บทที่ 17 ตีท่านพี่ใหญ่อย่างโเี้
“เยว่เอ๋อร์รู้จักดนตรีเพียงเล็กน้อยเ้าค่ะ รู้แค่เพียงกู่เจิง พิณ และขลุ่ยขวางเ้าค่ะ” เยว่เอ๋อร์กล่าวอย่างถ่อมตน แต่ไม่ทันไร เสวี่ยเอ๋อร์กลับพูดขึ้นว่า “เยว่เอ๋อร์เล่นพิณได้ไพเราะนักเ้าค่ะ”
เยว่เอ๋อร์โกรธเสวี่ยเอ๋อร์จนทำหน้าบึ้งแล้วกล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์รู้สึกได้ว่าบทเพลงของท่านนั้นทรงพลังและเปี่ยมด้วยไฟแห่งความฝัน ไม่สามารถใช้เครื่องดนตรีชนิดเดียวในการบรรเลงได้ ต้องใช้เครื่องดนตรีอย่างน้อยสามถึงสี่ชนิดเ้าค่ะ”
ทันใดนั้น ฉู่เฟิงก็รู้สึกทึ่ง คนธรรมดาเพียงฟังคลุมเครือครั้งเดียวก็สามารถรับรู้ได้ว่าต้องใช้เครื่องดนตรีหลายชนิดในการบรรเลงเพลงนี้ได้ นางมีพร์ทางด้านดนตรี หากเป็ในชาติก่อน นางคงเป็เทพธิดาแห่งบทเพลงอย่างแน่นอน!
“เยว่เอ๋อร์พูดถูก ตอนนี้ข้าจะขอขับร้องสักเพลง”
ฉู่เฟิงกล่าว พอจบคำก็เริ่มร้องเพลง “ควันไฟลอยขึ้น มองไปทางทิศเหนือของแม่น้ำและูเา ธงัโบกสะบัด ม้าร้องยาว ดาบคมดังน้ำค้างแข็ง หัวใจดุจแม่น้ำยาว น้ำกว้างขวาง ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครสามารถทัดทานข้าได้ โกรธเผาไส้ จุดหมายของดาบยาว มีพี่น้องมากมายต้องสูญเสียชีวิต ณ ต่างแดน…”
เสียงเพลงทรงพลังที่ขึ้นสูง ลอยไปตามสายลมในยามค่ำคืน ทำให้คนรับใช้หลายคนได้ยิน
ทุกคนคิดถึงแม่ทัพฉู่ และกองทัพบุกเบิกที่แม่ทัพฉู่นำทัพ
สองสามประโยคแรกเป็ภาพสะท้อนของแม่ทัพฉู่ แต่แม่ทัพฉู่ไม่ได้เก่งกาจไร้เทียมทานเพียงแค่ยี่สิบปีเท่านั้น แต่ยาวนานมากกว่านั้นอีก!
ทันใดนั้นมีคนรับใช้ที่เคยเป็ทหารผ่านศึกร้องไห้ออกมา เพราะเขานึกถึงพี่น้องที่เสียชีวิตในสนามรบ!
เยว่เอ๋อร์และพวกนางแม้ว่าจะไม่เคยผ่านประสบการณ์ามา แต่กลับเริ่มมีน้ำตาคลอ นางคิดว่าบทเพลงนี้ได้ถ่ายทอดความจงรักภักดีของเหล่าทหารในการปกป้องบ้านเมือง และความโกรธเคืองต่อศัตรูออกมาได้อย่างเต็มที่!
แน่นอน เขาก็ได้ทำการแก้ไขเนื้อเพลงเล็กน้อย เช่นเปลี่ยนจากแม่น้ำเหลืองเป็แม่น้ำใหญ่ เปลี่ยนจากประเทศจีนเป็ต้าเหลียง!
ป้าบ!
ฉู่ฮ่าวหยวนตบที่วางแขนของเก้าอี้จนแตก มองดูภรรยาและซวงเอ๋อร์ข้าง ๆ แล้วะโเสียงดัง "ดี! ฟังจากเสียงน่าจะเป็เ้าตัวเหม็นนั่นร้องสินะ? ร้องตรงเข้ามาในหัวใจข้าเลย! ควรให้เ้าตัวเหม็นไปร้องที่สำนักกลาโหมให้พวกเ้านายขี้ตืดฟังบ้าง จะได้รู้ถึงความทุกข์ยากของทหารชายแดนอย่างพวกเรา!"
ซวงเอ๋อร์ที่ได้ยินเพลงนี้ก็อึ้งไป แม้ว่าจะเคยฟังมาแล้ว แต่พอได้ลองฟังครั้งที่สองก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ!
แสดงว่า ก่อนหน้านี้คุณชายแสร้งทำตัวเป็คนว่าง่าย ที่จริงแล้วเขามีพร์อันยิ่งใหญ่มาแต่ต้น ไม่มีทางที่เขาจะพูดว่า ‘รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ ได้คล่องขนาดนี้!
เมื่อเพลงจบลง ใบหน้าของพวกนางพลันแดงก่ำ พวกนางถึงได้รู้ว่าฉู่เฟิงเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะคนที่ถนัดดนตรีอย่างเยว่เอ๋อร์ นางตื่นเต้นจนเกือบะโขึ้นมา จนอยากบังคับให้เขาเขียนเพลงนี้ให้ตนทันที! แต่ความมีสติยังชนะความตื่นเต้น จึงฝืนทนไม่พูดออกมา.
"ฮ่า ๆ ขออภัย พวกเ้าเห็นว่ายังพอฟังได้อยู่หรือไม่?"
ฉู่เฟิงยิ้มอย่างใจดี แสร้งทำตัวอ่อนน้อม
“เพราะพริ้งยิ่งนัก ข้าเกรงว่าท่านคงมีเพลงใหม่ ๆ อีกเป็แน่ พวกข้าอยากฟังอีกเ้าค่ะ”
หลิงเอ๋อร์เอ่ยชมพลางปรบมือด้วยความเบิกบาน
“หลิงเอ๋อร์ เพลงใหม่สักเพลง มิใช่เื่ง่ายที่จะแต่งขึ้นมาได้หรอก...”
เยว่เอ๋อร์เอ่ยยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงของคุณชายเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “เพลงใหม่ ๆ น่ะ ข้ามีมากมายก่ายกอง หากพวกเ้าอยากฟัง ข้าก็จะบรรเลงให้ฟังอีกเพลงก็ได้ ครานี้รับรองว่าไม่เหมือนเพลงเมื่อครู่เป็แน่”
“เ้าถามข้าหรือ ว่ารักเ้ามากเพียงใด หัวใจข้านี้มอบให้เ้าไปเท่าไร ความรักของข้าจริงแท้เพียงใด หัวใจของข้านี้มอบให้เ้าไปทั้งดวง เยว่เอ๋อร์ เ้าเข้าใจความในใจข้าหรือไม่...”
ฉู่เฟิงร้องเพลงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงเยว่เอ๋อร์ร้องบอกอย่างขวยเขินว่า “ท่านช่างไม่รู้จักเขินอาย พูดจาเหลวไหล ข้าไม่ฟังแล้ว”
ว่าจบก็สะบัดเอว เดินควงแขนเสวี่ยเอ๋อร์วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ปล่อยให้หลิงเอ๋อร์ยืนมองฉู่เฟิงด้วยแววตาเศร้าสร้อยพลางเอ่ยว่า "ท่านชอบพี่เยว่เอ๋อร์ที่สุดสินะ แต่ก็นั่นสิ พี่เยว่เอ๋อร์ช่างงดงามยิ่งนัก"
ฉู่เฟิงดึงร่างของหลิงเอ๋อร์เข้าไปกอดแนบอก ประคองใบหน้างามนั้นไว้ในอุ้งมือพลางเอ่ยว่า “ใครชอบเยว่เอ๋อร์กัน เยว่เอ๋อร์ในเพลง หมายถึงดวงจันทร์ต่างหาก เยว่เอ๋อร์คิดไปเองทั้งนั้น แท้จริงแล้ว ข้าชอบหลิงเอ๋อร์ต่างหากเล่า”
“คุณชายอย่ามาหลอกหลิงเอ๋อร์เป็เด็กไร้เดียงสาไปหน่อยเลยเ้าค่ะ เมื่อครู่ ตอนที่ท่านร้องเพลง ท่านมองพี่เยว่เอ๋อร์ด้วยสายตาที่เร่าร้อนออกปานนั้น แต่หลิงเอ๋อร์รู้ดี ว่าสู้พี่เยว่เอ๋อร์ไม่ได้ โชคดีที่นางวิ่งหนีไปเสียก่อน หลิงเอ๋อร์จะได้ไม่ต้องลำบากใจ”
หลิงเอ๋อร์กล่าวพลางยกใบหน้าขึ้น แล้วจูบฉู่เฟิงอย่างกล้าหาญ
ฉู่เฟิงรู้สึกอบอุ่นในใจ คิดจะก้าวไปอีกขั้น แต่กลับถูกหลิงเอ๋อร์ผลักออก "คุณชายเ้าคะ ตอนนี้ท่านจำเป็ต้องพักผ่อน ห้ามเหน็ดเหนื่อยเด็ดขาด"
ฉู่เฟิงมองห้องที่ว่างเปล่าอย่างไม่สบายใจ พวกนางหนีไปหมดอีกแล้ว เฮ้อ… เขาต้องอดทนอยู่ในยามราตรีอันยาวนานอีกครา
ในวันรุ่งขึ้น ฉู่เฟิงตั้งใจจะใส่นวมชกกับเย่ว์เอ๋อร์สักรอบ โชคร้ายที่หลัวกุ้ย พี่ชายใหญ่เพิ่งมาถึงจวน
เมื่อมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของหลัวกุ้ย ฉู่เฟิงรู้สึกเสแสร้งอย่างไร้เหตุผล แต่ว่า ตนเองก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ประกอบกับดูเหมือนเขามาช่วยรักษาความสงบในจวนนี้ จึงทำให้ฉู่เฟิงไม่รู้สึกโกรธ
ฉู่เฟิงจึงไม่ได้โต้ตอบ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็มิตร เขาพูดอย่างเ็า "ท่านพี่ ท่านทำข้าเกือบไม่ฟื้นเลยนะ มือท่านช่างหนักจริง ๆ"
"เ้าอย่าโกรธข้าเลย ตอนนั้น ข้าเห็นเครื่องประดับรูปันั้น ก็แทบจะใตายแล้ว เ้าช่างกล้าหาญจริง ๆ ถึงกับขี่หลังองค์หญิงจ้าวหยาง ถ้าข้าไม่ทำให้เ้าสลบแล้วมาเผยตัวขององค์หญิงตรงนั้น เช่นนั้น ไม่ใช่แค่จวนโหวที่จะแย่ เพราะจวนข้าก็ขัดสนเช่นกัน"
หลัวกุ้ยรีบกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่เป็ธรรมชาติ
“ท่านพี่ ท่านก็คงได้ยินข่าวมาแล้วกระมัง อีกสองวัน ข้าจะต้องประลองกับหลี่ฮุย ท่านพี่คิดว่าใครจะเป็ฝ่ายชนะ”
ฉู่เฟิงเอ่ยเปลี่ยนเื่
หลัวกุ้ยชะงักไปครู่หนึ่ง แท้จริงแล้วอยากจะหลุดปากพูดออกไปว่า ‘เ้าจะไปสู้กับหลี่ฮุยได้อย่างไร มีหวังโดนเขาตีก้นลายเป็แน่!’
แต่พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของฉู่เฟิง หัวใจก็กระตุกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ แต่แล้วก็ส่ายหัว พลางคิดในใจว่า ‘ข้าเนี่ยนะจะกลัวเ้า ไอ้ขยะ เ้าเกือบจะหลอกข้าได้แล้วเชียว’
“ข้าคิดว่าระหว่างเ้ากับหลี่ฮุย ยังคงมีช่องว่างอยู่บ้าง ท้ายที่สุด แม้แต่ข้าก็ไม่ใช่คู่มือของเขา” หลัวกุ้ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงบ่งบอกเป็นัยว่า แม้แต่ข้าเ้ายังสู้ไม่ได้
"ฮ่า ๆ ที่แท้ท่านพี่ก็ไม่เชื่อมั่นในตัวข้า เอาอย่างนี้เป็อย่างไร พวกเราไปประลองกันที่ลานฝึกยุทธ์ ท่านพี่คงไม่ขี้ขลาดเกินไปใช่หรือไม่" ฉู่เฟิงแสร้งหัวเราะเสียงดัง พลางคิดในใจว่า “อีกสักพัก ถ้าข้าไม่ซัดเ้าจนหัวบวมเป็หมู ข้าก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว”
"ฮ่า ๆ บังเอิญเสียจริง ท่านป้าเพิ่งจะกำชับข้า ให้มาชี้แนะวิทยายุทธ์แก่เ้า”
หลัวกุ้ยหัวเราะลั่นพลางลุกขึ้นยืน ในใจของเขามองฉู่เฟิงด้วยสายตาเหยียดหยาม คิดในใจ ‘เ้ารอโดนกระทืบได้เลย!’
ไม่นาน ฉู่เฟิงและหลัวกุ้ยก็มาถึงลานฝึกยุทธ์ ไม่คาดคิดว่าหลิงเอ๋อร์จะเรียกพี่น้องทั้งสามมาด้วย สาเหตุหลักก็คือเป็ห่วงว่าคุณชายของนางจะเสียเปรียบ หากมีพี่หญิงซวงเอ๋อร์อยู่ด้วย หลัวกุ้ยก็คงไม่อาจทำร้ายคุณชายได้ง่าย ๆ
หลัวกุ้ยมองหญิงสาวทั้งสี่ที่งดงามแตกต่างกันไปนอกสนาม สายตาฉายแววโลภ ฉู่เฟิง เ้ามันน่าตายนัก พวกนางต้องเป็ของข้า! โดยเฉพาะเยว่เอ๋อร์ ช่างงดงามหาที่เปรียบมิได้ เหตุใดฉู่เฟิงถึงไม่เคย...
"ท่านพี่ ท่านลองสวมถุงมืออันนี้ดูเถิด เช่นนี้จะได้ไม่าเ็ง่าย ๆ"
ฉู่เฟิงพูดพร้อมกับหยิบนวมมาสองคู่แล้วส่งให้หลัวกุ้ยหนึ่งคู่
มองดูถุงมือใหญ่แปลก ๆ หลัวกุ้ยคิดจะปฏิเสธ เพราะจุดแข็งที่สุดของตนคือฝ่ามือแปดทิศ
แต่ฉู่เฟิงยังพูดต่อไป "ใส่สิ่งนี้เถอะ เพื่อหลีกเลี่ยงการาเ็ ถ้าเราได้รับาเ็วันนี้ อีกสองวัน ข้าจะสู้กับหลี่ฮุยได้อย่างไร ท่านก็ไม่อยากทำให้ข้าต้องเสียโอกาสใช่หรือไม่"
หลัวกุ้ยจำใจรับนวมแล้วสวมตามคำแนะนำของฉู่เฟิง ในใจกลับหัวเราะเยาะเย้ย ‘ไม่นึกเลยว่าเ้าหนุ่มนี้จะกล้าท้าทายข้า ทั้งยังต้องใส่ถุงมือนิ่ม ๆ อย่างนี้ ข้าช่างรู้สึกขำ’
การประลองเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
ฉู่เฟิงยกหมัดทั้งสองข้างป้องกันศีรษะ เคลื่อนไหวเบา ๆ
ขณะที่หลัวกุ้ยจะเริ่มกระบวนท่าฝ่ามือแปดทิศ แต่ดูถุงมือใหญ่สองข้าง เขาก็รู้สึกแปลก ๆ เลยปล่อยหมัดตกลง คิดในใจว่า ใช้แค่เท้าก็ถีบคนตรงหน้าให้ตายได้
"ท่านพี่ ข้าจะเริ่มแล้ว!"
ฉู่เฟิงพูดพร้อมกับส่งหมัดซ้ายชกโค้งอย่างแรงไปที่ศีรษะของหลัวกุ้ย
หลัวกุ้ยหลบหลีกได้อย่างเป็ธรรมชาติ แต่ไม่คาดคิดว่านั่นเป็เพียงการหลอกลวง หมัดใหญ่จากด้านขวาพุ่งมาที่คางของเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
หลัวกุ้ยใสุดขีด เ้าหนุ่มนี่ใช้กลลวงได้ด้วย! แต่ตอนนี้จะหลบก็ไม่ทัน ได้แต่พยายามใช้หมัดเพื่อป้องกัน
ปั่ก!
หมัดของหลัวกุ้ยถูกชนจนยกขึ้นสูง ตัวของเขาก็ถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ
แต่ฉู่เฟิงไม่ปล่อยโอกาส เขาใช้หมัดซ้ายขวาต่อเนื่องในการโจมตีอย่างหนัก หมัดผสมผสานที่รุนแรง พุ่งตรงไปที่ศีรษะของหลัวกุ้ยอย่างน่ากลัว
หลัวกุ้ยรู้สึกว่าหมัดใหญ่อยู่เต็มท้องฟ้า และพยายามป้องกันอย่างสุดกำลัง
แต่ยิ่งเขาถอยหลังป้องกัน หมัดของฉู่เฟิงยิ่งรุกแรงขึ้น โจมตีเขาจนถอยหลังต่อเนื่อง เขารู้สึกราวกับหนูที่ต้องก้มศีรษะวิ่งหนี
หลัวกุ้ยในที่สุดก็ตระหนักว่าหมัดที่ดูท่าทางจะนุ่มนวลนี้ เมื่อพุ่งตีที่หน้าหรือตัวของเขา ก็ทำให้เขารู้สึกเ็ปอย่างรุนแรง!
ซวงเอ๋อร์และพวกของนางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างก็ตะลึง นี่คือคุณชายที่ไม่เคยเรียนรู้สิ่งใดเลยหรือนี่?