ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็ผู้เข้าร่วมการประลองนั้นหอมหวานอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อความจริงอันโหดร้ายของชีวิตในเมืองใหญ่เข้ามาแทนที่
"เอาล่ะ" สวี่เจี๋ยกล่าวขณะที่ทั้งสองนั่งพักอยู่ข้างกำแพงเมืองด้านใน เขาเทเหรียญทองแดงที่เหลืออยู่ออกมานับ "หลังจากหักค่าลงทะเบียนไปแล้ว...ด้วยเงินเท่านี้ เราคงจะกินได้แคหมั่นโถวเปล่าๆ ไปอีกไม่ถึงสิบวัน"
เฟยหลงมองเงินจำนวนน้อยนิดนั้น นี่คือปัญหาที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อน ตอนอยู่ที่หมู่บ้านจันทร์เสี้ยว อย่างน้อยก็ยังมีป่าให้หาอาหาร มีลำธารให้จับปลา แต่ในเมืองที่ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อแห่งนี้ พวกเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มสองคนที่ไม่มีอะไรเลย
"เราต้องหาที่พักราคาถูก...แล้วก็หางานทำ" สวี่เจี๋ยสรุป เขาดูจะคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้ดี "การประลองยังเหลืออีกตั้งเกือบสามเดือน เราจะอดตายกันก่อนได้ประลองพอดี"
ครึ่งวันต่อมาหมดไปกับการเดินสำรวจเมือง สวี่เจี๋ยทำหน้าที่เป็ผู้นำทาง เขาชี้ให้เฟยหลงดูตึกที่ทำการของตระกูลไป๋ที่ดูโอ่อ่า, สาขาย่อยของสมาคมภูติิญญาที่มียามเฝ้าหน้าตาถมึงทึง (ซึ่งพวกเขาได้แต่เดินผ่านอย่างรวดเร็ว), และย่านการค้าที่เต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา สุดท้าย พวกเขาก็หาห้องเช่าเล็กๆ เท่ารูหนูห้องหนึ่งได้ในย่านที่อยู่อาศัยอันแออัด มันมีราคาถูกพอที่พวกเขาจะจ่ายได้เป็รายสัปดาห์
"เอาล่ะ เื่ที่พักเรียบร้อย" สวี่เจี๋ยปาดเหงื่อ "ต่อไป...เื่ปากท้อง"
เขาพาเฟยหลงไปยังจัตุรัสแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนจอแจ กลางจัตุรัสมีกระดานไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนนั้นติดประกาศเขียนด้วยลายมือไว้มากมาย นี่คือ "ป้ายรับงาน" ศูนย์รวมของงานจ้างสารพัดชนิดในเมืองหินขาว
เฟยหลงมองดูด้วยความสนใจ ผู้คนหลากหลายประเภทกำลังยืนมุงดูกระดาน...ทหารรับจ้างในชุดเกราะหนัง,กรรมกรกล้ามใหญ่, ไปจนถึงนักสู้หนุ่มสาวที่ดูเหมือนจะมาหาลำไส้พิเศษเช่นเดียวกับพวกเขา งานก็มีั้แ่ "้าคนคุ้มกันคาราวานไปเมืองข้างๆ", "ตามหาแมวของฮูหยิน", ไปจนถึง "้าคนกำจัดรังหนูในห้องเก็บของ"
"งานส่วนใหญ่้าคนมีสังกัดหรือต้องใช้คนเยอะๆ" สวี่เจี๋ยพึมพำพลางกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว "แต่...นั่นไง!"
เขาชี้ไปยังประกาศใบหนึ่งที่ติดอยู่เกือบจะต่ำที่สุด มันเขียนไว้ว่า: "้า 'หญ้าจันทรา' 10 ต้น สภาพสดใหม่ พบได้ที่หน้าผาทางทิศตะวันตกของเมือง ให้ราคางาม"
"หญ้าจันทรา?" เฟยหลงถาม
"ข้าเคยได้ยินมา มันเป็สมุนไพรที่พวกนักปรุงยา้า" สวี่เจี๋ยอธิบาย "มันจะเรืองแสงจางๆ ในที่มืด และเติบโตเฉพาะในที่สูงชันและอันตรายเท่านั้น งานนี้ถึงได้มีคนรับน้อย แต่สำหรับสองคน ถือว่าค่าจ้างดีเลยล่ะ เ้าปีนป่ายเก่งไม่ใช่รึ? เราน่าจะทำได้นะ"
เฟยหลงพยักหน้ารับ นี่เป็งานที่เหมาะกับเขาที่สุดแล้ว
วันต่อมา ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหน้าผาทางทิศตะวันตกของเมือง มันสูงชันและน่าหวาดเสียวสมคำร่ำลือจริงๆ สวี่เจี๋ยที่ยืนอยู่ข้างล่างถึงกับหน้าซีด แต่สำหรับเฟยหลงแล้ว...มันไม่ต่างจากต้นไม้ใหญ่ในป่าที่เขาคุ้นเคย
"รออยู่ข้างล่างนี่แหละ เดี๋ยวข้าจัดการเอง" เฟยหลงบอกสหาย
แล้วเขาก็เริ่มปีน...เฟยหลงเคลื่อนไหวไปบนหน้าผาราวกับเป็ส่วนหนึ่งของมัน เขาใช้ทุกร่องหิน ทุกรากไม้ที่ยื่นออกมาเป็ที่ยึดเกาะ ร่างกายของเขาเบาและคล่องแคล่วจนสวี่เจี๋ยที่มองอยู่ข้างล่างถึงกับอ้าปากค้าง ไม่นานนักเขาก็ปีนขึ้นไปถึงจุดที่ 'หญ้าจันทรา' ซึ่งมีใบสีเงินเรืองรองเติบโตอยู่เป็หย่อมๆ
ขณะที่เขากำลังเก็บหญ้าต้นสุดท้ายอย่างระมัดระวัง เสียงคำรามดุร้ายก็ดังขึ้นจากชะง่อนหินเหนือหัวเขา!
สัตว์ร้ายสองตัวที่มีรูปร่างคล้ายหมาป่าแต่มีขนเป็สีเทาหม่นเหมือนก้อนหินกระโจนออกมาจากที่ซ่อน ดวงตาของพวกมันลุกวาวด้วยความไม่เป็มิตร
"หมาป่าหิน!" สวี่เจี๋ยะโขึ้นมาจากข้างล่างด้วยความใ "ระวังนะเฟยหลง! เขี้ยวของมันคมเหมือนหินลับเลยนะ!"
สวี่เจี๋ยชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมจะหาทางปีนขึ้นไปช่วย แต่เฟยหลงกลับยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้เขาหยุด
"อย่าเพิ่ง! พวกมันแค่ปกป้องถิ่นของมัน" เฟยหลงะโกลับไป
เขาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว...หมาป่าหินสองตัวกำลังแยกเขี้ยวขู่ แต่ยังไม่พุ่งเข้ามาโจมตี พวกมันแค่้าขับไล่ผู้บุกรุก...เหมือนหมูป่าเขี้ยวตันตัวนั้น...
เฟยหลงเก็บหญ้าต้นสุดท้ายใส่ย่าม เขาไม่คิดจะสู้ แต่คิดจะหนี...อย่างมีกลยุทธ์ เขาเหลือบไปเห็นผนังหินที่ผุพังอยู่เหนือหัวของหมาป่าหินคู่หนึ่ง
"สวี่เจี๋ย! เตรียมตัววิ่ง!" เขาะโเตือน
จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก หยั่งรากเท้าทั้งสองลงบนขอบหินที่เหยียบอยู่ให้มั่นคง แล้วซัดฝ่ามือระลอกคลื่นที่ควบคุมพลังไว้อย่างดีเยี่ยม...เข้าใส่ผนังหินเหนือหัวของสัตว์ร้าย!
เปรี้ยง!
เสียงดังสนั่นพร้อมกับเศษหินเล็กๆ ที่ร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝนไม่ได้ทำร้ายหมาป่าหินโดยตรง แต่มันสร้างความใและสับสนให้กับพวกมันอย่างรุนแรง สัตว์ร้ายทั้งสองสะดุ้งถอยหลังอย่างตื่นตระหนก
"ไป!"
เฟยหลงอาศัยจังหวะนั้นปีนลงจากหน้าผาอย่างรวดเร็วราวกับกระรอกป่า ทั้งสองรีบวิ่งออกจากบริเวณนั้นทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง
เมื่อกลับถึงเมืองและนำหญ้าจันทราไปส่งให้ผู้ว่าจ้างที่ร้านปรุงยา พวกเขาก็ได้รับเงินค่าตอบแทนมาจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายสัปดาห์
ขณะที่เดินกลับไปยังห้องเช่าแคบๆ สวี่เจี๋ยส่ายหน้าไปมาด้วยความทึ่ง "เ้าไม่เคยทำอะไรเหมือนคนอื่นเขาเลยนะเฟยหลง" เขากล่าว "ถ้าเป็ข้าหรือคนอื่น คงจะชักกระบี่เข้าสู้กับหมาป่าพวกนั้นไปแล้ว"
เฟยหลงก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองที่ยังรู้สึกถึงแรงสะท้อนจากการโจมตีเมื่อครู่ "มารดาของข้าสอนว่า...ทุกชีวิตมีค่า หากมีหนทางอื่น ก็ไม่ควรพรากชีวิตโดยไม่จำเป็"
คำพูดนั้นทำให้สวี่เจี๋ยครุ่นคิด...เพื่อนของเขาคนนี้ช่างเต็มไปด้วยความลับและปรัชญาที่ลึกซึ้งเกินวัยจริงๆ
มิตรภาพของพวกเขาทั้งสองคนได้ผ่านบททดสอบแรกของการเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่แล้ว และมันก็ทำให้พวกเขาผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม