่บ่ายแก่ ๆ ของวันแสงแดดเริ่มคล้อยต่ำลง อู๋หลิวรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของร่างนี้เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้วความเ็ปตามร่างกายก็เริ่มทุเลาเบาบางลงจนแทบไม่หลงเหลือความเ็ปใด ๆ อีกคล้ายว่าเธอมีเวทมนตร์วิเศษที่ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตและร่างกายได้
เธอพยุงร่างของตัวเองให้ลุกออกมาจากเตียงนอนเพราะเธออยากเดินสำรวจดูสภาพบ้านให้ทั่วถึงอยากดูว่าพอมีอะไรหลงเหลือให้ตั้งตัวได้บ้างหรืออย่างน้อยก็อยากหาน้ำกินเองโดยไม่ต้องรบกวนคนป่วยใจอย่างฟ่านอี้
แต่ทว่าในขณะที่อู๋หลิวเพิ่งจะหย่อนฝ่าเท้าเล็กๆ ลงมาแตะพื้นได้แค่ไม่กี่วินาที เสียงเอะอะโวยวายของใครบางคนก็ดังมาจากหน้าบ้านเสียงฝีเท้าหนัก ๆของใครคนนั้นย่ำเข้ามาในเขตบ้านโดยไม่เกรงใจคนเป็เ้าของบ้านเลยแม้แต่น้อย
"พี่สาวเซี่ย!อยู่ไหม? ได้ข่าวว่าตกบันไดหัวแตกอาการเป็ยังไงบ้างล่ะ!"
เสียงยียวนกวนประสาทดังนำมาก่อนตัวทำให้คิ้วโค้งสวยของอู๋หลิวพลันกระตุกริก ๆ โดยสัญชาตญาณความทรงจำของร่างเดิมบอกกับเธอว่า นี่คือเสียงของ 'จ้านเฟินถิง' นายทหารหนุ่มยศพันโท สามีของจินเหยาหรือผู้ชายสารเลวที่เป็ต้นเหตุของเื่ราววุ่นวายทั้งหมด!
จ้านเฟินถิงอายุมากกว่าจินเซี่ยถึงสี่ปีแต่เขากลับต้องเรียกจินเซี่ยว่าพี่เซี่ยเพราะเห็นว่าหล่อนมีสถานะเป็พี่สาวของภรรยาตนเองเรียกว่าพี่เซี่ยถือเป็การให้เกียรติหล่อนอย่างหนึ่ง
ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าเดินดุ่มๆ เข้ามาในห้องโถงบ้านตระกูลฟ่านโดยไม่รอให้เ้าของบ้านอนุญาตซะก่อน ใบหน้าของเขาจัดว่าหล่อเหลาแบบเพลย์บอยผมสีดำขลับหวีเรียบแปล้ขึ้นเงา รอยยิ้มมุมปากของเขาดูเหมือนห่วงใยและใส่ใจแต่แววตาของชายหนุ่มผู้มาใหม่กลับฉายแววดูถูกและโลมเลียอย่างปิดไม่มิด
จ้านเฟินถิงเดินตรงเข้ามากลางบ้านมองกราดไปทั่วสภาพบ้านเก่า ๆ กรัง ๆ ที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและหยากไย่ภาษากายของเขาสื่อให้เห็นว่าเขาขยะแขยงความสกปรกภายในบ้านหลังนี้มากจริง ๆ
สายตาของเขาตอนที่กวาดมองไปรอบตัวเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามเขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของอู๋หลิว เพราะฟ่านอี้เข้ามาขวางไว้
อู๋หลิวเห็นภาพเหตุการณ์นี้ทั้งหมดเพราะประตูห้องนอนของเธอไม่ได้ปิดไว้ั้แ่แรกหลังจากเข้าไปเช็ดหน้าให้เธอในตอนบ่าย ฟ่านอี้ก็จงใจเปิดประตูทิ้งไว้เพราะหากปิดประตูไว้มิดชิด ในตอนที่เธอ้าความช่วยเหลือเขากลัวไม่ได้ยินเสียงเรียกของเธอ
"อ้าว!พี่เขยฟ่านก็อยู่หรอกเหรอนี่ นึกว่าไม่อยู่บ้านซะอีก"จ้านเฟินถิงทักทายฟ่านอี้ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเขาปรายตามองฟ่านอี้ั้แ่หัวจรดเท้า เขานึกสมเพชเสื้อผ้าเก่า ๆของอีกฝ่ายจนแทบกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
ฟ่านอี้ไม่ชอบขี้หน้าของจ้านเฟินถิงเขาไม่ชอบที่จ้านเฟินถิงคือสามีของจินเหยาซึ่งเป็ผู้หญิงที่เขาเคยรักและไม่ชอบที่จ้านเฟินถิงมักสอดส่ายสายตาเ้าเล่ห์เ้ากลมาหาภรรยาเพียงในนามของเขาอยู่บ่อยๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รักจินเซี่ยแต่เขาก็ไม่อยากให้ชายอื่นมามองหล่อนด้วยสายตาแบบนั้นเพราะนั่นมันหมายถึงการไม่ให้เกียรติเขา และมันเป็การด้อยค่าเขาทางอ้อมในอีกรูปแบบหนึ่ง
ฟ่านอี้ยืนเผชิญหน้ากับจ้านเฟินถิงด้วยสีหน้าโกรธจัดเขากำหมัดแน่นจนเส้นเืหลังมือปูดโปนขึ้นมา แต่ด้วยความที่เป็ใบ้ฟ่านอี้จึงทำได้เพียงยืนจ้องหน้าผู้บุกรุกด้วยแววตาไหวระริกร่างกายของเขาสั่นเทาจากการพยายามข่มกลั้นอารมณ์ไม่ให้พุ่งเข้าไปชกหน้าคนพาล
จ้านเฟินถิงไม่ได้สนใจท่าทีโกรธเกรี้ยวของคนใบ้เขาชะโงกหน้าข้ามสันไหล่ของฟ่านอี้เพื่อจ้องมองคนด้านหลังสายตานั้นไล่มองั้แ่หัวจรดเท้าอย่างหยาบคายและหยุดอยู่ที่เนินอกวูบหนึ่งก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับคนสวยพร้อมกับแสยะยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีนัยสกปรกโสมม
"พี่เซี่ยครับ...ตกบันไดคราวนี้คงเจ็บหนักน่าดูแย่จริงที่น้องเหยาพลั้งมือแรงไปหน่อย ภรรยาของผมคนนี้ทำตัวเ้าอารมณ์ขึ้นทุกวันผมเองก็จนปัญญาจะสั่งสอนเธอแล้ว" เฟินถิงแสร้งทำเสียงเศร้าสร้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็กระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าชวนคลื่นไส้โดยไม่สนใจสีหน้าของฟ่านอี้เลยแม้แต่น้อย
"เอ…ตกบันไดคราวนี้เป็เหยาเหยาของผมที่ทำผิด หรือเป็พี่เซี่ยที่จงใจทำให้ตัวเองดูแย่หวังเรียกร้องความสนใจจากผมกันแน่นะ? แหม ๆไม่เห็นต้องลงทุนขนาดนั้นเลยก็ได้ พี่ทำถึงขนาดนี้ผมล่ะซึ้งใจจริง ๆ"
คำพูดไร้สาระของนายทหารหนุ่มเปรียบเสมือนน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นดีที่จู่ๆ ก็มีคนจับไปราดลงบนกองไฟ ฟ่านอี้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้แต่กัดฟันกรอดอย่างหัวเสีย
เขาจ้องหน้าเฟินถิงเขม็งจนดวงตาแทบหลุดออกจากเบ้าเหลือเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น ความอดทนอดกลั้นของฟ่านอี้ก็จะหมดลงแล้ว
เฟินถิงแสยะยิ้มให้กับท่าทางก้าวร้าวของฟ่านอี้เขายังคงยิ้มกริ่มอย่างไม่รู้ทุกข์ไม่รู้ร้อน หนำซ้ำยังยักไหล่ไปหนหนึ่งภาษากายของเขาสื่อสารได้ดีแทนคำพูด ประมาณว่า…
'ไงไอ้ใบ้!คนอย่างแกจะทำอะไรฉันได้'