เสียงดนตรีดังลอดจากห้องโถงใหญ่เข้ามาถึงหลังเวทีผู้คนกำลังจับจ้องพรมแดงที่เอเดนเพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่เขาก้าวเข้าห้องแต่งตัวด้วยท่าทีมั่นใจราวกับโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเอง
อริสก้าวตามหลังเข้ามาพร้อมราวแขวนเสื้อผ้ามือเรียวจัดแจงชุดสำรองที่เตรียมไว้โดยไม่สนใจสายตาคมที่เหลือบมามองเธอไม่เคยกลัวความดังของเขา และไม่เคยคิดจะอ่อนข้อให้คนเอาแต่ใจ
เอเดนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้ากระจกพลางถอนหายใจแรงเขารู้ว่าแฟนคลับหลงรอยยิ้มของเขาแต่เื้ัรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายเฉพาะกับผู้หญิงตรงหน้าที่ทำให้เขาเสียอารมณ์ได้ง่ายดาย
“ติดกระดุมเบี้ยวอีกแล้ว”อริสเอ่ยเสียงเรียบ มือจับตรงอกเสื้อเพื่อดึงให้เข้าที่น้ำเสียงของเธอไม่มีแววประจบแม้แต่น้อย มีแต่ความไม่พอใจซ่อนอยู่ชัดเจน
“หรือไม่ใช่ฝีมือเธอที่พลาด”เขาตอบกลับทันควัน ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ แฝงแรงท้าทายดวงตาไม่ยอมปล่อยให้เธอหลบหนีไปทางไหนเลย
อริสเชิดหน้าขึ้น มองเขาผ่านกระจกบานใหญ่ดวงตานิ่งเฉียบตัดกับใบหน้าที่กำลังถูกแสงไฟสะท้อนจนสมบูรณ์แบบเกินจริงเธอรู้ว่าเขาหล่อ แต่ไม่จำเป็ต้องยอมจำนนเพียงเพราะความจริงนั้น
“ถ้าฉันทำงานพลาด นายคงไม่มีทางเดินบนเวทีอย่างสง่าขนาดนี้หรอก”น้ำเสียงเรียบแต่เยาะนิด ๆ ทำให้เอเดนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเหมือนเขากำลังถูกหยามมากกว่าถูกชม
เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟในห้องแต่งตัว รอยยิ้มที่เขาใช้หลอกผู้คนหายไปเหลือเพียงสายตาที่กดดันจนบรรยากาศรอบตัวหนักขึ้นทันตา
“ระวังปากหน่อยอริส…ไม่งั้นฉันอาจจะสอนให้รู้ว่ามันควรใช้ทำอะไรบ้าง”คำพูดทุ้มต่ำกระแทกอากาศเหมือนแรงไฟที่กำลังลามทั่วอก
เธอยืนนิ่ง ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวแววตาคมของเธอเจือรอยเยาะที่ทำให้เขาเดือดกว่าเดิมความเงียบระหว่างทั้งคู่ขึงตึงจนเหมือนพร้อมจะะเิได้ทุกเมื่อ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดบรรยากาศที่ตึงเครียดทีมงานเอ่ยบอกเวลาขึ้นเวทีเหลือไม่กี่นาที เอเดนหันไปตอบรับสั้น ๆก่อนจะเหลือบตามองอริสอีกครั้ง
เธอก้มลงหยิบกล่องอุปกรณ์จากพื้นจัดเรียงเข็มกลัดกับเนกไทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้าเรียบเฉยยิ่งกว่ากำแพงเหมือนคำขู่เมื่อครู่ไม่ะเืแม้แต่น้อย
เอเดนก้าวเข้าใกล้จนเงาของเขาทาบทับลงบนร่างเธอความสูงที่ต่างกันทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองและนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากบดขยี้ให้เธอเสียท่า
“ปากดีนักหวังว่าบนเวทีเธอจะไม่ทำฉันขายหน้าเหมือนกัน” เสียงของเขากดต่ำแฝงความหมายมากกว่าที่ควรพูดต่อหน้าทีมงาน
อริสตอบกลับสั้น ๆ โดยไม่มองหน้า“ฉันไม่ใช่คนที่ทำให้นายขายหน้า…แต่นายต่างหากที่ทำตัวเอง”คำพูดเย็นเฉียบทิ้งร่องรอยเหมือนมีดกรีดลงกลางอากาศ
เอเดนหัวเราะหึในลำคอเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่พยายามปกปิดเขาไม่คุ้นเคยกับการถูกผู้หญิงพูดใส่หน้าแบบนี้โดยไม่สะทกสะท้าน
อริสหันกลับไปจัดชุดที่แขวนบนราวเหมือนกำลังเอาเวลานับวินาทีก่อนที่เขาจะขึ้นเวทีมาเป็เกราะป้องกันเธอไม่สนใจสายตาที่กำลังมองมาอย่างกดดัน
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้งมือหนาเอื้อมไปแตะปลายผมเธอเบา ๆ ััสั้น ๆ ที่จงใจยั่วประสาทมากกว่าจะอ่อนโยนเธอชะงักแต่ไม่ถอยหนี
“อยากลองเดินออกไปโดยไม่มีฉันแต่งตัวให้ไหม”เขากระซิบใกล้หูน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจนว่าเป็การท้าทายที่ตั้งใจลากเธอเข้าสนามเดียวกัน
อริสยืดตัวขึ้นตรง พลิกกลับมาสบตาเขาเต็มๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปากเหมือนคนที่ไม่รู้จักคำว่าหวาดกลัว“ฉันไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น…โดยเฉพาะคนอย่างนาย”
เสียงประกาศจากเวทีดังลอดเข้ามาบอกว่าการแสดงจะเริ่มในอีกไม่กี่นาที ทีมงานหลายคนรีบเร่งจัดการงานสุดท้ายแต่ในห้องแต่งตัวบรรยากาศกลับเงียบตึงจนต่างจากข้างนอกโดยสิ้นเชิง
เอเดนยืนพิงโต๊ะเครื่องแป้งสายตาจับจ้องเธอเหมือนกำลังทดสอบความอดทนเธอก้มลงเก็บเข็มกลัดที่หล่นพื้นแล้วจัดเรียงใหม่อย่างใจเย็น
เธอรู้ว่าเขากำลังจ้องและตั้งใจไม่เงยหน้าขึ้นตอบสนอง ความนิ่งเฉยคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพราะยิ่งไม่สนใจ เขาก็ยิ่งเดือดร้อนในใจตัวเอง
“อย่าแกล้งทำเป็ไม่รู้สึกดีกว่าอริส”เสียงทุ้มต่ำของเขากรีดลงในความเงียบ เหมือนฟันคมที่บังคับให้เธอหันมาสบตาในที่สุด
เธอสูดหายใจลึกก่อนตอบสั้น ๆ“ฉันมีงานต้องทำ ไม่ได้มีเวลามาเล่นเกมกับนาย”น้ำเสียงเรียบแต่แฝงการท้าทายที่ทำให้รอยยิ้มมุมปากของเขาเข้มขึ้นกว่าเดิม
เอเดนยันตัวออกจากเก้าอี้กระจกเดินเข้ามาอย่างช้าแต่มั่นคง ทุกย่างก้าวกดบรรยากาศในห้องให้หนาแน่นขึ้นเงาร่างสูงของเขาทาบทับจนไฟจาก้าดูสลัวลงไปถนัดตา
อริสยังก้มจัดชุดในมือทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรแต่ปลายนิ้วที่เกาะชายผ้าแน่นเกินปกติบอกว่าเธอเองก็รับรู้แรงกดดันที่กำลังบีบเข้ามาสายตาคมไม่ยอมละจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว
เขาก้มหน้าลงใกล้ลมหายใจอุ่นเฉียดผิวแก้มจนทำให้สติแทบสั่นคลอนกลิ่นน้ำหอมที่เธอคุ้นเคยในงานพรมแดงกลับเข้มขึ้นอย่างน่าประหลาดเมื่อถูกกักอยู่ในระยะใกล้แบบนี้รอยยิ้มที่มุมปากบ่งบอกว่าเขาจงใจท้าทายมากกว่าหยอกเล่น
“เธอรู้ใช่ไหมว่ากำลังลองดีกับคนที่ไม่ชอบแพ้” น้ำเสียงเรียบต่ำแต่กดแน่นพอจะทำให้คำพูดนั้นกลายเป็จริงจังมากกว่าประโยคขู่ เขาไม่ยอมถอยให้ใครง่าย ๆโดยเฉพาะผู้หญิงตรงหน้า
อริสเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตาเขาโดยไม่หลบริมฝีปากขยับเป็คำตอบสั้นแต่คมชัด “แล้วทำไมฉันต้องกลัว”แววตาเรียบเย็นกับท่าทีไม่สั่นสะท้านทำให้เอเดนรู้สึกเหมือนเป็ฝ่ายถูกท้าทายกลับอย่างจัง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ทีมงานะโบอกให้เขาเตรียมตัวออกไปในไม่กี่นาทีเอเดนเพียงเหลือบตามองประตูสั้น ๆก่อนจะหันกลับมาที่เธอเหมือนเสียงนั้นไม่มีความหมาย
อริสยกเสื้อสูทขึ้นพาดราวร่างเพรียวขยับไปมาอย่างใจเย็นท่าทางไม่เร่งรีบของเธอกลับตัดกับบรรยากาศที่หนักอึ้งเพราะสายตาคมซึ่งยังจับจ้องไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว
เขาก้าวเข้ามาอีกครั้งระยะห่างแทบหายไปจนลมหายใจทั้งคู่ปะทะกันตรงกลาง อากาศในห้องเหมือนจะร้อนขึ้นทุกทีความเงียบกดทับจนเสียงหัวใจดังชัดเกินกว่าจะเมินได้
“หลังเวทีเสร็จแล้ว…ฉันจะเอาคำตอบให้ได้เอง”น้ำเสียงต่ำกดแน่น คำพูดถูกปล่อยออกมาช้า ๆแต่ชัดเจนเหมือนคำสาบานที่ตั้งใจตรึงให้เธอหนีไม่พ้น
อริสเงยหน้าขึ้นสบตารอยยิ้มบางที่ปรากฏตรงมุมปากเหมือนคนที่มั่นใจในเกมนี้เต็มที่ความเงียบของเธอกลับกลายเป็การตอบโต้ที่แรงยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
เสียงดนตรีจากโถงใหญ่ดังขึ้นเป็สัญญาณเริ่มงานเงาของไฟสาดลอดเข้ามาในห้องแต่งตัว เอเดนหันไปมองประตูเพียงครู่เดียวก่อนจะวกสายตากลับมาที่เธออีกครั้งเหมือนสิ่งเดียวที่สำคัญอยู่ตรงหน้า
อริสหยิบกล่องอุปกรณ์ขึ้นเก็บอย่างใจเย็นมือเรียวจัดเรียงทุกอย่างเข้าที่อย่างเป็ระบบ ไม่มีแม้ร่องรอยของความเร่งรีบทั้งที่เวลาข้างนอกกำลังนับถอยหลังทุกวินาที
เอเดนโน้มตัวลงอีกครั้งคราวนี้ใกล้จนเส้นผมของเธอเสียดสีกับไหล่เขาความร้อนจากร่างกายทำให้เธอแทบขยับหนีไม่ได้เสียงหัวใจที่เต้นแรงสะท้อนอยู่ในอกทั้งคู่
“อย่าคิดว่าจะหลบไปได้หลังเวที”น้ำเสียงที่เอ่ยชิดหูทำให้ทุกคำเหมือนคำประกาศิตความมั่นใจของเขาไม่เปิดทางให้เธอมีทางเลือกใด ๆ เลย
อริสวางกล่องลงบนโต๊ะดัง กึก ก่อนหันกลับมาสบตาแววเย็นนิ่งกับรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นพร้อมคำตอบเรียบง่าย“แล้วถ้าฉันไม่คิดจะหลบั้แ่แรก นายจะทำยังไง”
เอเดนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันมากกว่าความขบขันแววตาคมจ้องเธอเหมือนกำลังอ่านทุกความคิดที่ซ่อนอยู่ข้างในโดยไม่ให้โอกาสหลบเลี่ยง
อริสยืนนิ่ง ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าวเธอรู้ว่าความใกล้ชิดตรงหน้าคือการทดสอบ แต่การยอมแพ้ไม่เคยเป็ทางเลือกเธอจึงเลือกจะตอบโต้ด้วยความนิ่งที่ทำให้เขายิ่งอยากเอาชนะ
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเฉียดผิวแก้มลมหายใจอุ่นร้อนเกินไปสำหรับห้องที่เต็มไปด้วยแสงไฟรอยยิ้มที่ติดอยู่บนริมฝีปากทำให้ทุกคำที่พูดออกมาหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
“อย่าคิดว่าจะปิดบังความรู้สึกได้ตลอด”เขาเอ่ยช้า ๆน้ำเสียงกดต่ำเหมือนคนมั่นใจว่าอีกไม่นานเธอจะเผยด้านที่พยายามปกปิดออกมาเอง
อริสเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “หรือบางทีนายอาจจะแค่มั่นใจเกินไป…จนลืมไปว่าฉันไม่ได้เป็อย่างที่นายคิด”
เสียงโห่ร้องจากด้านนอกดังทะลุประตูเข้ามาดนตรีเร่งจังหวะขึ้นเป็สัญญาณเรียกซูเปอร์สตาร์ของงานเอเดนยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอเหมือนไม่สนใจเสียงนับถอยหลังนั้นเลย
อริสหันไปเก็บเสื้อผ้าที่เหลือบนโต๊ะมือเรียวขยับอย่างมั่นคง แต่สายตายังจับจ้องเขาเป็ระยะทุกท่วงท่าของเธอยังเต็มไปด้วยความท้าทายที่ไม่เคยลดน้อยลง
เขาเอื้อมมือมาจับขอบโต๊ะปิดกั้นช่องทางขยับหนีร่างสูงกดบรรยากาศให้แน่นขึ้นจนเธอเหมือนถูกบังคับให้อยู่ในวงล้อมโดยไม่ต้องแตะต้องเลยสักนิด
“จำไว้…ฉันไม่ใช่คนที่รอคำตอบนาน”น้ำเสียงทุ้มต่ำกดชัดในความเงียบคำพูดนั้นเหมือนคำสั่งที่ไม่เปิดทางให้เธอมีข้ออ้างใด ๆ อีกต่อไป
อริสกวาดตามองเขาั้แ่ใบหน้าคมลงมาจนถึงมือที่ยันโต๊ะก่อนยกยิ้มเล็ก ๆ ตอบกลับชัดเจน “งั้นก็หวังว่านายจะทนรอได้นานพอเพราะฉันไม่เคยให้ใครได้ทุกอย่างง่าย ๆ”
เสียงเคาะประตูดังรัวขึ้นกว่าครั้งก่อนทีมงานเรียกชื่อเอเดนเสียงดังลั่นราวกับจะดึงเขาออกไปให้ได้แต่เขายังไม่ขยับแม้ครึ่งก้าว แววตายังคงตรึงเธอไว้เหมือนเดิม
อริสถอนหายใจเบา ๆแล้วหันกลับไปจัดเนกไทบนราว เธอจงใจทำทุกอย่างให้เรียบง่ายเหมือนไม่ได้รับแรงกดดันแต่หัวใจกลับเต้นแรงเกินควบคุมเพราะระยะที่ใกล้เกินพอดี
เอเดนโน้มตัวลงจนเงาทาบเธออีกครั้งใบหน้าคมอยู่ห่างแค่เอื้อมรอยยิ้มมุมปากที่ฉายชัดทำให้บรรยากาศในห้องคล้ายถูกจุดไฟให้ร้อนระอุขึ้นกว่าเดิม
“เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่าใครทนได้นานกว่ากัน”น้ำเสียงต่ำแนบชิดหูเหมือนคำท้าทายที่ไม่เปิดช่องให้เธอหลบเลี่ยงแววตาของเขาบอกชัดว่าไม่ได้พูดเล่น
อริสหันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบาง ๆบนริมฝีปากคือคำตอบที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำใด ๆแต่มันกลับทำให้เขารู้สึกถูกยั่วมากกว่าคำพูดตรง ๆ เสียอีก
เสียงประกาศดังชัดว่าได้เวลาขึ้นเวทีแล้วประตูถูกเปิดแง้มพร้อมเสียงเร่งเร้าของทีมงานแต่เอเดนยังยืนนิ่งราวกับเสียงรอบนอกไม่อาจดึงเขาออกไปจากตรงนี้ได้เลยสักนิด
อริสหยิบเนกไทขึ้นในมือก้าวเข้าหาเพียงก้าวเดียวแล้วสวมให้เขาอย่างมั่นคงมือเรียวจัดแน่นจนััชัดกับแผ่นอกที่เคลื่อนไหวแรงตามจังหวะลมหายใจของชายหนุ่ม
เอเดนก้มหน้าลงมองเธอใกล้ ๆรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นเต็มไปด้วยแรงกดดันและความพอใจปะปนกันความสงบเย็นในแววตาของเธอกลับยิ่งทำให้เขาอยากฉีกมันทิ้ง
“คืนนี้…อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้น”เสียงกระซิบต่ำกดแน่นหลุดจากริมฝีปากทุกคำชัดเจนราวกับคำประกาศที่ตั้งใจจะฝังลงในใจเธอให้ไม่เลือนหายไป
อริสปล่อยมือจากเนกไทแล้วถอยหนึ่งก้าวดวงตาคมยังคงนิ่งเรียบก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ “ฉันไม่เคยหนี…และนายก็ไม่เคยชนะ”ประตูถูกปิดลงทิ้งไว้เพียงบรรยากาศร้อนแรงที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ