สายลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ผสมกลิ่นกายคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างทำให้ฟ่านหนิงเหอซึ่งยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหลับตาลงแล้วสูดกลิ่นหอมนั้นเบา ๆ
"วันนี้ข้าจะออกไปนอกเมืองด้วยมีราชโองการให้ออกไปสืบหาความจริงบางอย่าง เ้าไปเตรียมตัวเถอะ"
"แต่กระหม่อมวรยุทธ์อ่อนด้อยเกรงว่าเป็ภาระให้ฉินอ๋อง"
"ข้าฝึกฝนเ้ามาเองกับมือ ใยคิดว่าตนเองอ่อนด้อย"
ฟ่านหนิงเหอมองใบหน้าโจวจินเยว่ ที่ดุดันเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าทหารองครักษ์ แต่เมื่อมาอยู่ในตำหนักสลัดชุดดำขององครักษ์ออก เขากลับคิดว่าโจวจินเยว่เป็คนอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดหนึ่งเดือนทั้งจับมือเขาคัดอักษร ทั้งจับมือเขาหัดถือกระบี่ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น และไม่ได้รู้สึกเกร็งเหมือนที่ผ่านมา แต่ยามจริงจังก็ดุจนเหล่าองครักษ์มองหน้าแทบไม่ติด เขาเคยโดนดุจนหงอ ตอนที่เขาแอบงีบหลับเพี่อหนีการฝึกคัดอักษร โดนทำโทษให้ยืนขาเดียวในห้องอักษรโดยมีโจวจินเยว่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะเฝ้าเขาไม่ให้คลาดสายตา แต่คิดก็ขนลุกแล้ว
ฟ่านหนิงเหอที่อยู่ในคราบฟ่านหนิงเทียนพี่ชายฝาแฝด ยืนมองตนเองในกระจกเมื่อเขาสวมชุดองครักษ์วังหลวงสีดำ เข็มขัดคาดเอวสีทอง ผมยาวสีดำถูกรวบสูงมีผ้าแถบสีทองผูกไว้ ทำให้ใบหน้าเขาแทนที่จะดุดันแบบองครักษ์คนอื่นกลับดูหวานขึ้นไปอีก แบบนี้โจรหน้าไหนจะกลัวเขาเล่า ยิ่งทำตัวเหลาะแหละหย่อนยานการฝึกจนเพื่อนองครักษ์ส่ายหน้า โดนโจวจินเยว่เอาดาบไม้โขกหัวไปหลายโป๊ก จนเขากลายเป็ที่ขบขันและเป็น้องชายตัวน้อยที่้าการปกป้องจากเหล่าพี่ชายองครักษ์ในกององครักษ์หลวงไปโดยปริยาย
ทีมองครักษ์ร่วมสิบคนกำลังควบม้าตามโจวจินเยว่ผู้เป็นายที่นำขบวนออกนอกเมือง ฟ่านหนิงเหอขี่ม้าอยู่ท้ายสุดของขบวน ภารกิจของวันนี้คือตามจับกลุ่มโจรที่แต่งตัวคล้ายองครักษ์วังหลวงและแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อขูดรีดเงินจากพ่อค้าที่เดินทางค้าขายขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางสายนี้
เมื่อออกลาดตระเวนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่มีวี่แววของโจรกลุ่มนี้ โจวจินเยว่จึงสั่งให้แบ่งกองกำลังเป็สองชุดสับเปลี่ยนกันมาเฝ้าตรงถนนสายนี้ อีกชุดก็ไปพักที่โรงเตี้ยมใกล้ ๆ เพื่อคอยสลับสับเปลี่ยนกันมาซุ่มดูคนร้าย ไม่ว่าอย่างไรออกมาคราวนี้ก็จับโจรกลุ่มนี้กลับไปลงโทษที่บังอาจแอบอ้างเบื้องสูงมาทำเื่ชั่วช้า
กองกำลังองครักษ์ชุดที่หนึ่งห้าคนทำหน้าที่ซุ่มดูคนร้ายในคืนนี้ ฟ่านหนิงเหอซึ่งถือว่าเป็น้องสุดท้องของทีมถูกจัดให้อยู่ชุดที่สอง ให้คอยเฝ้าดูแลฉินอ๋อง คืนนี้เขาก็เลยได้นอนพักในโรงเตี้ยมสบาย ๆ ไม่ต้องมาซุ่มดูคนร้ายให้ยุงมดกัดในป่า
โรงเตี้ยมเล็ก ๆ นอกเมือง องครักษ์ห้าคนกับโจวจินเยว่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดชาวบ้านธรรมดานั่งแยกกันสองโต๊ะ ห่างกันพอสมควรคอยสังเกตความผิดปกติภายในตลาดและในโรงเตี้ยมเผื่อมีเบาะแสกลุ่มโจร โจวจินเยว่และฟ่านหนิงเหอนั่งโต๊ะเดียวกันเพราะเขามีหน้าที่ติดตามดูแลท่านอ๋อง กับข้าวและเหล้าถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ
ฟ่านหนิงเหอเหลือบมองโจวจินเยว่ที่ทำตัวเนียน ๆ นั่งทานอาหารและจิบเหล้าอย่างสบายใจ แต่สายตาจับจ้องไปยังสตรีนางหนึ่งที่แต่งตัวธรรมดาแต่ผิวพรรณผุดผาด ที่กำลังดูแลบริการยกอาหารและเหล้ามาวางให้กับแขกในโรงเตี้ยมโต๊ะข้าง ๆ เขาจึงยื่นหน้าเข้าใกล้แล้วถามโจวจินเยว่เสียงเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคน
"ท่านว่า สตรีนางนั้นถึงจะแต่งตัวธรรมดา แต่ผิวพรรณงดงามแม้สวมอาภรณ์ดูไม่พอดีตัว แต่ข้าก็เห็นว่าหุ่นทรงของนางงดงามไม่ผิดกับใบหน้าที่งดงามแม้แต่น้อย ท่านชอบแบบนี้หรือไม่"
คำตอบที่ได้รับกลับมาคือแววตาตำหนิ แต่คนอย่างฟ่านหนิงเหอไหนเลยจะละความพยายาม
"คนโน้นเล่า" เขาชี้ไปยังดรุณีน้อยที่ขายปิ่นปักผมซึ่งเปิดร้านอยู่ด้านหน้าโรงเตี้ยม
"รูปทรงอวบอัด ใบหน้ารูปไข่ อกเต่งตึง ผิวขาวสะอาด สะโพกผายเหมาะจะคลอดบุตรธิดา กอดรัดแล้วคงจะนุ่มนิ่มเต็มไม้เต็มมือไม่น้อย ท่านสนใจหรือไม่"
ฟ่านหนิงเหอกลับได้รับสายตาดุ ๆ เป็คำตอบ
"ท่านดูสินางหน้าตาจิ้มลิ้ม ทรวดทรงองเอวบอบบาง ใบหน้างดงามราวบุปผา เรียวปากบางชมพูราวดอกท้อ เหมาะสมกับบุรุษรูปงาม ที่นิยมถนอมบุปผาอย่างยิ่ง หรือท่านชอบแบบนั้น"
ฟ่านหนิงเหอยังบุ้ยบ้ายไปยังหญิงงามใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มกิริยาอ่อนช้อย แบบฉบับคุณหนูมีชาติสกุลดีที่ยืนเลือกซื้อผ้าไหมอยู่ตรงร้านด้านหน้าโรงเตี้ยม
"ข้าไม่สนสตรีนางใดทั้งนั้น รีบกิน"
ครั้งนี้โจวจินเยว่ไม่เงียบอีกต่อไป แต่ดูเหมือนฟ่านหนิงเหอยังไม่สนปฏิกิริยาปฏิเสธของเขา เพราะคิดว่าโจวจินเยว่ออกนอกวังน่าจะได้พบเื่สำราญใจอย่างเช่นการชมบุปผางามนอกเมืองถือเป็กำไรในการทำภารกิจ เขายังคงชี้ให้โจวจินเยว่ดูสตรีอวบอัด ก้นเป็ก้นนมเป็นมที่เดินผ่านหน้าโรงเตี้ยมไป แถมยังส่งสายตาหวานมาทางเขาอีกด้วย
"นางงามมากท่านดูสิ..นางส่งยิ้มให้ข้าด้วย"
"หากเ้ายังไม่กินข้าวไปเงียบ ๆ ข้าจะหาอะไรมาปิดปากเ้าให้หยุดพูดเสียที"
คราวนี้ฟ่านหนิงเหอหยุดพูดแล้วยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ แล้วพูดอู้อี้
"ได้..ข้าหยุด..ข้าหยุดพูดแล้ว"
ฟ่านหนิงเหอคิดในใจ ในหัวของโจวจินเยว่มีแต่เื่จับโจรเื่เดียวหรือไง เขาแค่อยากจะให้เขาสำราญใจขึ้นมากับการมองสตรีงามก็เท่านั้น ต้องดุกันขนาดนี้เชียว
โจวจินเยว่สั่งให้เปิดห้องพักแค่สองห้องเพื่อจะได้ติดต่อกันสะดวก นั่นหมายความว่าฟ่านหนิงเหอกับเขาต้องพักห้องเดียวกัน ฟ่านหนิงเหอถึงกับโอดครวญออกมาแต่นี่เป็คำสั่งอีกเช่นเคยจึงต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้
โจวจินเยว่ออกไปสั่งการองครักษ์ที่พักอยู่ห้องข้าง ๆ ก่อนจะเข้ามาในห้องที่ฟ่านหนิงเหอเตรียมที่หลับที่นอนและน้ำสำหรับล้างหน้าล้างมือไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว
"นี่ดึกแล้ว..เ้าก็พักผ่อนเถอะ"
ห้องนี้มีเตียงแค่เตียงเดียว ฟ่านหนิงเหอจึงมองไปรอบ ๆ ห้องหาที่เหมาะ ๆ เพื่อล้มต้วลงนอนในค่ำคืนนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นจึงเดินไปหยิบหมอนบนเตียงมาหนึ่งใบแล้วก็เตรียมตัวจะล้มตัวลงนอนบนพื้นห้อง
"เ้าจะทำอะไร"
"ข้าก็จะนอนไง เอ่อคือกระหม่อมหาที่นอนพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" เขาต้องปลอมตัวเป็ผู้ติดตามโจวจินเยว่มาทั้งวัน วันนี้จึงบังอาจพูดธรรมดากับฉินอ๋อง จนลืมไปว่าเข้ามาในห้องแล้วต้องใช้คำาาศัพท์ด้วยแบบนี้มันคล่องปากกว่าเป็ไหน ๆ
"ต่อไปเ้าก็พูดธรรมดากับข้าเถอะ...เ้าขึ้นมานอนบนเตียงก็ได้ เตียงออกจะกว้างยังไงวันนี้ข้ากับเ้าถือว่าเป็คนธรรมดาเหมือนกัน ยามทำภารกิจย่อมไม่มียศศักดิ์อยู่แล้ว"
"แต่ว่า.."
"เ้านอนเถอะ"
"เอ่อ..ถ้าอย่างนั้นมันคงจะดีนะ" เขาไม่รอให้โจวจินเยว่พูดต่อให้มากความ ก็ทิ้งตัวลงบนเตียงกลิ้งไปสองตลบ นอนหันหลังให้คนอนุญาตทันที ก็
เล่นขี่ม้ามาทั้งวัน ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ร่างบอบบางนี้หรือจะทนไหว ถ้าคืนนี้ต้องนอนพื้นอีกตื่นเช้ามาหลังเขาคงจะเคล็ดขัดยอกแน่นอน ขาคงจะเป็เหน็บ อีกทั้งวันนี้อากาศก็หนาวอีกต่างหาก
เมื่อหัวถึงหมอนผ่านไปไม่นานลมหายใจของฟ่านหนิงเหอก็ผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ เขาหลับไปอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยล้า
"หอมจัง"
เขาเหมือนคนละเมอพูดออกมาเมื่อจมูกได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาเตะจมูกขณะที่เขายังหลับตาอยู่ ร่างกายเขารู้สึกอบอุ่นเมื่อมีมือปริศนารวบร่างเขาที่นอนกอดอกตัวเองเพราะความหนาวเข้าไปกอด ด้วยสัญชาตญาณบอดี้การ์ดเก่าที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด หรือเพราะนอนผิดที่ผิดทาง เมื่อมีอะไรเคลื่อนไหวใกล้ ๆ ทำให้ฟ่านหนิงเหอลืมตาขึ้น เขาเบิกตากว้างด้วยความใในความมืด ร่างของเขาอยู่ในอ้อมกอดของโจวจินเยว่ จึงพยายามขยับตัวเบา ๆ เพื่อออกจากอ้อมกอด แต่ใบหน้าอันหล่อเหลาของโจวจินเยว่กลับซุกอยู่ที่ซอกคอเขา มือก็กอดร่างเขาไว้แน่น ฟ่านหนิงเหอพยายามไม่สนใจ เพราะคิดว่าคนกอดคงจะหลับสนิทเพราะลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอรดอยู่ตรงต้นคอ แต่ในใจเขากลับรู้สึกแปลก ๆ เพียงไม่นานเพราะความเหนื่อยสะสมจากการเดินทางทำให้เขาหลับไปอย่างง่ายดายอีกครั้ง
เมื่อดวงตาของฟ่านหนิงเหอเปิดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความมืด เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นจากบานหน้าต่างที่ถูกลมพัด ทำให้เขานึกถึงหนังผีที่เคยดู เขาจึงหลับตาปี๋ อย่าบอกนะว่ามาเกิดใหม่ในยุคนี้จะโดยผีจีนโบราณหลอกเข้าให้ เสียงคนขยับตัวอยู่ข้าง ๆ ทำให้เขานอนนิ่งยิ่งกว่าเดิม
ััอบอุ่นที่เกิดขึ้นตรงขมับ ลมหายใจอุ่นของใครคนหนึ่งรดลงบนแก้มเขาแล้วความอุ่นวาบก็ััลงบนแก้ม
โอ้พระเ้าช่วยด้วย..คำอุทานมากมายผุดขึ้นในหัว ไม่ใช่เพราะถูกผีหลอกแต่มีใครคนหนึ่งกำลังจูบเขาอยู่ เขานอนนิ่งหลับตาพยายามบังคับลมหายใจตัวเองให้เป็ปกติที่สุด ทั้ง ๆ ที่ใจสั่นไปหมด จนลมหายใจอุ่น ๆ นั้นมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากเขาแล้วกดจูบ ลิ้นอุ่นค่อย ๆ กวาดผ่านริมฝีปากเบา ๆ อย่างนุ่มนวล แ่เบาเสียยิ่งกว่าใช้วิชาตัวเบาแตะลงบนผิวน้ำ วนเวียนไปมาสักครู่ก็ถอนริมฝีปากออก แล้วดึงร่างเขาเข้าไปกอดไว้จนใบหน้าแนบกับอกแกร่ง เขาได้ยินเสียงหัวใจคนที่นอนกอดเขาไว้เต้นแรง และที่นี่ในห้องนี้มีเพียงเขาและคนคนเดียวที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขาบนเตียง ก็คือ โจวจินเยว่ ฉินอ๋อง มันจึงเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก...
ฉินอ๋อง...จูบเขา!!