอนหายใจยาว วางแฟ้มลงบนเตียงแต่อารามด้วยความรีบร้อน รูปใบหนึ่งร่วงหล่นลงกับพื้น
เขาก้มลงหยิบรูปนั้นขึ้นมาเพ่งมองคนในรูปเป็ชายหนุ่มใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวแบบลูกครึ่งจีนดวงตาถูกปิดบังไว้ด้วยแว่นเรย์แบนด์สีชา แผงหนวดบนริมฝีปากดกครึ้มรวมไปถึงเคราใต้คาง สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ สะดุดตาด้วยการแขวนสร้อยทองเส้นเขื่องริมฝีปากของชายคนนั้นกำลังเผยอยิ้ม มองดูแล้วเหยียดเย้ยอย่างไรพิกลอยู่
เขาพลิกดูด้านหลังของรูปไม่มีชื่อของเ้าของภาพ หรือข้อมูลใดๆ เลย
ใครกัน…