เสียงใครบางคนดังแว่วมาในความมืดของราตรี
“เธอเชื่อไหมว่ามีบางสิ่งในความมืด...กำลังเฝ้าดูเราอยู่”
ย้อนอดีตไปหนึ่งพันปีก่อน
ท่ามกลางเปลวแดดร้อนระอุเหนือผืนดินแห้งแตกระแหงปราสาทหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาขบวนแห่ยาวเหยียดเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าชายฉกรรจ์สี่คนแบกเสลี่ยงที่มีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางพรมเนื้อดี
หญิงสาวผู้มีดวงหน้าอ่อนวัยงามสง่าในอาภรณ์เ้าหญิง บ่งบอกว่าเป็ชนชั้นสูงระดับสูงสุดในราชสำนักถูกพันธนาการมือและเท้าด้วยโซ่เหล็กหนัก เธอแม้จะยังอ่อนวัยแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองปนสับสนไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอซึ่งเป็เืเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์ กลับต้องถูกลากมายังลานปะาเช่นนี้
ขบวนหยุดลงกลางลานหินใหญ่ลมแรงหอบฝุ่นแดงพัดผ่าน เสียงกลองทุบเป็จังหวะเชื่องช้าในเบื้องหน้ามีหลุมขนาดใหญ่ที่เพิ่งขุดใหม่ ภายในหลุมมีไหศิลาทรงกลมตั้งรออยู่บรรดาทาสผิวคล้ำในผ้าเตี่ยวผืนเดียว หลายคนมือถือหอกและเสียม บางคนมีแววลังเลบางคนสายตาแน่วแน่ดุจเหล็กกล้า ทั้งหมดจับตัวเ้าหญิงหย่อนลงในไหหินนั้น
เ้าหญิงสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นพยายามข่มไม่ให้แสดงความกลัวออกมา
เ้าหญิง: “ปล่อยฉันนะ ตระซ็อกเวง! ไอ้พวกทาสเนรคุณ!ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร!”
ชายร่างใหญ่ในชุดนักรบซึ่งยืนเป็ผู้นำทาสก้าวออกมาช้า ๆ เขาคือ ตระซ็อกเวง ทาสที่เคยเป็ข้ารับใช้ประจำตัวของเ้าหญิงเมื่อก่อนหมอบคลานอยู่แทบเท้า...บัดนี้กลับยืนเหนือหล่อน
ตระซ็อกเวง: “เสียใจด้วย...แต่โชคชะตาของราชวงศ์ศิขเรศวรได้ถูกกำหนดไว้แล้วเ้าหญิงต่างหาก ที่เลือกเส้นทางนี้เอง”
เขาโบกมือ ทาสสองคนเดินมาเปิดฝาไหดินเผาสองใบอย่างเงียบ ๆ ก่อนยกไหเทสัตว์มีพิษอันประกอบด้วย แมงป่องดำ ตะขาบั์ งูพิษตัวเลื้อยพันแมงมุมขนหนา ลงไปในไหหิน ร่างเ้าหญิงเริ่มดิ้นพล่านในท่าคุดคู้จากความแคบโค้งของไหทรงกลมนั้น
เ้าหญิง: “ข้าจะไม่ยอมตายเปล่า...เืของข้าจะกลายเป็คำสาป!ข้าจะตามจองเวรพวกเ้าชั่วกัปชั่วกัลป์! สาบานด้วยโลหิตของข้า!”
เธอร้องเป็ถ้อยคำโบราณเสียงนั้นก้องไปทั่วภูผา สายลมพัดแรงขึ้นทันใด
ตระซ็อกเวง: “พิธีกรรมต้องสำเร็จ!เราต้องฝังเธอไว้...ให้โลกนี้ลืมชื่อของเ้า!”
หมอผีในชุดคลุมหนังสัตว์เริ่มพึมพำถ้อยคำลี้ลับจุดไฟกำยานเป่าควันวนรอบปากไห ก่อนสั่งให้ปิดฝา และสั่งคนขุดฝังทันที
เสียงสุดท้ายจากเ้าหญิงยังแว่วมาในสายลม:
“ข้าจะกลับมา...พร้อมเืและความแค้น...!”
ยุคปัจจุบันกลางหุบเขาแห่งหนึ่งใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา
เสียงแมลงกลางป่ายามค่ำคลอไปกับลมเย็นะเืที่พัดเอื่อยในความมืดแข่งกับเสียงจอบกระทบดินดังเป็จังหวะในแคมป์ขุดค้นทางโบราณคดีที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวและเสียงนกที่ร้องอยู่ไกล ๆ เป็เพื่อนที่ใกล้ชิด
แสงไฟจากแคมป์โบราณคดีกลางหุบเขาอันเงียบสงัดล้อมรอบด้วยแนวป่าทึบแม้จะมีเต็นท์หลายหลังปักเรียงราย แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่นอน
ที่นี่คือแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ที่ซ่อนเร้นความลับมานานหลายศตวรรษการทำงานขุดค้นดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้การนำของ ดร. ชำนาญนักโบราณคดีผู้เปี่ยมประสบการณ์ ที่นี่คือโลกของเขา
ภายใต้เต็นท์ใหญ่ที่ใช้เป็ศูนย์บัญชาการของแคมป์ดร.ชำนาญ
ชายวัยหกสิบที่ยังคงมีแววตาเปี่ยมพลังกำลังพลิกกระดาษบันทึกอย่างขะมักเขม้น
และลูกสาวของเขา"มธุรส" นักศึกษาสาวผมยาวรวบหางม้าก็กำลังก้าวตามรอยเท้าของพ่ออย่างมุ่งมั่น
เธอเป็นักศึกษาที่รักการเรียนรู้และจดจ่ออยู่กับการจดบันทึกรายละเอียดของโบราณวัตถุชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่ถูกขุดขึ้นมาและตอนนี้หล่อนนั่งอยู่ข้างกองเอกสารกำลังพิมพ์รายงานข้อมูลลงแล็ปท็อป
มธุรส: (ยื่นสมุดบันทึกให้ ดร. ชำนาญ) "พ่อคะ...วันนี้หนูพบเศษเครื่องปั้นดินเผาแบบนี้เพิ่มอีกสามชิ้นค่ะน่าจะเป็ยุคเดียวกับที่พบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"
ดร. ชำนาญ: (รับสมุดมาพลิกดูด้วยแววตาที่เปี่ยมสุข)
"ดีมากมธุรส...ลูกนี่ละเอียดรอบคอบเหมือนเดิมเลย ลูกช่วยพ่อดูหมายเลขชั้นดินตรงนี้อีกทีซิตรงบริเวณที่เจอเศษภาชนะ...มันน่าจะเป็ยุคก่อนศิขเรศวร”
ดร.ชำนาญ:
มธุรส: “ค่ะคุณพ่อ...หนูขีดไว้ในแผนผังแล้วอยู่ชั้นเดียวกับที่เจอสร้อยคอลูกปัดและแหวนทองฝังทับทิมค่ะ”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆเดินเข้ามาใกล้จากทางเดินในป่า
คัมภีร์ (ชายหนุ่มร่างสูงสวมหมวกโบราณคดี): (เดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มอบอุ่น) "อาจารย์ครับ... ผมเจอเศษกระเบื้องเพิ่มอีกสองชิ้นครับอาจารย์อยู่ห่างจากจุดเดิมประมาณห้าเมตร...
แล้วอีกเื่ก็...เครื่องมือที่สั่งไว้มาถึงแล้วนะครับ"
ดร. ชำนาญ:(หันไปหาคัมภีร์)"อ้อ...ดีมากคัมภีร์ ขอบคุณมากเอาใส่ถุงไว้เลย พรุ่งนี้เราจะสำรวจแนวตะวันตกเพิ่มอีกนิด เธอไปพักผ่อนเถอะนะวันนี้ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว"
คัมภีร์: "ไม่เป็ไรครับอาจารย์...ผมอยู่ช่วยมธุรสจดบันทึกต่อได้ครับ"
หญิงสาวอีกคนยืนมองจากมุมมืดของเต็นท์ห่างออกไป"ต้องตา" สวมเสื้อยืดรัดรูปกับกางเกงยีนส์ขาดเข่า สายตาจ้องไปที่คัมภีร์ซึ่งแสดงความห่วงใยมธุรสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา
ต้องตา: (พึมพำกับตัวเอง)"ชิ...คัมภีร์นี่จะห่วงใยยัยมธุรสอะไรนักหนาฉันไม่ยอมให้แกได้เขาไปหรอกยัยมธุรส แกมันก็แค่เด็กเส้น ลูกสาวอาจารย์ จน ๆ จะไปสู้อะไรกับลูกเสี่ยอย่างฉัน...คัมภีร์ต้องเป็ของฉันเท่านั้น...”
ภาพตัดมาที่ชายสวมแว่นดำขับรถกระบะเก่า ๆ มาจอดริมแคมป์อย่างเงียบเชียบ “เสี่ยโต” พี่ชายของต้องตาก้าวลงมาคุยกับต้องตาที่เดินมาหาเขาพร้อมกระเป๋าเอกสาร
เสี่ยโต: “ของดีของแท้แบบนี้ ถ้าให้ไอ้พวกนักวิชาการเก็บไว้ก็คงเน่ากันพอดี...ของแบบนี้มันต้องส่งนอกถึงจะคุ้ม...”
ต้องตา: “พี่โต หนูมีเื่นึงอยากจะให้พี่ช่วย เข้ามาใกล้ ๆ สิ”
หล่อนกระซิบที่ข้างหูพี่ชายเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง
ภายในเต๊นท์อำนวยการ
มธุรสถือถ้วยกาแฟร้อนเดินมายื่นให้คัมภีร์ซึ่งกำลังนั่งจดข้อมูลลงในเอกสาร
มธุรส : “ดื่มกาแฟร้อนค่ะพี่จะได้ผ่อนคลาย”
ชายหนุ่มหันไปยิ้มพร้อมรับถ้วยเครื่องดื่มมาวางบนโต๊ะอย่างแ่เบา
คัมภีร์: “ขอบใจจ๊ะ รสไม่ง่วงเหรอนี่มันจะสี่ทุ่มแล้วนะ”
มธุรส: “ไม่หรอกจ๊ะน้องยังสนุกกับการทำงาน แค่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ รสก็มีความสุขใจแล้ว”
ดร.ชำนาญ: “พ่อขอบใจลูกมากนะเห็นรสแล้วก็คิดถึงแม่ของหนู ตอนสาว ๆเขาก็อยู่เคียงข้างช่วยงานพ่อในแหล่งขุดค้นโบราณคดีนี่แหละไม่น่ามาด่วนจากไปเพราะโรคมะเร็งตอนหนูรสยังเด็ก ๆ “
นักวิชาการใหญ่นั่งคิดถึงความหลังอย่างเหงาหงอย
มธุรสก็เดินไปกอดพ่อจากด้านหลัง
“ป่านนี้แม่คงไปเป็นางฟ้าอยู่บน์และอาจจะกำลังมองดูเราอยู่นะคะ แม่คงไม่อยากเห็นพ่อมีความทุกข์หรอก จริงไหมคะ”
ดร.ชำนาญเอามือขวาลูบผมลูกสาวเบา ๆ
“ขอบใจนะ ที่ให้กำลังใจพ่อ ลูกก็ต้องเข้มแข็งเช่นกันนะ”
???? เงามืดสะกดรอย – การปรากฏตัวของสาง
คืนนั้นมธุรสเดินกลับเต็นท์พักริมลำธารเพียงลำพังใต้แสงจันทร์ครึ่งดวง เสียงใบไม้แกรกดังข้างทางราวกับมีคนตาม
เธอหยุดเดินหันซ้ายขวา ไม่มีใคร แต่กลิ่นกำยานโบราณโชยมาบางเบา
มธุรส: “ใครน่ะ...อย่าเล่นแบบนี้นะ...”
ทันใดนั้นชายสองคนโผล่จากพุ่มไม้ คว้ามธุรสไว้
นักเลงหัวหน้า: "นี่แหละ...ลูกสาวของอาจารย์ชำนาญเอาตัวไป!"
ลูกน้องนักเลง: “อยู่นิ่ง ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!”มันกล่าวขณะเอามีดจ่อคอหญิงสาว
มธุรส: “ปล่อยนะ! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
...ลมพัดแรงจนโคมไฟดับพรึ่บ
เสียงคำรามต่ำๆ ดังก้องจากเงามืด
ใบหญ้าสะบัดเสียงแตกกระจายคล้ายบางสิ่งตะครุบ
เสียงชายสองคนกรีดร้องก้องหุบเขาก่อนจะเงียบกริบ...
???? ตำนานเริ่มคืนชีพ
แสงไฟจากเต็นท์อื่นเริ่มสว่างวาบกลุ่มนักศึกษาออกมาดู พบมธุรสยืนตัวสั่นเทิ้ม เหลียวมองร่างชายสองคนที่นอนแน่นิ่งใบหน้าเหี่ยวแห้งเหมือนถูกดูดเืจนหมด
คัมภีร์: “พระเ้า...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
มธุรส: (น้ำตาคลอ)“มันมีบางอย่าง...ในความมืด...ที่ช่วยฉันไว้...”
เช้าวันถัดมา
เ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบศพข่าวลือแพร่ไปว่า “ผีสาวดูดเื” กลับมาอีกครั้ง...
ชาวบ้านคนหนึ่ง(กระซิบ): “เขาว่า...เห็นดวงตาเด็กคนนั้นเป็สีแดงในความมืด...”
เขากล่าวพร้อมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
เสียงจากเงามืดดังขึ้นในสายลม:
“เื...ข้า้าเื...
ผู้มีปานแดงคือกุญแจ...
สางศิขเรศวร...จักตื่นอีกครา...”
???? จบตอนที่1
(แต่งจบตอนแรกวันที่7 ส.ค.68 )
(โปรดติดตามตอนที่2: ปานแดงแห่งผู้สืบเชื้อสาย)