ตอนที่ 167
พี่ชายและน้องสาว
คุกอัคคีผลาญถูกจัดสร้างอยู่ใต้เขาสูงอันเป็นที่ตั้งของสำนักหงส์อัคคี สิ่งปลูกสร้างนั้นอยู่ลึกลงไปที่ใต้โลกจนถึงชั้นของหินเหลว ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นคุกคุมขัง และอีกส่วนเป็นสถานที่ฝึกฝนดูดกลืนปราณอัคคีตามธรรมชาติชั้นเลิศของสำนักหงส์อัคคี ซึ่งแน่นอนว่าแต่เดิมโพรงลึกตามธรรมชาตินี้คือถิ่นที่อยู่ของเจ้าจิ้งเหลนลาวา ซึ่งถูกขับไล่ขึ้นมาด้านบนตั้งแต่อดีตกาล
แม้คุกจะอยู่ลึกลงไปแต่ที่นี่ก็มีศิษย์หลักของสำนักหงส์อัคคีลงมาฝึกฝนดูดกลืนปราณอัคคีอยู่ตลอดเวลา ทำให้เสวี่ยหมิงที่ถูกจองจำแต่สามารถแผ่พุ่งจิตวิญญาณออกไปรับฟังเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ไม่ไกลกันนัก มีเรื่องราวให้ขบคิดตลอดเวลาและไม่น่าเบื่อหน่ายอย่างที่คิด ซึ่งเรื่องราวสำคัญที่เสวี่ยหมิงได้รับฟังมาก็ล้วนน่าสนใจ และหาฟังไม่ได้หากยังอยู่ที่ด้านบน เพราะการพูดคุยในสถานที่ฝึกวิชาซึ่งมิดชิดเช่นนี้ ล้วนเป็นเรื่องราวความลับต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถเอ่ยได้เมื่อมีผู้คนหมู่มากเช่นที่ด้านบน
ซึ่งเรื่องราวความลับส่วนตัวของผู้คน รวมถึงเรื่องการติฉินนิทา แม้จะสร้างความบันเทิงและขบขันให้กับเสวี่ยหมิงได้บ้าง แต่เมื่อรับฟังแล้วก็ได้แต่ปล่อยผ่านยกเว้นเพียงเรื่องราวที่สำคัญ และเกี่ยวพันกับสิ่งที่เสวี่ยหมิงสงสัยและครุ่นคิดมาตลอดนับตั้งแต่ถูกจับลงมาคุมขังเข้าสู่วันที่สามแล้ว ก็คือเรื่องราวของ...เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ
..."เจ้าสงสัยไหมว่าทำไมเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะจึงต้องใส่หน้ากาก"
..."ข้าแอบได้ยินมาว่าก่อนที่นางจะถูกยกย่องให้เป็นเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ นางเป็นเด็กสาวที่งดงามปานนางฟ้า แต่หลังจากที่เกิดความผิดพลาดของการฝึกฝนใบหน้าของนางก็กลับกลายเป็นอัปลักษณ์ครึ่งซีกอย่างแปลกประหลาด"
..."หา มีเรื่องเช่นนั้น"
..."อืม ข้าเองได้ยินมาจากศิษย์ของสำนักอื่น ซึ่งเคยไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับคนแซ่หลง ที่...ที่ทูตศักดิ์สิทธิ์เอ่ยถามเมื่อวันก่อน"
..."น่าเสียดาย แม้จะอัปลักษณ์ครึ่งซีก ข้าก็ยังอยากจะเห็นหน้าอีกครั้งที่งดงามของนางอยู่ดี"
..."ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่บ้าผู้หญิงไม่เปลี่ยน ว่าแต่ศิษย์น้องหลิงจือที่กลับมาก็งดงามขึ้นจนน่าตกใจมิใช่รึ..."
.
.
เสวี่ยหมิงถูกคุมขังอยู่จนถึงวันที่ 6 ซึ่งเป็นกำหนดวันก่อนวันสุดท้ายที่คณะทูตจากแดนศักดิ์สิทธิ์จะเดินทางกลับ ระหว่างที่กำลังแผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณออกไปสำรวจดุจเดิม เสวี่ยหมิงก็พลันต้องชะงักค้าง และดึงรั้งพลังจิตวิญญาณของตนเองกลับคืนในทันควัน เมื่อพบว่าผู้ที่กำลังเดินทางมาหาตนเองนั้นคือผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะนั่นเอง แต่แล้วจู่ ๆ พลังของทูตศักดิ์สิทธิ์ก็หยุดลง ก่อนจะเดินกลับขึ้นไป เหลือเพียงแต่เหล่าองครักษ์ และเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะเท่านั้นที่ยังคงมุ่งหน้าตรงมาที่คุกขุมขังของเสวี่ยหมิง
.
.
"เจ้าคนไร้มารยาท ข้า...เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะมาหาเจ้าถึงที่ทำไมถึงยังไม่เงยหน้าขึ้นมาให้ชมดูอีก"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหตุใดข้าจึงต้องมีมารยาทกับเทพธิดา...เทพธิดาอะไรนั่นของแม่เจ้าเถอะ ข้าเสวี่ยหมิงหาได้เกรงกลัวความตาย และหากเจ้าเก่งกล้าจริงก็จงปลดปล่อยข้าออกไป แล้วเรามาตัดสินกันว่าใครจะเก่งกล้ากว่ากัน"
"หึ หึ"เมื่อเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะได้ยินน้ำเสียงโกรธขึงของเสวี่ยหมิง นางก็พ่นลมหายใจออกทางจมูก พร้อมใบหน้าแย้มยิ้มที่ปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากของนาง "ดี ในเมื่อเจ้าท้าทายข้าเช่นนี้ ทำไมจึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาให้ข้าชมดูกัน หรือว่าเกรงกลัวข้ากันแน่"
"เฮอะ เกรงกลัวอันใดกัน กับเด็กสาวไม่รู้ความเช่นเจ้า" เสวี่ยหมิงเอ่ยตอบ พลางเงยหน้าขึ้นมอง แม้บรรยากาศด้านล่างจะร้อนระอุจนสองจมูกของเสวี่ยหมิงเต็มแน่นไปด้วยกลิ่นของเหงื่อไคลที่ไหลอาบกายของตนเองตลอดหลายวัน แต่เมื่อมันเงยหน้าขึ้นมองเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ พร้อมก้มลงนั่งคุดคู้อยู่ที่ด้านข้างร่างของเสวี่ยหมิง ซึ่งถูกล่ามโซ่พันธนาการเอาไว้ให้นอนคว่ำแนบไปกับพื้นร้อนระอุ
ยามที่เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะก้มตัวลงนั้นสายลมที่กระชากเลื่อนลงต่ำก็พัดพากลิ่นกายหอมจรุงของนางให้ตามติดลงมายังเบื้องล่าง
...ข้านึกออกแล้ว กลิ่นของนางช่างคล้ายกับกลิ่นของนางฟ้าน้อยในค่ำคืนนั้นยิ่งนัก
"อืม หน้าตาใช่ไม่ได้เลย"เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสเพราะราวกระดิ่งแก้ว ก่อนจะใช้ปลายเสื้อสีแดงงดงามของตนเองเช็ดถูไปที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนของเสวี่ยหมิง ที่กำลังตะลึงงันหัวหมุนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น "ท่านอาจจะจำข้าไม่ได้ แต่ข้ายังจำพี่ชายได้แม่นเลยนะ"
แม้ยามนี้เสวี่ยหมิงจะอยู่ภายใต้สถานที่อันร้อนระอุแต่สมองกลับเย็นวาบ ความคิดที่สงสัยคั่งค้างอุดตันมาหลายวันพลันแตกระเบิดออก ทุกสิ่งที่สงสัยล้วนกระจ่างขึ้นในวินาทีนั้น ปากซีดแห้งพลันเผยอสั่นอ้าออก "หนิงเซียน..."
เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะพยักหน้าเบารับ ดวงตากลมโตงดงามราวหมู่ดาวกระจ่างจ้ายามราตรี ส่องประกายของน้ำตาที่เออคลอโดยไร้เหตุผล หนิงเซียนนั้นไม่ได้มีผู้คนที่คบหาโดยสนิทใจนับแต่เด็ก คราครั้งที่พบกับเสวี่ยหมิงในถ้ำร้างจึงเป็นน้ำใสใจจริงของเด็กสาว ยามนี้เมื่อพบพาสหายเก่าที่แม้สนิทกันเพียงข้ามคืน แต่กลับรู้สึกตื้นตันอย่างไม่อาจเอื้อนเอ่ย "เป็นข้าเอง"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นนางฟ้าน้อยของข้า เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วยเป็นเจ้าจริง ๆ ข้า...ข้าดีใจเหลือเกิน"
เด็กสาวยกมือเช็ดปาดน้ำตาที่เออจนคลอหน่วย "ข้าก็ดีใจ ดีใจที่พี่ชายยังไม่ตาย...ข้าเหงาเหลือเกิน ข้าไม่มีใครที่สามารถพูดคุยเปิดใจกับตนเองได้เช่นเดียวกับพี่ชายและท่านอาจารย์อีกเลย"
"ในเมื่อเจ้าบอกว่าท่านอาจารย์ เจ้าก็ยังน่าจะพูดคุยกับเขาได้นี่ ทำไมเจ้าถึงเหงาอีกละ"
แม้เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย แต่คำถามที่เรียบง่ายนี้กลับทำเอาเด็กสาวน้ำตาร่วงหล่นลงหนักหนากว่าเก่า
"เจ้า ๆ เป็นอะไรไป หากข้าพูดอันใดผิดไป อย่าได้ถือสา พลันลืมเลือนมันไปซะถือว่าพี่ชายคนนี้ไม่ได้พูดตกลงไหม"
เด็กสาวส่ายหน้า "ไม่พี่ชาย...ไม่สิในเมื่อข้ารู้จักชื่อท่านแล้ว ข้าก็ขอเรียกเป็นพี่เสวี่ยหมิงตกลงไหม"
"ได้ งั้นเจ้าก็เป็นน้องหนิงเซียนของข้า ดีไหม"
"ดี ดียิ่งนัก" เด็กสาวเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงสะอึกสะอื้นที่ลดลงไปบ้างแล้ว ก่อนที่น้ำตาจะหยุดไหล และปรากฏรอยยิ้มขึ้น แม้เสวี่ยหมิงจะไม่เห็นแต่เขาก็รับรู้ได้
"ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่เสวี่ยหมิง เช่นนั้นหากมีเรื่องกลุ้มใจอันใด ก็จงอย่าได้เก็บเอาไว้ เจ้าจงเล่ามาให้พี่ชายคนนี้ฟังเสียดี ๆ ตกลงไหม"
หนิงเซียนที่หยนุดสะอื้นไห้ พยักหน้าหงึก ๆ รับคำ "อืม แต่ก่อนอื่น ข้าจะนั่งคุยกับท่านสบาย ๆ มิใช่ถูกพันธนาการเช่นนี้" เอ่ยจบหยิงเซียนก็ใช้กระบี่อ่อนที่ยื่นโผล่ออกจากแขนเสื้อตวัดเขี่ยสายโซ่สะกดปราณทั้งสี่เส้นซึ่งพันธนาการเสวี่ยหมิงเอาไว้จนขาดสะบั้นในพริบตา
"เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่า..."
หนิงเซียนยื่นมือขาวผ่องพยุงร่างอของเสวี่ยหมิงให้ลุกขึ้นตามแรงฉุดของตนเอง "พี่เสวี่ยหมิงอย่าลืมสิว่าข้าคือ...เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ คำพูดของข้ามีหรือที่ประมุขของสำนักหงส์อัคคีจะกล้าขัดขืน" หนิงเซียนเอ่ยพร้อมเชิดจมูกน้อย ๆ ของตนเองให้แหงนชูขึ้น
" จริงด้วย ข้าเสวี่ยหมิงมีน้องอันประเสริฐ และยิ่งใหญ่ยิ่งนัก"
ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!
เสียงหัวเราะกังวานไพเราะเปี่ยมความสุขของทั้งสอง ดังจนหากผู้คนได้ยินย่อมไม่ยินยอมเชื่อว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังคงอยู่ในคุกใต้ดินอันร้อนระอุ แต่เสียงความความสุขที่เอ่อล้นออกมานั้นราวกับว่าทั้งสองนั้นกำลังสนทนาหยอกล้อกันอยู่ในแดนสวรรค์ก็มิปาน