32....
ลิลลี่สะดุ้งกับเสียงแตรรถที่กดติดๆ กันถึงสามครั้ง ทำให้เธอต้องเดินชิดริมถนนในซอยจนตัวแทบจะลีบ นึกโมโหเ้าของรถขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
จะเอาอะไรนักหนา คนเดินถนนก็เดินจนจะชิดกำแพงแล้วยังจะมาบีบแตรขอทางอีกจะให้ปีนกำแพงหลบรถให้หรือไงนะ ซอยก็ไม่ได้แคบขนาดนั้นสักหน่อยนี่ถ้าเธอไม่ี้เีนั่งรอมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ที่หน้าบริษัทก็คงจะไม่ต้องรีบร้อนเดินจากบริษัทที่อยู่ในซอยออกไปถนนใหญ่เพื่อขึ้นรถเมล์แบบนี้หรอก
วันนี้ปัญจพลแวะมาคุยกับสายใจั้แ่บ่ายจนได้เวลางานเลิกแล้วก็ยังคุยกันอยู่นั่นแหละทำให้ลิลลี่ ไม่ได้ขออาศัยรถของสายใจออกมาหน้าปากซอย ลิลลี่นึกในใจด้วยความหงุดหงิด และรู้สึกเหมือนรถตามหลังมาติดๆ จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เห็นคนขับรถไขกระจกลงพร้อมกับส่งเสียงเรียกชื่อเธอ ทำให้ขาที่เดินอยู่นั้นเร่งความเร็วจ้ำพรวดๆ เพื่อไปให้ไกลกว่าเ้าของรถคันที่เรียกให้ได้
“นี่คุณ!..นัดแฟนเอาไว้รึไงถึงได้รีบร้อนขนาดนี้”
เสียงปัญจพลนั่นเองที่พูดแขวะออกมาจากในรถที่ไขกระจกอยู่
ลิลลี่แกล้งไม่ได้ยินยังคงเดินอย่างเร็วไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างน้อยก็มาได้ครึ่งทางแล้ว เอาไว้ถึงถนนใหญ่เมื่อไหร่เธอก็จะรีบหลบเข้าร้านเซเว่นหน้าป้ายรถเมล์ทันทีไม่อยากจะเห็นหน้าผู้ชายชอบแกล้งอย่างอีตาปัญจพลสักนิด ไม่รู้ว่าเป็นักธุรกิจประสาอะไรมีเวลาว่างแวะมาหาเื่พนักงานใหม่อย่างเธอได้แทบทุกวัน
ไม่อยากจะเชื่อคำพูดของสายใจที่บอกว่าปัญจพลงานยุ่งมากไม่ค่อยได้เข้ามาดูกิจการบริษัทรถเช่านี้สักเท่าไหร่ลิลลี่ว่ามันค้านกับพฤติกรรมเ้านายของสายใจเสียจริง เพราะั้แ่เธอเข้ามาทำงานที่พีเจ.คาร์เร้นท์ก็เห็นเขาแวะเข้ามาเกือบทุกวัน แล้วก็มานั่งจับผิดเธอ บางทีก็ใช้ให้ชงกาแฟ พอชงให้ก็ติว่าขมไปบ้าง หวานไปบ้าง ต้องเดินไปเปลี่ยนให้หลายรอบจนลิลลี่แทบจะสาดกาแฟใส่หน้าคนช่างแกล้งให้รู้แล้วรู้รอดนัก
“ไม่ได้ยินที่ผมเรียกรึไงคุณลิลลี่..”
ปัญจพลไม่ละความพยายามขับรถตามไปติด ๆพร้อมกับเรียกชื่อเธอไปด้วย ถ้าเธอยังแกล้งทำหูทวนลมอยู่ได้ก็ให้มันรู้ไป เขาคิด
“ว้าย!..”
เสียงร้องอุทานด้วยความใของลิลลี่พร้อมกับร่างของสาวน้อยทรุดล้มลงกองกับพื้นทำให้ปัญจพลหัวเราะด้วยความชอบใจ
“นึกว่าจะแน่ เห็นเดินก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าว ๆไม่สนใจฟ้าดิน แล้วเป็ไงล่ะสะดุดขาตัวเองจนล้มไม่เป็ท่า ทีนี้จะยังเล่นตัวแกล้งไม่ได้ยินอีกหรือเปล่าล่ะคุณ”
ปัญจพลทั้งขำทั้งอยากสมน้ำหน้า
ลิลลี่ครางด้วยความเ็ป รู้สึกว่าข้อเท้ามีปัญหาเป็เพราะปัญจพลนั่นแท้ ๆ ที่ต้องทำให้เธอรีบร้อนเดินทั้งที่รองเท้าก็สูงแถมยังเป็รองเท้าใหม่ยังไม่ชินกับเท้าด้วย
“เป็ไงล่ะคุณลิลลี่..ทีนี้ได้ยินที่ผมเรียกหรือยัง”
ปัญจพลขับรถมาจนจะชิดร่างของเธอพร้อมกับชะโงกหน้ามาถามแต่แววตาเต้นระริกคล้ายจะล้อเลียน
“เพราะคุณคนเดียวถึงทำให้ฉันต้องเป็แบบนี้”
เธอหันไปทำตาเขียวใส่เขาอย่างไม่สนใจว่าเป็เ้านาย
“คุณเดินแล้วล้มเองนะครับ มาโทษผมได้ไง”
“ถ้าคุณไม่แหกปากเรียกฉันลั่นซอยฉันจะล้มไหมล่ะ”
เธอเงยหน้าทำตาเขียวปั๊ดใส่เขา
“อ้าว..ได้ยินที่ผมเรียกเหมือนกันนี่”
“ไม่ได้ยินก็หูหนวกแล้ว..เรียกจนคนเขาแตกตื่นกันทั้งซอยแบบนั้น”
“ถ้างั้นก็ลุกขึ้นสิ ถ้าไม่อยากให้ชาวบ้านสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ แล้วก็เดินมาขึ้นรถผมซะดีๆ อย่าให้ต้องฉุด” เขาแกล้งแหย่
“ก็ลองมาฉุดดูสิจะร้องให้คนมารุมอัดคุณให้เละเลย”
“ล้อเล่นน่า..อย่าเื่มาก ผมสั่งให้ขึ้นรถก็ขึ้นเถอะไม่เอาไปปล้ำให้เมื่อยหรอกหน้าตาไม่ได้เร้าใจขนาดนั้น”
“คุณ!..”
ลิลลี่โมโหเขาพูดแบบนี้ก็เหมือนว่าเธอไม่มีความสวยไม่มีความน่าสนใจสักนิดน่ะสิ เจ็บใจนัก ลิลลี่ใช้มือค้ำยันกับพื้นก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นแต่เธอก็ต้องเจ็บแปลบขึ้นที่เท้าจนต้องทรุดฮวบลงไปอีก
“เป็ไงคุณ..ไหวไหม”
ปัญจพลเห็นท่าทางของเธอแล้วก็นึกเป็ห่วง
“ข้อเท้าฉันแพลง ลุกไม่ได้”
ลิลลี่สารภาพเสียงอ่อย น้ำตาซึมด้วยความปวด
“เจ็บจริงใช่ไหมเนี่ย”
“ก็ลองมาข้อเท้าพลิกดูไหมล่ะ”
เธอบอกเขาด้วยความโมโหผสมความเ็ปข้อเท้า
ปัญจพลรีบลงจากรถมาช่วยพยุง แต่ก็เป็ไปด้วยความทุลักทุเลลิลลี่ร้องโอดครวญลั่นเมื่อต้องเดิน จนเขาต้องตัดสินใจอุ้มเธอเสียเอง
“อ๊าย....”
ลิลลี่ร้องด้วยความใที่จู่ ๆ เขาก็อุ้มเธอขึ้นมาโดยไม่บอกไม่กล่าวให้รู้ตัวก่อนเกิดมาก็เพิ่งจะโดนผู้ชายอุ้มมันก็เลยรู้สึกขัดเขินไปหมด จนกระทั่งเขาวางเธอไว้ที่เบาะด้านหลังรถนั่นแหละเธอจึงหายใจได้คล่องบ้าง แต่กลิ่นกายจากน้ำหอมที่เขาใส่ก็ติดจมูกเธออยู่นานแม้ว่าเขาจะผละไปประจำที่นั่งขับรถด้านหน้าแล้วก็ตาม
“ผมว่าแวะคลินิก หน้าปากซอยก่อนดีกว่า”
เขาบอกพร้อมกับออกรถไปทันที ลิลลี่ไม่กล้าปฏิเสธความหวังดีเพราะความเ็ปที่ทวีมากขึ้นนั่นเองปล่อยให้เขาจัดการพาเธอไปหาหมอ จากนั้นเขาก็บอกว่าจะพาไปส่งให้ถึงบ้าน ลิลลี่จึงไม่กล้าปฏิเสธ
“บ้านคุณมีอะไรอร่อย ๆ บ้างไหมผมชักจะหิวแล้วล่ะ”
เขาหันมาถามลิลลี่ขณะที่กำลังขับรถพาเธอไปส่งบ้านและตอนนี้เธอก็มานั่งด้านหน้าคู่กับคนขับแล้ว
“บ้านฉันไม่ใช่ภัตตาคารนี่คะจะได้มีอาหารอร่อยอย่างที่คุณ้า”
ลิลลี่มองค้อนเขาไม่คิดว่าเขาจะขอเข้าบ้านเธอด้วยวิธีนี้ คงจะแลกกับการที่ต้องขับรถไปส่งเธอล่ะสิผู้ชายที่ไปส่งผู้หญิงที่บ้านแล้วขอกินข้าวด้วยหมายความว่าไงล่ะถ้าไม่ใช่เพราะสนใจผู้หญิงคนนั้นเอ๊ะ..หรือว่าอีตาเ้าของบริษัทจะสนใจเธอ...ไม่นะ...
“แหม..คุณนี่หูเพี้ยนเข้าข้างตัวเองจริงๆ เลย ผมไม่ได้พิศวาสคุณขนาดที่จะต้องขอไปทำความรู้จักกับพ่อแม่พี่น้องขอร่วมวงกินข้าวที่บ้านด้วยหรอกนะที่ผมพูดน่ะหมายถึงร้านอาหารแถวใกล้บ้านคุณ”
ปัญจพลบอก ทำให้อีกฝ่ายเกิดอาการหงายเงิบไปชั่วคราวแก้มแดงปลั่งด้วยความอายระคนโมโหหน่อย ๆ
“คุณพูดกำกวมเอง..เมื่อกี้คุณไม่ได้บอกว่าแถวบ้านฉันสักหน่อยคุณบอกว่าบ้านฉัน”
เธอรีบปกป้องตัวเองทันทีเป็การกู้หน้าที่แตกยับเยินให้คืนมา
“งั้นเหรอ..ไม่ได้อัดคำพูดไว้ซะด้วยยกผลประโยชน์ให้จำเลยแล้วกัน”
เขาบอกหน้าตาเฉย
“ฉันไปเป็จำเลยคุณั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบ”
“ไม่ใช่จำเลยแต่เป็ลูกจ้าง พูดผิด”
เขาก็รีบแก้หน้าตาเบิกบาน
“แถมเป็ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งด้วย” ลิลลี่รีบพูดต่อทันที
“ผมไปแกล้งอะไรคุณ”
“ที่ใช้ให้ฉันชงกาแฟให้ไม่รู้กี่รอบไม่ถูกใจสักทีน่ะไม่เรียกว่าแกล้งหรือไงถ้าคุณบอกคุณสายใจว่าเปลี่ยนตำแหน่งฉันจากพนักงานขายมาเป็พนักงานชงกาแฟให้คุณฉันก็จะได้ตั้งใจชงกาแฟอย่างเดียว”
เธอพูดประชด แต่เขากลับยิ้มเฉย
“คุณก็อย่าซีเรียสนักซี้ ถือเสียว่ากำลังถูกนายจ้างทดสอบความอดทน”
“บริษัทอื่นมีใครเขาทดสอบลูกจ้างแบบคุณหรือเปล่า”
“อาจจะมีก็ได้ ถ้าเจอลูกจ้าง...แบบคุณ”
“ฉันเป็แบบไหน บอกมานะ” ลิลลี่จ้องหน้าเหมือนจะหาเื่
“แบบว่าไม่เหมือนใคร..จำครั้งแรกที่เจอกันไม่ได้รึไงที่คุณกับคุณไปรยาไปบุกบ้านผมน่ะ”
“พูดซะฉันกับยัยยาเสียหายเลยนะ ไปบุกบ้านคุณที่ไหนพวกฉันไปรับเ้าดุ๊กดิ๊กต่างหาก แต่คุณก็งี่เง่ากวนโมโห”
“นั่นแหละ..ผมถึงบอกคุณไม่เหมือนใครไงล่ะ คุณเถียงเ้าของบ้านฉอด ๆ ทำอารมณ์เสียใส่ผมผมไม่ไล่ออกจากบ้านก็บุญแล้ว สู้คุณไปรยาก็ไม่ได้เป็ผู้หญิงที่ใจเย็นดูอ่อนหวาน พูดจาดีมีมนุษยสัมพันธ์ ผู้หญิงอย่างคุณไปรยานี่แหละ ถึงจะเป็สเป๊คผู้ชายทั้งหลายที่อยากได้เป็แฟน“
“รวมคุณด้วยใช่ไหมล่ะที่อยากจะเป็แฟนกับยัยยา”
“ถ้าผมตอบว่าใช่ล่ะ”
“ว่าแล้วเชียว..แกล้งทำเป็โทรไปติดต่อเื่งานที่แท้ก็โทรไปจีบเพื่อนฉันนี่เอง”
“ผมมีอะไรเสียหายงั้นหรือถึงจะจีบคุณไปรยาไม่ได้”
“จีบได้ แต่ยัยยาจะสนหรือเปล่าไม่รับรองเพราะว่ายัยยามีแฟนแล้ว”
ลิลลี่ตอบด้วยความสะใจอยากให้เขาผิดหวัง
“คุณไปรยามีแฟนแล้วจริงหรือ ผมไม่เชื่อหรอก หลอกผมรึเปล่าคุณ”
“ฉันจะหลอกคุณทำไม”
“อ้าว..จะไปรู้หรือ คุณอาจจะกั๊กเอาไว้ให้ตัวเองก็ได้”
“พูดให้สวย ๆ นะ ฉันกั๊กอะไรให้ตัวเอง” ลิลลี่หน้าแดงหันมามองหน้าถามเขา
“ก็กั๊กผม เอาไว้ให้ตัวคุณเองน่ะสิกลัวว่าคุณยาจะได้แฟนหล่อ ๆ แสนดีอย่างผมไป แต่ผมบอกไว้ก่อนนะ ผมพวกหล่อเลือกได้นะครับ สเป๊กผู้หญิงของผมต้องแบบคุณไปรยาที่พูดจานุ่มนวลชวนฟังอย่างคุณนี่ไม่เคยอยู่ในสเป๊กแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ผมว่าคุณเลิกคิดไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องอกหักเสียใจ”
“อื้ย...กล้าพูดเนอะ..ฉันไปเผลอแสดงความคลั่งไคล้อยากได้คุณเป็แฟนั้แ่เมื่อไหร่ฉันก็อยากจะบอกคุณเหมือนกันว่าฉันก็สวยเลือกได้” เธอเชิดหน้าหยิ่งบอกเขาไป
“อย่ามาเลือกผมก็แล้วกัน..กลัว” เขาทำหน้าตาประกอบด้วยจนเธอหมั่นไส้
“ฉันน่ากลัวยังไง”
เขาไม่ตอบคำถามนี้แต่ใช้วิธียกมือข้างหนึ่งชี้ที่ปากของเขาแทน ลิลลี่ก็เลยค้อนขวับด้วยความหมั่นไส้ซึ่งทำให้เขาหัวเราะชอบใจ ในขณะที่ลิลลี่หน้าบึ้งไปจนถึงบ้าน