เจ้าตัวเล็กร้องไห้แทบขาดใจ เทือกเขาที่เดิมถูกฟ้าผ่าจนเหลือแต่ซาก เวลานี้กลับมีพายุโหมกระหน่ำราวกับที่นี่คือนรกก็มิปาน เหมือนมีอสูรร้ายในป่ากำลังเคลื่อนไหว ทำให้นิกายที่มุ่งร้ายซึ่งอยู่ไกลออกไปหยุดการกระทำลงทันที
ลมพายุนั้นขัดขวางการเดินทางของคนมีแผนชั่วที่อยู่นอกเทือกเขาได้ ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้ผู้อาวุโสอิ๋งต้องลำบากแทน
เขาพยายามอย่างหนักเพื่อปลอบโยนเจ้าตัวเล็ก ทว่าเจ้าตัวเล็กกลับไปสนใจแม้แต่น้อย สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจลงมือทำไข่ตุ๋นให้เจ้าตัวเล็กด้วยตัวเอง แต่เจ้าตัวเล็กกินเพียงหนึ่งคำก็ร้องไห้ออกมาหนักยิ่งกว่าเดิม ไม่รู้ว่าคิดถึงเฉินเหมียวเหมี่ยวหรือไข่ตุ๋นของเขาไม่อร่อยกันแน่
ผู้อาวุโสอิ๋งไม่มีวิธีอื่นอีก เวลานี้สิ่งมีชีวิตในเรือนนอกจากเขาแล้วก็มีเพียงพวกอสูรมารเท่านั้น ผู้อาวุโสอิ๋งจึงทำได้เพียงให้พวกมันช่วยกันปลอบเจ้าตัวเล็กด้วย
เจ้ากระต่าย เจ้าวัว และนกสองตัวต่างก็พูดไม่เป็น มีเพียงเจ้าหมูที่พอเกลี้ยกล่อมเจ้าตัวเล็กได้บ้าง เจ้าตัวเล็กยังตั้งชื่อให้มันด้วยว่า ถุนถุน
ชื่อนี้นับว่าเข้ากับหมู อ๊ะ! ไม่ใช่ ต้องบอกว่าเข้ากับหมูล่าสมบัติมาก
หลังจากปลุกสายเลือดแล้ว หมูล่าสมบัติก็ค่อย ๆ ฟื้นความทรงจำที่สืบทอดกันมา มันหาใช่ลูกหมูธรรมดาไม่ มันเป็นถึงหมูล่าสมบัติที่ล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง!
หมูล่าสมบัติเฉลียวฉลาด พูดจาฉะฉาน เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กชอบเฉินเหมียวเหมี่ยวถึงเพียงนี้ ก็สอนเขาว่าควรสารภาพรักกับเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างไร
อาทิ สตรีแกร่งแพ้บุรุษช่างตื๊อ ชายชาตรีต้องหน้าด้านเข้าไว้ ต้องเอาใจคนรักราวกับแก้วตาดวงใจ และอีกสารพัด
ทุกครั้งที่ผู้อาวุโสอิ๋งนั่งฟังด้วย ก็รู้สึกว่าคำกล่าวเหล่านี้ถูกต้อง แต่ก็เหมือนจะไม่ถูกต้องในเวลาเดียวกัน ทว่าก็บอกไม่ถูกว่ามันไม่ถูกต้องตรงไหน
หลังจากนั้น พอเจ้าตัวเล็กเรียนไปเรียนมาก็ยิ่งแย่ไปกันใหญ่
แต่กว่าผู้อาวุโสอิ๋งจะเห็นท่าไม่ดี ก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว!
ดังนั้นเมื่อเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับมา เจ้าตัวเล็กจึงมีสภาพเช่นนี้...
หลังจากได้ฟังต้นสายปลายเหตุจนจบ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ก้มลงอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา เช็ดคราบน้ำตาที่หางตาของเขาเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ตัวเล็ก ก่อนจะตามหาครอบครัวของเจ้าเจอ เหมียวเหมี่ยวไม่มีทางไปจากตัวเล็กอย่างแน่นอน ที่ครั้งนี้จากไปอย่างกะทันหันเป็นเพราะเหมียวเหมี่ยวต้องไปบำเพ็ญเพียร ไม่ใช่คิดจะทิ้งเจ้า เรื่องที่ต้องไปอย่างกะทันหันในครั้งนี้เหมียวเหมี่ยวขอโทษด้วยนะ ขอโทษที่ทำให้เจ้าเป็นกังวล เหมียวเหมี่ยวสัญญาว่าคราวหน้าหากต้องไปบำเพ็ญเพียรก็จะบอกให้รู้ก่อน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลอีก เข้าใจหรือไม่?”
เจ้าตัวเล็กรีบจับเสื้อของเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้แน่นทันที แม้แต่ผมปลอมที่เวลานี้เบี้ยวไปข้างหนึ่งก็ยังไม่รู้ตัว “จริง...จริงหรือขอรับ?”
“อืม” เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหอมแก้มของเจ้าตัวเล็กเบา ๆ “หากเจ้าไม่เชื่อ พวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันดีหรือไม่?”
“ดีขอรับ”
ทั้งสองชูนิ้วก้อยมาเกี่ยวกัน พลางเอ่ยออกมา “ห้ามโกหกกันตลอดไป”
เฉินเหมียวเหมี่ยวยังประทับตราโดยการเอานิ้วโป้งมาแปะกับนิ้วโป้งของเจ้าตัวเล็ก “ดังนั้นสิ่งที่ถุนถุนบอกเจ้า เจ้าจงลืมไปเถอะนะ”
“เหมียวเหมี่ยวหมายถึงคำพูดหวาน ๆ เหล่านั้นงั้นหรือ?” เจ้าตัวเล็กเอียงคอถาม “แต่ถุนถุนบอกว่าสตรีล้วนชอบฟัง”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “นั่นหมายถึงพูดให้สตรีที่เจ้าชอบฟัง ไม่ใช่ข้า”
“เป็นไปไม่ได้”
“อะไรเป็นไปไม่ได้?”
เจ้าตัวเล็กเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “เพราะสตรีที่ตัวเล็กชอบที่สุดก็คือเหมียวเหมี่ยว”
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้ยินคำพูดของเจ้าตัวเล็กก็ดีใจจนหน้าบาน จึงหอมแก้มของเขาไปอีกหลายฟอด “ตกลง ชอบข้าก็ชอบข้า เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณตัวเล็กด้วย”
เจ้าตัวเล็กบิดตัวไปมาในอ้อมแขนของเฉินเหมียวเหมี่ยว ท่าทางเขินอายเช่นนั้นจึงถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวหยอกล้อ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
เด็กหนึ่งคนกับผู้ใหญ่อีกหนึ่งคนหวานชื่นไม่น้อย ส่วนม่อเสวียนหมิงกลับกลายเป็นคนไร้ตัวตนอยู่ข้าง ๆ
ม่อเสวียนหมิง “...”
เขารู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กไม่ควรเรียนอะไรที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้อีกจะดีกว่า
“จริงด้วย!” จู่ ๆ เจ้าตัวเล็กก็คิดบางอย่างขึ้นได้ เขาจับมือข้างหนึ่งของเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น “เหมียวเหมี่ยวตามมาเร็วเข้า ถุนถุนไปเจอของดีบางอย่างมา ข้าเอาไปซ่อนไว้ให้ท่านแล้ว!”
“เอ๊ะ?” เฉินเหมียวเหมี่ยวมองไปทางเจ้าหมู…ไม่ใช่สิ ต้องเป็นหมูล่าสมบัติที่พยายามหดหัวลงด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินตัวเล็กบอกว่า เจ้าเป็นหมูล่าสมบัติ ถ้าเดาไม่ผิด พรสวรรค์ของเจ้าคือการหาสมบัติใช่หรือไม่?”
ถุนถุนรีบพยักหน้ารับ ราวกับหากตอบช้า เฉินเหมียวเหมี่ยวจะลากมันไปย่างกินอย่างไรอย่างนั้น
“อืม เช่นนั้นสัตว์ตัวอื่นล่ะ?”
“ข้าอธิบายให้ฟังเองขอรับ!” เด็กน้อยรีบยกมือขึ้นทันที ก่อนจะสั่งถุนถุนให้ไปเรียกสัตว์ตัวอื่นมา จากนั้นก็ลงจากอ้อมแขนและค่อย ๆ เอ่ยแนะนำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวฟัง
“เหมียวเหมี่ยว ก่อนหน้านี้ข้าบอกแล้วว่าจะเปลี่ยนรูปร่างให้พวกมันใช่หรือไม่?”
“อืม ข้าจำได้”
“ข้าตรวจสอบดูแล้ว สายเลือดพวกมันถูกปลุกขึ้นมาสำเร็จแล้ว พวกมันจะต้องช่วยงานเหมียวเหมี่ยวได้อย่างแน่นอน!” เจ้าตัวเล็กตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำไปหมด
“ข้าจะแนะนำให้เหมียวเหมี่ยวรู้จักทีละตัวนะขอรับ ถุนถุนคงไม่ต้องพูดถึงอีก ส่วนตัวนี้คือทานตะวันน้อย มันมีสายเลือดของขุยหนิว อืม...ขุยหนิวก็คือ...ก็คือวัวชนิดหนึ่งที่ร้ายกาจมาก!”
ต่อให้ ‘ทานตะวันน้อย’ ชื่อนี้จะดูไม่น่าเกรงขาม แต่ขุยหนิวก็ยังฝืนใจยอมรับ มันยืดตัวขึ้นเพื่อเตรียมรับคำชมจากเฉินเหมียวเหมี่ยว ทว่าม่อเสวียนหมิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับเอ่ยเสริมขึ้นเสียก่อน “ขุยหนิวมีลักษณะคล้ายกับวัว แต่ไม่มีเขา มีขาหนึ่งข้าง เมื่อลงหรือขึ้นจากน้ำจะเกิดพายุฝน มีแสงราวกับแสงตะวันจันทรา เสียงร้องราวกับฟ้าคำราม และมีอีกชื่อว่า ยื่อขุย ตัวนี้...เพียงแค่มีสายเลือดเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์”
ทานตะวันน้อย “...”
‘ขอบคุณ ที่ช่วยตอกย้ำ’
เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นใบหน้าผิดหวังของเจ้าตัวเล็ก ก็รีบเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร คงช่วยไถนาได้พอดีเลย”
เจ้าตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็แนะนำสัตว์ตัวต่อไปให้เฉินเหมียวเหมี่ยว “เหมียวเหมี่ยว นี่คือนกชิงหลวน สัตว์เทพชิงหลวน มันมีชื่อว่าชิงชิง สวยมากเลยใช่หรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังจะเอ่ยชม ทว่าม่อเสวียนหมิงกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ในตระกูลของหงส์ ตัวที่มีสีแดงมากกว่าคือหงส์ ส่วนตัวที่มีสีเขียวมากกว่าคือหลวน นกชิงหลวนถือเป็นหนึ่งในห้าตระกูลหงส์ เพียงแค่มีจิตสัมผัสที่ค่อนข้างสูงเท่านั้น เปรียบเหมือนตัวนำโชค เดิมทีชิงหลวนก็มีพลังอ่อนแอมากอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนกชิงหลวนที่เป็นสายเลือดผสมเช่นนี้ พลังจึงอยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น”
ชิงชิง “...”
‘ศักดิ์ศรีย่อยยับลงในพริบตา’
เฉินเหมียวเหมี่ยวถลึงตาใส่เขาเป็นการเตือนที่พูดไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น ก่อนจะหัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ตัวนี้...แค่สวยก็พอแล้ว เอาไว้ขันก็ได้”
เปลวไฟดวงน้อยในดวงตาของชิงชิงมอดลงทันที
ฮือฮือฮือ มันเป็นถึงนกชิงหลวน บัดนี้มีประโยชน์แค่ส่งเสียงขันเท่านั้นเองหรอกหรือ?
เด็กน้อยมองบิดาของตนเองที่คอยเอ่ยขัดด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยต่อ “ยังมีตัวนี้อีก ตัวนี้คือ ปีกอัคคี มีสายเลือดของหงส์เช่นกัน แม้จะไม่ได้สูงส่งเท่ากับชิงหลวน แต่เคล็ดวิชาควบคุมไฟของปีกอัคคีสูงส่งมากเลยละ ข้าจึงตั้งชื่อให้มันว่า ขนนกน้อย!”
ม่อเสวียนหมิงเตรียมจะวิจารณ์ต่อ แต่ถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวเหยียบเท้าเอาไว้เสียก่อน ทั้งยังกดเท้าลงและกระซิบขู่ “ม่อเสวียนหมิง เจ้าช่วยทำตัวดี ๆ หน่อยสิ!”
ม่อเสวียนหมิงก้มลงมองเท้าเล็ก ๆ ที่อยู่บนหลังเท้าของตัวเอง ก่อนจะกระแอมเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “อืม เคล็ดวิชาควบคุมไฟของปีกอัคคีไม่เลวจริง ๆ สามารถใช้มันทำอาหารได้”
เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงเอ่ยชื่นชมทันที “ถูกต้อง ๆ เอาไว้ผัดผักก็คงไม่เลว!”
ขนนกน้อย “…”
‘เจ้าน่ะสิทำอาหาร ครอบครัวเจ้านั่นแหละที่ต้องทำอาหาร!!!’
“สุดท้ายคือตัวนี้!” เจ้าตัวเล็กยกกระต่ายที่กลับไปมีขนาดตัวเท่าฝ่ามือแล้วขึ้นมา พร้อมกับคลี่ยิ้มสดใส คาดว่าตัวนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องพอใจอย่างมากเป็นแน่
“เหมียวเหมี่ยว นี่คือโหวโห่ว สืบทอดสายเลือดมาจากโห่วอสูรบรรพกาล!”
“อะไรนะ?” เฉินเหมียวเหมี่ยวตกใจอย่างมาก
“โหวโห่ว วั่งเทียนโห่ว ที่ในตำนานกล่าวว่าชอบกินสมองของมังกรนั่นน่ะหรือ?”
‘แต่มันเป็นกระต่ายนี่นา?’
‘เจ้าตัวเล็กคงไม่ได้โดนหลอกกระมัง?’