เวลาผ่านไปนับเดือนหลังจาก คานาตะ ได้รับรู้ความจริง ปัจจุบันหน่วย ARCUS ยังคงออกปฏิบัติการปราบปรามไคริวอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ข่าวเื่การมีอยู่ของ Arcus ก็ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป ทุกคนถูกประชาชนยกย่องให้เป็ฮีโร่ของยุคสมัยใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น S-12 ผู้รับหน้าที่เป็ผู้นำทีมในปัจจุบัน ยังคงยืนยันเสียงแข็งที่จะไม่มีทางเข้าร่วมกับรัฐบาลเป็อันขาด และองค์กร Arcus จะขึ้นตรงต่อ จอมพล ไคย์เธียม เอ็กส์ แลนเดอร์ เพียงผู้เดียวเท่านั้น
วันที่ 20 เดือน 5 ปี 2134 [12:09 PM]
"ทุกคนปลดสายได้!" เสียงของนายช่างคนหนึ่งะโสั่งการ
"เตรียมการปล่อยตัว Cylig Aeronic, McProton, Breakzerz และ Nuro Shogun" เสียงระบบ AI ของฐานทัพดังขึ้นก้องกังวาน
ภายในฐานทัพปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่วิ่งว่อนทำงานกันอย่างวุ่นวาย โดยมีหุ่นรบ DEP ตัวใหม่รหัส ANX-042 [Breakzerz] กำลังเดินเข้าประจำจุดปล่อยตัว ทัศนียภาพของฐานทัพในตอนนี้ดูใหม่และสะอาดตาขึ้นกว่าเดิมเป็อย่างมาก
"เอส รอบนี้เราต้องเจอตัวอะไร?" ฮอน์ล เอ่ยถามพร้อมก้าวเท้าเดินขึ้นไปประจำตำแหน่งบนหุ่น McProton
"Meganus Litobous ไคริวประเภทูเาไฟ แป๊บน้า~" A-5 พักจิบกาแฟเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ थ ร่างกายของมันห่อหุ้มด้วยพลังงานความร้อนสูง ห้ามเข้าใกล้เกินไปล่ะ~"
"รับทราบ เอส, คานาตะ, เรย์ เตรียมอาวุธระยะไกลไปให้พร้อม" ฮอน์ลออกคำสั่งแก่บรรดานักบินที่เหลือ
เมื่อทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อย เครื่องปล่อยตัวความเร็วสูงก็เริ่มทำงานทันที
"Nuro Shogun... ปล่อยตัว" คานาตะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและตายด้าน
"Cylig Aeronic ยืนยันการปล่อยตัว" S-12 กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม
"McProton พร้อมปล่อยตัว" ฮอน์ลขานรับ
"Breakzerz พะ...พร้อมแล้วค่ะ" เรย์ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกุกกักลนลาน
A-5 กดปุ่มปล่อยตัว ดีดร่างหุ่นรบ DEP ทั้ง 4 เครื่องขึ้นสู่ผิวดินในทันที ระยะทางแนวดิ่งจากฐานทัพใต้ดิน Apex (เอเพ็กซ์) ขึ้นไปถึงเปลือกโลกเบื้องบนมีความลึกถึง 8 กิโลเมตร ท่อดีดตัวนี้ใช้พลังงานควอนตัมจากเตาปฏิกรณ์ M.T.I. ในการตรึงมลสารและสร้างสนามพลังลดแรงกดดันมหาศาลรอบตัวหุ่น พร้อมใช้ความเร็วพุ่งทะยานสูงถึง Mach 2.04 ดีดร่างเหล็กั์ขึ้นสู่สมรภูมิเบื้องบนภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีระบบพลังงาน M.T.I. คอยดูดซับแรงจลน์สะท้อนกลับ ร่างกายของมนุษย์และหุ่นรบภายในอุโมงค์ส่งคงจะแหลกเหลวกลายเป็เศษซากในพริบตาจากความเร็วระดับเหนือเสียงนี้
ร่างของอสูรเหล็กทั้ง 4 พุ่งทะยานขึ้นสู่ผิวดินและเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เป้าหมายทันที
"จะถึงพิกัดเป้าหมายในอีก 6 นาทีค่ะ" เอเลเซีย รายงานผ่านระบบสื่อสาร
ที่ด้านหลังของทีมสื่อสารภายในฐาน Apex ท่านจอมพลกำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่เขายิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มในผลงานของตน ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเลขานุการส่วนตัว ภายในฐานทัพเวลานี้เต็มไปด้วยทหารและช่างเครื่องที่มาจากกลุ่มฏ Libertiria ของเพวเน่ รวมไปถึงกองกำลังจากฐานทัพโซน A อีกมากมาย ฐานทัพที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบเหงาและรกร้าง บัดนี้กลับคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มีจิตใจดีและพร้อมจะช่วยเหลือปกป้องโลกด้วยความจริงใจ
ณ ตึกประชุมใหญ่ ศูนย์รวมตัวของนายกเทศมนตรีโซน A - Z
"เราจะปล่อยให้เื่นี้เป็แบบนี้ต่อไปไม่ได้นะครับ ผมว่าเราต้องหาทางจัดการขั้นเด็ดขาด" นายกของเมืองโซน C เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
"แต่นั่นมันลูกชายของเรียวนะครับ พวกเราจะไปลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก เราไม่รู้เลยว่าพวกตระกูลคานาตะคนที่เหลือจะทำอะไรกับพวกเราบ้างหากเกิดเื่ขึ้น" นายกของเมืองโซน N แย้ง
ขณะที่คนในห้องประชุมกำลังถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด พลันมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา
"ผมเข้าใจว่าพวกคุณทุกคนเกรงกลัวในอำนาจของมหาเศรษฐีเ่าั้ แต่ถ้าเราเพียงกำจัดทิ้งแบบเรียงลำดับมันก็คงเพียงพอแล้ว เริ่มจากคนพ่อลงไปจนถึงคนลูก... ผมมีกลุ่มรับจ้างที่สามารถทำงานนี้ได้แบบไร้เงา" เสียงของชายคนหนึ่งทำให้ห้องประชุมทั้งห้องเงียบกริบลงทันตา
"มันคงไม่ลื่นไหลขนาดนั้นหรอก เธนท์ ถ้าเกิดมันง่ายดายแบบนั้นพวกเราก็คงทำไปนานแล้ว... ฝั่งนั้นเขามีไคย์เธียมคอยหนุนหลังอยู่ แถมยังมีเอเอ็นที่ฉลาดที่สุดใน Zainan อยู่ด้วย ถ้าเราขยับตัวไม่ระวัง พวกมันจะสาวตัวมาถึงพวกเราได้อย่างง่ายดาย" นายกของเมืองโซน A เอ่ยเตือน
"รับประกันได้เลยครับ ผม เธนท์ แมนเดรส ผู้นี้ จะเป็คนกำจัดเสี้ยนหนามของ The Unbash ให้พวกคุณเอง" ชายคนนั้นเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เธนท์ แมนเดรส อดีตวีรบุรุษแห่ง The Unbash ผู้เคยสร้างตำนานสังหารไคริวได้ถึง 53 ตัวด้วยตัวคนเดียว เขาคือนักบินอันดับ 1 ของ Zainan และเป็ทหารที่มีฝีมือสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทว่าเขากลับเลือกหันหลังให้ความถูกต้องและผันตัวมาเป็นักการเมืองเพื่อชื่อเสียงและเงินทองที่มากกว่า
"และนี่คือสิ่งที่ผมนำมาเสนอให้ทุกท่านได้นำไปใช้กับกองทัพครับ" เธนท์พูดต่อก่อนจะส่งสัญญาณให้มือขวาเปิดภาพโฮโลแกรมให้ทุกคนดู
"ชุดเกราะรบเครื่องต้นแบบรุ่นใหม่ มันคือ Power Suit เกรด DEP ที่ย่อขนาดลงมาให้มนุษย์สามารถสวมใส่ได้ อาวุธยุคใหม่ของพวกเราที่จะสามารถก้าวข้ามพวกมีพลังเอเอ็นได้ โดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพามนุษย์ทดลองอีกต่อไป!" เธนท์ยืนขึ้นพร้อมอ้าแขนออก พูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองและภาคภูมิใจ
ทุกคนในห้องประชุมที่ได้เห็นแผนผังโครงสร้างของชุดเกราะต่างพากันตบมือรัวด้วยความทึ่ง
"ด้วยชุดเกราะนี้ ผู้สวมใส่จะมีพละกำลังเหนืุ์ปกติถึง 7 เท่า พร้อมระบบสนับสนุนการรบมากมาย และที่สำคัญที่สุด มันสามารถขับเคลื่อนให้ผู้สวมใส่สู้ต่อได้แม้ว่าร่างกายภายในจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว สุดยอดทหารที่จะรับใช้พวกเราไปจนกว่าร่างจะแหลกสลาย... และที่พิเศษกว่านั้น มันสามารถควบคุมระบบประสาทของผู้สวมใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็ประชาชนหรือใครหน้าไหน ก็จะกลายเป็ทาสที่เชื่อฟังเราอย่างสมบูรณ์แบบ!" เธนท์เอ่ยด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูวิปริต
"ผมเรียกมันว่า Dezer Exeed Suit... ชุดเกราะนักรบไร้ความตาย"
ป่าชายแดนใกล้เขตทะเล
"เรย์! เลิกทำตัวลนลานแล้วตั้งสติมาช่วยกันหน่อย!" ฮอน์ละโสั่งการผ่านระบบสื่อสารอย่างหัวเสีย
หุ่น McProton ของฮอน์ลในตอนนี้แขนขาดไปข้างหนึ่งจากการถูก Litobous ใช้กรงเล็บลาวาข่วนเข้าใส่เต็มแรง เบื้องหน้าของเขาคือ Aeronic และ Nuro ที่กำลังช่วยกันรุมกระหน่ำยิงใส่ Litobous แต่ิัของมันร้อนจัดจนะุปืนปกติไม่สามารถเจาะเข้าผิวได้ ส่วนปืนพลังงานขีดจำกัดสูงก็เกิดะเิเสียหายไปแล้วเนื่องจากเข้าใกล้ตัวมันมากเกินไป ในตอนนี้จึงมีเพียง Breakzerz ของเรย์เท่านั้นที่มีปืนพลังงานติดตั้งมาให้ที่แขนทั้งสองข้าง
"ฉะ...ฉันพยายามอยู่ค่ะ! แต่ฉันไม่เคยขับ DEP มาก่อนเลย... ฉันไม่รู้เลยว่าปุ่มไหนเป็ปุ่มไหน!" เรย์เอ่ยด้วยความลนลานและหวาดกลัว
"ยัยซื่อบื้อ! เปิดระบบ Avenexis สิ! ้ามุมซ้ายมือ! ปุ่มสีดำน่ะ!" ฮอน์ลโวยวาย พร้อมบังคับ McProton ชักมีดพกความร้อนสูงขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าใส่ส่วนหัวของ Litobous
"ดะ...้าเหรอ?!" เรย์เงยหน้าขึ้นไปมอง แต่กลับพบปุ่มสีขาวเรียงรายเต็มไปหมด แถมยังมีปุ่มที่เปลี่ยนสีสลับไปมาอีกนับไม่ถ้วน "แล้วมันคืออันไหนกันแน่?!"
"แม็ค นายจะไปโวยวายใส่เธอแบบนั้นก็ไม่ได้นะ นายเองก็ไม่เคยขับ Breakzerz แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าระบบมันเหมือนกับ McProton" S-12 เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เรย์ที่ไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร จึงตัดสินใจกดปุ่มทุกปุ่มที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกัน ส่งผลให้ระบบอาวุธทั้งหมดของ Breakzerz ระดมยิงกราดออกมาแบบสุ่มทิศทาง จนเพื่อนร่วมทีมต้องพากันหลบหลีกกันจลาจล ทว่าคานาตะกลับอาศัยจังหวะนั้นบังคับ Nuro พุ่งเข้ากระแทกและล็อกร่างของ Litobous ให้ตรึงอยู่กับที่ เพื่อรับการโจมตีทั้งหมดที่ระดมยิงเข้ามาแทน ก่อนจะเกิดการะเิครั้งใหญ่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อม่านหมอกควันหนาทึบจางลง ก็ปรากฏร่างของ Litobous ที่ถูกแรงะเิฉีกขาดครึ่งตัว ล้มลงสิ้นใจตายในทันที
หุ่นรบทั้งสี่เครื่องพากันเดินทางกลับเข้าสู่ฐานทัพในสภาพที่สะบักสะบอมเฉกเช่นทุกวัน
"พวกนาย! เลิกหาเื่งานเข้าให้ฉันได้แล้ว! ช่วยขับให้มันดีๆ หน่อยเถอะ มีระบบ Avenexis คอยช่วยขนาดนี้แล้วยังทำได้แค่นี้เองเหรอ!" เพวเน่ บ่นอุบใส่ทุกคนที่เดินลงมาจากห้องนักบิน
"แต่หุ่น Aeronic ของฉันไม่มีระบบนั้นนะ" S-12 เอ่ยขัดคำพูดของเธอ ทำเอาเพวเน่หันขวับมามองตาเขียว
"งั้นเดี๋ยวฉันจะแยกชิ้นส่วนนายแล้วยัดระบบนั้นเข้าไปในหัวให้เลยเอาไหม?!" เพวเน่ประชดเสียงแข็ง
"ขอผ่านแล้วกัน เอาเป็ว่าฉันจะพยายามขับให้ดีขึ้น" S-12 ตอบกลับอย่างว่าง่าย
คานาตะก้าวเดินลงมาจากหุ่น Nuro ซึ่งเป็หุ่นเพียงตัวเดียวที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุด ถึงแม้จะเพิ่งเอาตัวเข้าพุ่งชนใส่ Litobous มา แต่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ก็ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่างจากหุ่นตัวใหม่อย่าง Breakzerz ของเรย์ ที่เกราะชั้นนอกหลุดลอกหายไปจนหมดสิ้นเนื่องจากการกดปุ่มมั่วจนระบบทำลายตัวเอง สร้างความเสียหายได้อย่างน่าเวทนา
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบความเสียหายของหุ่นยนต์ คานาตะกลับเดินปลีกตัวออกมาโดยไม่สนใจใคร ทว่าเขาต้องชะงักเมื่อพบกับ เค ที่ยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
"คา..." เคเปิดปากตั้งท่าจะรั้งเขาไว้ แต่คานาตะเลือกที่จะเดินเบี่ยงหลบหนีไปในทันที เคทำได้เพียงก้มหน้าลงต่ำและพยายามกลั้นน้ำตาแห่งความรู้สึกผิดเอาไว้
"นี่มันก็ผ่านมาตั้ง 3 เดือนแล้วนะ..." เอเลเซียเอ่ยขึ้นพลางทอดสายตามองผ่านกระจกห้องปฏิบัติการลงมา
"แล้วพวกมนุษย์ก็ชอบบอกว่าผู้หญิงเข้าใจยากซะด้วยสิ~" A-5 เอ่ยกลั้วหัวเราะ
ในมุมมืดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แววตาสีทองของ ANX-01 [Nuro Shogun] พลันเปล่งแสงสว่างสีเขียวฟ้าขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะดับมืดลง ทว่าเพวเน่กลับเหลือบไปเห็นความผิดปกตินั้นเข้าพอดี
ทุกคนยังคงทำกิจวัตรประจำวันเหมือนอย่างเคยก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนตามปกติ แต่ในคืนนั้น คานาตะกลับฝันเห็นภาพของพี่สาวตนเอง ในห้วงความฝันอันบิดเบี้ยว พี่สาวของเขากำลังถูกกลุ่มคนลึกลับตามล่าอย่างเอาเป็เอาตาย คานาตะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวด้วยความตื่นตระหนก เขารีบสวมเสื้อผ้าและก้าวเดินตรงไปยังห้องทำงานของ A-5 ทันที
"เอส... ยังไม่นอนใช่ไหม?" คานาตะเอ่ยถามพร้อมเคาะประตูห้อง
"ฉันนอนไม่ได้อยู่แล้ว เลิกถามคำถามแบบนั้นสักทีน่า~ เข้ามาได้เลย" A-5 พูดสวนกลับผ่านระบบประตู
เมื่อคานาตะเปิดประตูเดินเข้าไป เขาก็พบ A-5 กำลังนั่งซ่อมแซมร่างกายกลไกของ S-12 อยู่ "ไง เอส..." คานาตะทักทายสหายร่วมทีมด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
"ราตรีสวัสดิ์ คานาตะ นอนไม่หลับงั้นเหรอ?" S-12 เอ่ยทักทาย
*เนื่องด้วย S-12 กับหุ่น Aeronic นั้นนับเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน ทุกครั้งที่ Aeronic ได้รับความเสียหายในสนามรบ มันจะส่งผลสะท้อนมาที่ร่างกายเนื้อและกลไกของ S-12 ด้วย ทำให้เขาต้องได้รับการซ่อมแซมทุกครั้งหลังจบการต่อสู้ หน้าที่นี้แต่เดิมต้องเป็ของเพวเน่ แต่เนื่องจากเธอต้องไปซ่อมแซมโครงสร้าง DEP เครื่องอื่น A-5 จึงต้องลงมือทำแทน*
"ใช่... ฉันเพิ่งฝันเห็นพี่สาวน่ะ ฉันอยากรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนและปลอดภัยดีไหม" คานาตะเอ่ยจุดประสงค์
"คานาตะ มารินะ น่ะเหรอ? ไหนวันก่อนนายบอกห้ามไม่ให้ฉันแกะรอยตามหาเธอไง?" A-5 ถามด้วยความฉงน ก่อนจะละมือจากร่างของ S-12 แล้วเดินตรงไปยังหน้าจอคอนโซลหลัก
"ฉันแค่รู้สึกกังวลใจแปลกๆ ..." ฮิมารุเอ่ยตอบ
"คานาตะ... เคเธอเสียใจกับเื่ในอดีตมากจริงๆ นะ... นายควรจะให้อภัยเธอได้แล้ว... อีกอย่าง เรย์เองก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือทำผิดอะไรด้วย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะระบบสั่งการของโครงการ E ซีรีส์ มันไม่ใช่ความผิดของพวกเธอเลย..." S-12 เอ่ยเตือนสติ ทว่าฮิมารุกลับเงียบงันและไม่ยอมตอบอะไร S-12 จึงทำเพียงหลับตาลงเพื่อเข้าสู่โหมดพักพลังงานตามเดิม
"เจอตัวแล้วละ~" A-5 เอ่ยขึ้น
บนหน้าจอมอนิเตอร์ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดของสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ เธอคือ คานาตะ มารินะ พี่สาวคนโตแห่งตระกูลคานาตะ เมื่อฮิมารุได้เห็นว่าเธอยังปลอดภัยดีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งทักขึ้นจากด้านหลัง
"เดี๋ยวก่อนสิ มีเงาอะไรดำๆ อยู่ที่มุมกล้องวงจรปิดด้วยน่ะ" เพวเน่เดินเข้ามาในห้องหลังจากเสร็จงานซ่อมบำรุงอันหนักหน่วง พร้อมกับชี้นิ้วไปยังมุมจอที่เธอสังเกตเห็น
"เงาดำๆ อะไรกัน มันก็แค่ภาพเบลอจากมุมกล้องนั่นแหละจ๊ะ~ เธอนี่คิดฉลาดลึกซึ้งไปเรื่อยจริงๆ เลยนะ" A-5 พูดแซวก่อนจะลองปรับความคมชัดของภาพดู "เอ๊ะ...? มีเงาร่างดำๆ อยู่จริงๆ ด้วยแฮะ..."
"ตรงนั้นไง" เพวเน่ชี้สั่งให้ A-5 ซูมภาพเข้าไปใกล้ๆ "นั่นมัน... สัญลักษณ์ของกลุ่มนักฆ่านี่นา"
ทั้งสองคนยืนเพ่งมองภาพบนจอด้วยความตึงเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงประตูห้องปิดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งคู่หันกลับไปมองก็พบว่าฮิมารุได้หายตัวไปจากห้องแล้ว ขณะเดียวกัน S-12 ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้เข้าสู่ระบบหลับลึกจึงได้ยินบทสนทนาทั้งหมด
"เพวเน่ เธอไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม?" S-12 ถามย้ำ
"จะมาตาฝาดบ้าอะไรล่ะ นี่มันสัญลักษณ์แบบเดียวกับที่รอยสักข้อมือของเรย์และเคไม่มีผิด!" A-5 เอ่ยสรุป
ทั้งสองคนรีบพุ่งตัวออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้ A-5 ที่ปกติไม่ชอบออกไปไหนยืนอยู่ตามลำพัง ระหว่างทาง S-12 ได้แวะไปที่ห้องพักของเอเลเซียเพื่อขอความช่วยเหลือ
"เอเลเซีย ฉันมีเื่ด่วนให้ช่วยหน่อย..." S-12 เอ่ยพร้อมกดเปิดไฟห้องพัก ทว่าภาพเบื้องหน้าคือเอเลเซียที่กำลัง...
"ไอ้คนโรคจิต!" เอเลเซียกรีดร้องพร้อมปาหมอนใส่เขาเต็มแรง
"คนที่โรคจิตมันเธอต่างหาก ทำไมไม่ล็อกห้องให้เรียบร้อยล่ะ!" S-12 รีบหันหลังเดินออกไปปิดประตูทันที "แต่งตัวเสร็จแล้วรีบตามฉันมาด่วนเลยนะ!" S-12 ะโสั่งก่อนจะรีบวิ่งนำออกไปก่อน
(ไม่มีอะไรเกินเลยนะครับ เอเลเซียแค่กำลังจะถอดผ้าเช็ดตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น)
เวลาผ่านไปไม่นาน เอเลเซียในชุดพร้อมรบก็รีบวิ่งตาม S-12 และเพวเน่มาจนถึงลานจอดรถ
"ว่ายังไงนะ?! มีคนกำลังจะลอบสังหารพี่สาวของคานาตะงั้นเหรอ?!" เอเลเซียเอ่ยขึ้นด้วยความใ
เพวเน่รีบะโขึ้นรถและขับพุ่งทะยานเข้าสู่อุโมงค์ใต้ดินทันที ระยะทางจากฐาน Apex ถึง The Unbash โซน A มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร และหากจะเดินทางไปให้ถึงพิกัดที่มารินะอยู่จะต้องใช้เวลาเพิ่มอีกราว 13 นาที ทำให้เพวเน่ต้องเหยียบคันเร่งแบบมิดไมล์ข้ามขีดจำกัด เพราะเธอรู้ดีว่าฮิมารุเองก็คงจะกำลังบึ่งไปที่นั่นด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน ไม่นานนัก A-5 ก็ได้ส่งแผนที่ทางลัดพร้อมระบุพิกัดปัจจุบันของฮิมารุเข้ามาในระบบรถ
ในห้องทำงานของ A-5 เรย์และเคได้เดินเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงโวยวายดังลั่นฐาน
"เอส... เกิดเื่อะไรขึ้นงั้นเหรอ?" เคเอ่ยถามด้วยความกังวล
A-5 จึงเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ลอบสังหารที่กำลังเกิดขึ้นให้ทั้งสองฟัง โดยมีฮอน์ลที่เดินมาจากไหนไม่รู้ยืนร่วมรับฟังอยู่ด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนจึงเตรียมตัวพากันออกไปช่วยเหลือ รวมถึง A-5 ที่บัดนี้โดนลูกหลงลากตัวให้ร่วมนั่งรถออกไปด้วย
"เดี๋ยวก่อนสิ! แค่พี่สาวของคนในทีมกำลังถูกลอบสังหาร ทำไมพวกเราต้องยกพวกกันไปหมดทั้งฐานทัพขนาดนี้ด้วยล่ะ?!" A-5 บ่นอุบ
"คานาตะคือคนของหน่วยเรา และคนของหน่วยเราก็คือครอบครัว พวกเราอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้ง 3 เดือนแล้ว เริ่มจะสนิทกันแล้วด้วย ฉันจะไม่ยอมเห็นเขาต้องสูญเสียพี่สาวไปต่อหน้าต่อตาอีกเด็ดขาด" ฮอน์ลเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะขึ้นไปควบรถประจัญบานของตน ด้วยคำพูดนั้นเองทำเอาเรย์และเคถึงกับนิ่งอึ้งและลังเลที่จะก้าวตามไป
"เป็อะไรไปล่ะ? กลัวงั้นเหรอ? ถ้าพวกเธอขี้ขลาดเกินกว่าจะออกไปเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต จะยอมกบดานอยู่แต่ในฐานนี้ก็ตามใจนะ" ฮอน์ลหันมามองหน้าฝาแฝดทั้งสองด้วยสายตาที่เฉียบคมและดุดันราวกับเหยี่ยวทะเลทราย
เรย์และเคสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินขึ้นรถไปในทันที จากนั้นฮอน์ลจึงเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานตามกลุ่มแรกไปอย่างรวดเร็ว
ท่าเรือ รีโวร์เทค [City Zone A] | วันที่ 21 เดือน 5 [04:29 AM]
เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบของใครบางคนกำลังย่ำวิ่งไปบนพื้นคอนกรีตที่เปียกแฉะจากหยาดฝนเทียมที่เพิ่งหยุดตกไปได้ไม่นาน พร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของหญิงสาวที่กำลังวิ่งหนีการตามล่าอย่างสุดกำลัง ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งะโเรียกเธอจากทางด้านหน้า
"คุณหนูครับ! ทางนี้ครับ!" ชายชุดทหารคนหนึ่งโบกมือเรียกเธอเพื่อนำทางหนี
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้าตามไป ศีรษะของทหารนายนั้นก็หลุดกระเด็นออกจากบ่าอย่างรวดเร็วด้วยใบมีดที่มองไม่เห็น พร้อมกับร่างของกลุ่มคนชุดดำลึกลับที่ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินล้อมเข้ามา หญิงสาวพยายามจะหันหลังวิ่งหนีไปอีกทางแต่ก็พบว่ามีคนชุดดำมาดักปิดเส้นทางเอาไว้หมดแล้ว เธอตัดสินใจถอดผ้าคลุมหัวออก เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงาม ผมสีดำยาวสลวยและดวงตาสีน้ำตาลอันมุ่งมั่น ก่อนที่เธอจะย่อตัวตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ด้วยมือเปล่า
"ไม่เอาน่า... พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะต่อสู้กับเธอหรอกนะ มารินะ..." เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ก้าวเดินฝ่ากลุ่มคนชุดดำออกมา
"เธนท์?!" หญิงสาวเอ่ยชื่อเขาด้วยความใ "แกแกะรอยจนเจอตัวฉันได้ยังไงกัน?!"
"มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย~ อย่าลืมสิว่าเมืองแห่งนี้มันเป็อาณาเขตของใคร~ ฉันมีสายตาอยู่ทุกซอกทุกมุม มีหูคอยฟังอยู่ทุกเส้นทาง ยังไงเธอก็ไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมมือฉันไปได้อยู่แล้วละ~" เธนท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทางยั่วโทสะ
"เอาแบบนี้ดีไหม เรามาทำข้อตกลงกัน เธอตกลงยอมสงบศึกกับฉัน แล้วยอมมาเป็ตัวประกันดีๆ เพื่อที่ฉันจะได้ใช้เธอเป็เหยื่อล่อให้น้องชายของเธอยอมโผล่หัวออกมา" เธนท์พูดข้อเสนอออกมา
"น้องชายงั้นเหรอ?! นี่แก้าตัวเฮนรี่งั้นเหรอ?!" มารินะถามด้วยความตื่นตระหนก
"ไอ้เศษสวะนั่นน่ะเหรอ? ฉันลงมือฆ่ามันทิ้งไปก่อนจะมาหาเธอที่นี่ซะอีก~ และถ้าเธอไม่อยากให้เซร่ากับเลรินต้องมีจุดจบตามคนอื่นๆ ไปด้วยละก็ เธอก็จงยอมมาเป็ตัวประกันให้ฉันซะดีๆ" เธนท์เอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นมาเลียคราบเืที่ติดอยู่บนนิ้ว
"แกฆ่าเขา... ไอ้คนชั่ว!" มารินะฟิวส์ขาด วิ่งโถมตัวเข้าไปหมายจะทำร้ายเธนท์ แต่กลับถูกกลุ่มคนชุดดำพุ่งเข้ามาชาร์จและล็อกตัวตรึงไว้กับพื้นอย่างแ่า
"แต่อย่างน้อยเธอก็ได้รู้แล้วสินะ ว่าน้องชายคนสุดท้ายที่ฉันหมายถึงคือใคร~?" เธนท์เดินเข้าไปหาช้าๆ ก่อนจะนั่งยองๆ ลงตรงหน้าพลางใช้ปลายมีดพกคมกริบกรีดลงไปบนแกนหน้าของมารินะเบาๆ จนเืไหลซึมออกมา
"เอาล่ะ เลือกมาสิ... ระหว่างชีวิตของน้องสาวที่เหลืออยู่ หรือชีวิตของน้องชายคนสุดท้ายของเธอ~?"
"แก้าตัวฮิมารุไปทำไมกันแน่?!" มารินะพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง
"เธอก็เห็นนี่นา ตอนนี้ไอ้เด็กนั่นมันเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไปแล้ว และในอนาคตมันอาจจะขึ้นมาบดบังรัศมีอันรุ่งโรจน์ของฉันได้~ เพราะฉะนั้นฉันก็แค่ต้องรีบกำจัดสิ่งกีดขวางที่จะมาแย่งชิงแสงสปอตไลท์ไปจากฉันก็เท่านั้นเอง!" เธนท์พูดจบก็ปักใบมีดแทงทะลุลงบนฝ่ามือของมารินะอย่างโเี้
"อึก...!!" มารินะกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อสะกดกลั้นความเ็ปเจียนตายนั้นเอาไว้
ไม่นานนัก ฮิมารุก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถึงในตรอกของท่าเรือ ทว่าเบื้องหน้ากลับว่างเปล่าไม่มีใครอยู่เลย เขาก้มลงมองที่พื้นคอนกรีตและพบกับรอยเืทางยาว เขาเดินตามรอยเืนั้นไปจนกระทั่งพบกับศพของทหารไร้ศีรษะนอนจมกองเือยู่ โดยมีเครื่องบันทึกภาพ 3 มิติตกอยู่ข้างๆ เมื่อเขาหยิบขึ้นมาเปิดดูก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อก เพราะมันปรากฏภาพใบหน้าของพี่สาวตนเองที่กำลังถูกทรมาน ก่อนที่ภาพจะแพนมุมกล้องกลับมาที่ใบหน้าของเธนท์ซึ่งเป็คนถือกล้องบันทึก
"ฮิมารุจัง~ ถ้านายได้เห็นข้อความนี้แล้วละก็ จงแบกหัวของนายมามอบให้ฉันซะดีๆ ฉันจะนั่งรออยู่ที่ตึก Kryo Tech ชั้น 15... ห้ามมาสายในงานเลี้ยงล่ะ~" ระบบบันทึกภาพตัดจบลงเพียงเท่านี้
ทีม Arcus ที่เหลือเดินทางมาสมทบจนถึงพิกัดพอดี พวกเขาได้เห็นภาพของฮิมารุที่กำลังยืนกำเครื่องบันทึกข้อความในมือแน่นจนตัวเครื่องส่งเสียงร้าวะเิออกมาด้วยแรงอารมณ์
"คานาตะ...?" S-12 เอ่ยทักขึ้นก่อนเพื่อน
"เื่นี้มันเป็เื่ของครอบครัวฉัน ฉันจะเป็คนจัดการเอง... พวกนายทุกคนไม่ต้องมายุ่ง" ฮิมารุโยนเครื่องบันทึกทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดีก่อนจะตั้งท่ารีบเดินจากไป
"เดี๋ยวสิ! นายจะบุ่มบ่ามไปไหนของนาย!" ฮอน์ลรีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือรั้งตัวเขาเอาไว้
"ปล่อยฉัน! ฉันบอกให้ปล่อยไง! ฉันจะไปฆ่ามัน!" ฮิมารุตวาดลั่นด้วยความเดือดดานและโกรธจัด
"ตั้งสติก่อนสิ! ตอนนี้พี่สาวของนายอยู่ที่ไหน?! ฉันยังไม่เห็นร่างของเธออยู่ที่นี่เลยนะ!" ฮอน์ลพยายามพูดดึงสติและออกแรงล็อกตัวฮิมารุเอาไว้ไม่ให้ไปไหน
"พวกมันตั้งใจจับตัวเธอไปเป็เหยื่อล่อ" เพวเน่เอ่ยขึ้นพลางเดินเข้าไปก้มตัวลงใช้นิ้วแตะรอยเืบนพื้นขึ้นมาตรวจดู "คราบเื เครื่องบันทึกข้อความ และศพไร้หัวนี่... มันจงใจจัดฉากเพื่อล่อนายไปติดกับดักชัดๆ"
"เืนี่เริ่มแห้งและจับตัวแข็งมาประมาณ 1 ชั่วโมง 13 นาทีแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เืของศพไร้หัวคนนี้แน่ เพราะสภาพศพดูจะเสียชีวิตมาก่อนหน้านั้นประมาณครึ่งชั่วโมงได้" เพวเน่วิเคราะห์อย่างเฉียบคม
"แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ฉันในฐานะผู้นำทีมจะปล่อยให้ลูกทีมเดินไปติดกับดักตายไม่ได้เด็ดขาด" S-12 เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะสับฝ่ามือลงที่ท้ายทอยของฮิมารุอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งร่างของเด็กหนุ่มให้หมดสติล้มพับลงไปทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
"เฮ้ย เอส?! ทำไมต้องลงมือรุนแรงขนาดนั้นด้วย!" ฮอน์ลอุทานด้วยความใ
"S-12 ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วละ ดูจากสภาพจิตใจของเขาที่ไม่ยอมคุยกับเรย์และเคตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ขืนปล่อยไปเขาต้องยอมแลกชีวิตตัวเองเพื่อไปช่วยพี่สาวแน่ๆ ตอนนี้เราควรเก็บกู้เครื่องบันทึกมาตรวจสอบข้อมูลภายในอย่างละเอียดอีกรอบก่อน" เพวเน่เอ่ยสรุป
เมื่อเครื่องเล่นวิดีโอ 3 มิติถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อตรวจสอบใบหน้าคนร้าย เพวเน่, S-12 และฮอน์ล ต่างพากันอุทานออกมาเป็เสียงเดียวกันด้วยความคาดไม่ถึง
"เธนท์ แมนเดรส...?!"
"เขาคือใครกันเหรอคะ?" เอเลเซียเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นักบิน DEP อันดับหนึ่งของ Zainan และทหารที่เก่งที่สุดของกองทัพมนุษย์" A-5 เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนเป็จริงจัง "ดูท่าทางเื่ราวในคราวนี้... มันจะยากเกินกว่าขีดความสามารถของพวกเราซะแล้วสิ..."
ท่ามกลางสายลมหนาวของท่าเรือที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เรือดังแว่วมาตามสายน้ำ บรรดาสมาชิกหน่วย Arcus ต่างพากันยืนนิ่งเงียบด้วยความเคร่งเครียด โดยไม่มีใครรู้เลยว่าควรจะรับมือและจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไรดี... เพราะพวกเขามันก็แค่กลุ่มตัวปัญหาที่มีฝีมือกันแค่คนละครึ่งๆ กลางๆ แต่ศัตรูที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าในครั้งนี้ คือบุคคลที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดบนดาวดวงนี้...