ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ ชายป่าใกล้กับเมืองหลวงแห่งหนึ่ง ยังมีหญิงสาวผู้ใฝ่ฝันที่จะเป็นักผจญภัยอยู่คนหนึ่ง ในทุกๆ วันเธอจะฝึก ฝนฝีมือในการต่อสู้อย่างไม่ขาดสาย ทักษะการใช้อาวุธของเธอก็เก่งไม่เป็รองผู้ชายเลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่เธอจะใช้อาวุธไกลอย่างปืนเป็หลักในการต่อสู้เสียมากกว่าแต่เธอก็พกดาบไว้ยามจำเป็เหมือนกัน...ถึงแม้จะไม่ค้อยได้เอาไปไหนมาไหนด้วยก็เถอะ ส่วนมากเธอจะเอาดาบไปเก็บไว้ที่บ้านมากกว่าเอามันออกไปไหนมาไหนด้วย เนื่องจากเหตุผลที่ว่า มันหนักแล้วก็เกะกะนั้นแหละนะ จนกระทั้งเธออายุได้ 15 เธอก็ออกเดินทางไปตามเส้นทางการเป็นักผจญภัยของเธอเอง อาวุธที่เธอเลือกที่จะเอาไป เพื่อเป็เอกลักษณ์ของเธอในการต่อสู้นั้นคือ ปืนพกสองกระบอกนั้นเอง
เรกันถึงกับตลึงเมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวคนนี้ “เธอนี่เอง!!!”
“ก็หาทำภารกิจไปเรื่อยละนะ ได้ยินข่าวว่าหมาป่าจอมบ้าคลั่งอยู่แถวนี้ก็เลยมาดูนะ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นายจริงๆ”
สมัยก่อนเรกันเคยไปตามหาคนที่คาดว่าจะแข็งแกร่งที่สุด แถวหมู่บ้านของเรมี่มาก่อน แต่ก็ผิดหวังที่ผู้คนแถวนั้นเป็แต่การล่าสัตว์มากกว่าการต่อสู้ซะส่วนใหญ่ คนที่พอจะทำให้เขาพอใจได้ก็มีแค่เธอคนนี้เนี่ยแหละ ถึงจะใช้ปืนในการต่อสู้ก็เถอะ แต่เื่การใช้ดาบหรือมีดก็ใช้ย่อยเหมือนกัน
“นี่นายรู้จักเธองั้นเหรอ แล้วทำไมตอนแรกถึงดูไม่เหมือนว่ารู้จักกันมาก่อนเลยละ” ความสงสัยของเฟริน ทำให้ซาลินรู้สึกสงสัยไปด้วย
เขาเอามือขึ้นมาเกาหัวก่อนจะตอบ “ก็มันนานมาแล้วนี่ ก็น่าจะประมาณสิบปีได้แล้วละมั่ง”
เมื่อ 10 ปีก่อน
เฮ้อ....
เสียงถอนหายใจอย่างหน้าผิดหวังของเรกัน ที่้าหาคนที่สามารถทำให้เขาสนุกได้นั้น ไม่ค่อยจะมีมากนัก แต่ถึงจะมีบ้างก็มีนับหัวได้เลย
“ไม่มีแล้วงั้นเหรอ...ไอ้คนที่มันพอจะสู้กับฉันได้เนี่ย”
“ถ้าเป็อย่างนั้นจริงละก็ ฉันเองก็เบื่อมากเหมือนกับนายนั้นแหละ” เสียงของหญิงสาวดังมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ บนหัวของเขาพอดีเลย
“เธอเป็ใครอย่างงั้นเหรอ” ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกใกับการปรากฏตัวของหญิงสาวสักเท่าไร
หญิงสาวะโลงจากกิ่งไม้ แล้วมายืนอยู่ข้างหลังของเขาก่อนจะตอบกลับไป “ฉันงั้นเหรอ ฉันชื่อ เรมี่ เรโซน่า ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนนายก็คงจะเป็ เรกัน หมาป่าจอมบ้าคลั่ง งั้นสินะ”
เรกันหันไปมองหญิงสาวก่อนจะถาม “แล้วเธอ้าอะไรงั้นเหรอ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันนะไม่มีอะไรจะให้หรอกนะจะบอกให้”
หญิงสาวยิ้มออกมาก่อนจะพูด “ก็ไม่มีอะไรหรอกน่า ก็แค่อยากจะสู้ด้วยหน่อยก็แค่นั้นเอง”
“เธอเนี่ยสมองท่าจะเพี้ยนนะ เธอก็เห็นนี่ว่าขนาดคนที่อยู่ระดับที่เหนือกว่าเธอยังทำอะไรไม่ได้เลยแล้วคนอย่างเธอจะมีปัญญาทำอะไรได้กันเล่า”
หญิงสาวยังคงยิ้มอยู่หลังจากได้ยินแบบนั้น “ถ้าคิดว่าเป็อย่างงั้นจริงละก็ ลองดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่น่า”
“ก็ได้ๆ แล้วอย่ามาร้องไห้ที่หลังก็แล้วกัน ฉันจะไม่ไปปลอบหรอกนะ” เขาแอบยิ้มเล็กน้อยหลังจากหันหลังให้หญิงสาวแล้ว
หญิงสาวยิ้มแล้วหัวเราะขึ้น “ไม่หรอกน่า...ฉันนะ ไม่ได้อ่อนแอเหมือนพวกผู้ใหญ่หรอกน่า”
ชายหนุ่มเริ่มเบื่อกับท่าทีของหญิงสาวเต็มทีแล้ว “ก็ได้...ตามมาก็แล้วกัน”
“จะไปไหนงั้นเหรอ”
“ตามมาเดี๋ยวก็รู้เองน่า”
“นี่นายคงไม่ทำอะไรฉันหรอกนะ”
“โธ่เอ่ย! แค่เปลี่ยนที่แค่นั้นเอง” ชายหนุ่มเริ่มฉุนขึ้นมาทันควัน
ทุ่งกว้างกลางป่า ห่างจากจุดที่เขาเดินมาไม่กี่เมตร
ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมออก พลางหยิบมีดรูปร่างประหลาด ที่เป็อาวุธประจำตัวออกมาถือไว้ เขาเตรียมพร้อมกับการต่อสู้เรียบร้อยแล้ว
“เอาละ จะเริ่มตอนไหนก็เข้ามาได้เลย”
“ได้เลย”
หญิงสาวหยิบปืนคู่ที่คาดไว้ข้างหลังออกมา พร้อมกับตั้งท่าที่จะโจทตีได้ทุกเมื่อ แต่ก็ไม่อยากโจมตีออกไป
ชายหนุ่มเอามือเท้าเอวแล้วถามขึ้น “เป็อะไรไป ไม่กล้ายิงมาอย่างงั้นเหรอ หรือว่าไอ้ปืนนั้นไม่มีลูกะุอย่างงั้นเหรอ”
“ก็ไม่หรอก แต่จะดีเหรอ”
“อะไรละนั้นนะ คิดว่าใช้อาวุธไกลแล้วฉันจะเสียเปรียบอย่างงั้นเหรอ คิดมากน่า...รีบๆ เริ่มก่อนที่ฉันจะเบื่อสักทีเถอะน่า”
“งั้นไม่เกรงใจละนะ”
หญิงสาวควงปืนก่อนที่จะเริ่มยิงออกไปที่จุดตายของอีกฝ่ายทันที แต่ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะหลบอย่างที่หญิงสาวคิด แต่กลับใช้มีดของตัวเองปัดลูกะุกับมา จนฝ่ายหญิงต้องเป็ฝ่ายหลบซะเอง
“อะไรกัน ได้แค่นี้งั้นเหรอ น่าผิดหวังเสียจริง”
ฝ่ายชายกล่าวเหมือนดูถูกก่อนจะพุ่งเข้าหาฝ่ายหญิงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดคมมีดเข้าหาขาขวาอย่างแม่นยำ แต่หญิงสาวนั้นเหวี่ยงปืนกันคมมีดของชายหนุ่มได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะยิงโต้กลับไปอย่างไม่น่าเชื่อ
การต่อสู้ยืดเยื้อไปจนดวงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้าอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงหยุดมือไว้แค่นั้น
“ทำได้ดีนี้น่า สนุกมากเลยละ” ชายหนุ่มที่ดูไม่เหนื่อยอะไรเลย ทั้งที่ประมือกันเป็ชั่วโมงซะขนาดนั้น ตลอดการต่อสู้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกสนุกขนาดนี้
“สุดยอดเลยนะ...นายนะ” หญิงสาวเริ่มหอบเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากนั้น จะการประลองหรือการต่อสู้ครั้งไหนๆ ทุกคนก็จะขอยอมแพ้หรือออกจะการประลองกลางคันตลอด นี้เป็ครั้งแรกของเธอเหมือนกันที่ได้ต่อสู้แบบจริงๆ จังๆ สักที
ชายหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อคลุมที่วางทิ้งไว้ แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินจากไปเขาก็ได้พูดขึ้น “ชื่อของฉันคือ เรกัน เท็มฟอซัส จำไว้ให้ดี ครั้งหน้าถ้าเราได้เจอกันอีก ก็มาประลองกันได้ทุกเมื่อที่เธอ้า”
“และนี้แหละคือเื่ราวทั้งหมดที่ฉันกับยัยนี่ได้รู้จักกันเป็ครั้งแรก”
“จะนานอะไรขนาดนี้เนี่ย” ซาลินพูดขึ้นหลังจากที่เรกันได้เล่าจบ
“ก็พวกนายให้ฉันเล่าเองไม่ใช้รึไง” เรกันเริ่มหัวเสียนิดๆ
เฟรินถามขึ้นอย่างสงสัย “ชื่อเต็มของนายคือ เรกัน เท็มฟอซัส งั้นสินะ”
เรกันที่กำลังจะซัดซาลินให้จมพื้นหันกลับมาตอบ “ก็ใช้นะสิ นี้ไม่ได้ฟังที่เล่าให้ฟังเลยรึไงเนี่ย”
เฟรินเรียบเรียงทุกอย่างที่อยู่ในหัวเข้าที่แล้ว “เข้าใจแล้ว! เป็อย่างนี้เอง”
“เข้าใจอะไรของเธออีกละ” เรกันเริ่มสงสัยว่าในหัวของเฟรินนั้นเป็ยังไงกันแน่
เฟรินหันมาจับมือของเรกัน “เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังที่หลัง ไปที่บ้านก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง” เธอหันไปมองเรมี่ก่อนจะกล่าวพลางยิ้มให้ “เธอก็มาด้วยสิ”
ณ บ้านหลังหนึ่งที่เฟรินได้เช่าเอาไว้
“เข้ามาให้เร็วๆ สิ อย่าชักช้าน่า” เฟรินรู้สึกปวดหัวทันที ที่เห็นสีหน้าของเรกันกับเรมี่ที่รู้สึกช็อก เมื่อพอมาถึงแล้วก็ถึงกับพูดอะไรไมออกเลย เอาแต่อึ่งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
เรกันหันมามองหญิงสาวอย่างอึ่งๆ “นี่อยู่กันแค่สองคน...อย่างงั้นเหรอ”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างแรง “เข้ามาเถอะน่า อายคนที่เดินผ่านหน่อยสินายนะ”
“แต่ไม่คิดเลยนะค่ะเนี่ย ที่เช่าบ้านที่ดูท่าทางจะแพงขนาดนี้ อยู่กันแค่สองคนนะ”
“นั้นสินะ ถ้าเป็ฉันละก็ขอแค่บ้านหลังเล็กๆ ก็พอแล้วละ” เรกันพูดเหมือนรู้ดีไปหมด ก็เขานะเคยเดินทางไปเกือบจะทั่วโลกแล้วนี่
หญิงสาวเ้าของบ้านดูเหมือนจะไม่พอใจขึ้นมาสักนิด “งั้น...จะไปนอนที่อื่นไหมละ”
“แหม่...เป็ที่ที่ดีจังเลยนะ ที่นี่น่าอยู่จริงๆ เลยละน่า”
“นั้นสิน่า ให้ฉันอยู่ด้วยคนนะ”
ทั้งคู่รีบเปลี่ยนท่าทีแล้วเดินเข้ามาในบ้านทันที เพราะไม่อยากออกไปนอนข้างนอกบ้าน ในเมืองนี้มีกฎอยู่ไม่กี่อย่างและหนึ่งในนั้นคือ ห้ามออกนอกบ้านในยามวิการ ยกเว้นว่าแต่มีธุระเท่านั้น
ในห้องอาหาร มีโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้สำหรับสิบคนวางเรียงอยู่ ซึ่งพอสำหรับทั้งสี่คนที่จะนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน
“นั่งก่อนสิ” เฟรินที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเรียกให้พวกเรกันมานั่งกันก่อน
เรกันนั่งลงที่เก้าอี้ทางด้านขวาใกล้ๆ กันเฟรินก่อนจะถามขึ้น “แล้ว เื่ที่ว่านั้นนะ...ช่วยอธิบายหน่อยสิ”
“เอาน่า มากินข้าวกันก่อนเถอะน่า เดี๋ยวจะเย็นจนเสียรสชาติเอานะ” ซาลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอาอาหารมาวางเรียงบนโต๊ะ
“นั้นสินะ เดี๋ยวไม่มีแรงเล่ากันพอดี”
“มันยาวขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมันเื่อะไรกันละฉันเริ่มอยากรู้ซะแล้วสิ” เรกันทำหน้าสงสัยเล็กน้อย
“คือว่า เื่นั้นนะน่ะ...มันเป็เื่เกี่ยวกับตระกูลเท็มฟอซัสนะ”