คอนดราโวเล่, สมรภูมิมิกซ์ตั้นเบิร์ก, 1872
" จัดแถว!!!! " ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยดินโคลน ทหารทั้งสองฝั่งตั้งแถวประจันหน้า เสียงร้องะโสั่งการของหัวหน้าหมู่นายกอง ดังระงมไปทั่วสนามรบ
" ติดดาบปลายปืน " คำสั่งถูกส่งกันไปเป็ทอด ๆ ทหารหาญล้วนปฎิบัติตามอย่างแข็งขันเป็ภาพที่ดูแล้วฮึกเหิม ภาพจำเหล่านี้เื้ัแล้วใครจะรู้ไหมว่าเหล่าทหารรู้สึกอย่างไร
" โจมตี " นายพลทหาระโกู่ก้อง ควบขี่ม้านำออกไป ด้านหลังตามติดด้วยเหล่าทหาร ธงโบกปลิวไสว เสียงกลองประโคมกระตุ้นความหึกเหิม
สองกองทัพประจันห่ำหั่นแย่งชิงชีวิตของอีกฝ่าย เสียงะุปืนคาบศิลา ดินปืนลอยฟุ้งกระจาย ทุกเสียงปืนที่ลั่นไกออกไป ล้วนจะตามด้วยร่างไร้ิญญาที่ล้มลงจมกองโคลนนั้นคือจุดสิ้นสุดของชีวิต แล้วก็จะมีร่างต่อไปและต่อไป จนกว่าจะไม่เหลือใครให้ล้มลงอีก เริ่มั้แ่เช้าจรดค่ำ ศพมากมายนอนเกลื่อนสมรภูมิ รวมถึง
ชาร์ล ลี เบอแกรน หนุ่มน้อยวัย 16 ปีซึ่งถูกเกณฑ์มาร่วมรบ แทนที่จะได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป แต่เมื่อจักรวรรดิดาทาเนียบุกโจมตีชายแดนอาณาจักรซาร์เฟียแม่ทัพประจำชายแดนจึงต้องเกณฑ์ชายฉกรรจ์ทุกคนในแถบชายแดนมาป้องกันกองทัพที่รุกราน หวังว่าจะต้านทัพใหญ่ของข้าศึกไว้จนกว่าทัพเสริมมาจะถึง
แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟมาก ฉันใดก็ฉันนั้นกองทัพที่เกณฑ์มาใหม่ ส่วนใหญ่เป็เด็กวัยรุ่นไม่ก็คนแก่ที่ไม่แม้แต่จะเคยจับอาวุธมาก่อน ย่อมไม่อาจต้านกองทัพที่ถูกฝึกมาอย่างดี กองทัพทหารเกณฑ์จำนวนสองพันเจ็ดร้อยแปดสิบเอ็ดคนล้วนแล้วแต่ตายสิ้นในสมรภูมินี้
แต่ใครจะคาดคิดหนุ่มน้อยชาร์ลที่ถูกะุยิงใส่ล้มลงั้แ่การปะทะกันครั้งแรกกับฟื้นคืนมาราวกับปาฎิหาริย์
" เฮือก... " สูดหายใจเข้าอย่างแรง คงเป็สิ่งแรกที่คนเราจะทำหลังฟื้นคืนจากความตาย เมื่อตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นนั่งอย่างเร็วราวกับไม่รู้สึกถึงรูะุที่ท้อง
" ที่ไหนกันวะ ถ้าฉันเป็อะไรนะจะฟ้องไอ้บริษัทเวนนั้นให้เจ๊งให้หมดเลย " ร่างกายนั้นยังคงเป็หนุ่มน้อยชาร์ล ลี เบอแกรม จากเมืองชายแดนคนเดิม แต่ภายในนั้นกับเป็นายอิทธิ พรางกูล ที่พึ่งปลดประจำการทหารออกมาไม่กี่วัน แต่ใครจะคิดว่าหลังจากไปซื้อรถยนต์มือสองจากร้านที่เพื่อนแนะนำ ยังไม่ทันได้ออกมาพ้นร้านเท่าไร เบรกรถกับมีปัญหาเบรกไม่อยู่พุ่งชนเสาไฟฟ้าอย่างแรง รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว
" แล้วที่นี้มันที่ไหนกัน " อาการปวดหัว ดวงตาพร่ามัวคงเป็ความรู้สึกแรกที่อิทธิรู้สึก กว่าจะตั้งสติและปรับตัวไปกับการอยู่ในร่างใหม่ได้
" เฮ้ย ทำไมมีศพคนอยู่เต็มไปหมดเลยวะ " พอสติกับมาแจ่มชัด สิ่งแรกที่อิทธิเห็นกับเป็ศพจำนวนมากมายอยู่รอบตัวเต็มไปหมด อิทธิลุกขึ้นยืนอย่างไว มองไปทางไหนก็มีแต่ซากศพ
" แหวะ " แม้แต่อิทธิก็ทนไม่ได้ ได้แต่อ้วกจนแทบหมดไส้หมดพุง ต้องรวบรวมสติอีกครั้งอยู่พักใหญ่
" เกิดบ้าไรขึ้นวะ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายเราขับรถออกมาแล้ว รถมันก็เบรกไม่ได้ แล้วก็มาอยู่นี้ " อิทธิรวบรวมความคิดพยายามนึกเื่ราวทั้งหมดแต่พยายามนึกก็นึกไม่ออก แต่เวลาไม่คอยเขาท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง มีเพียงเขายืนอยู่ท่ามกลางศพทหารคนอื่น ๆ อย่างโดดเดียว
" ฮัลโหล...มีใครอยู่ไหม...ไม่สิ ยังมีใครรอดอยู่ไหม...ใครยังไม่ตายบ้าง..." อิทธิตัดสินใจเดินออกไปจากจุดตรงนี้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือซากศพ ทุกเสียงที่ะโมีเพียงเสียงของเขาเองที่สะท้อนกลับมา
" ไป ชิ้ว ๆ ๆ " สิ่งเดียวที่ยังคงมีชีวิตนอกจากเขา ก็คงเป็เหล่านกกาที่จิกกินซากศพอยู่
" แกว๊ก ๆ ๆ ๆ " เสียงนกร้องชวนขนลุกขนพอง ฟ้าก็ยิ่งมืดลงเรื่อย ๆ อุณหภูมิก็ลดลงเรื่อย ๆ
" หนาวจริงวุ้ย พวกแกอย่าลุกขึ้นมานะเว้ย ถ้าจะลุกก็ขอแบบคนเป็ ๆ อย่ามาแบบผีนะ กูคนไทยนะเว้ย คาถาไล่ผีมีเยอะ อย่าคิดลุกมาเชียว " ไม่รู้ว่าเพราะความมืดแล้วอยู่ท่ามกลางศพจำนวนมาก หรือเปล่าถึงทำให้อิทธิเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมา
สองชั่วโมงต่อมากว่าอิทธิจะเดินออกมาจากกองซากศพมาได้
" เอาวะอย่างน้อยก็ไม่มีอะไรมาให้ตกกระใจเล่น " เมื่อเดินออกมาพ้นอิทธิก็ค่อยโล่งใจ แต่ปัญหาต่อมาก็คือเขาไม่รู้จะไปทางไหนต่อ
" กว่าจะเดินพ้นมาได้โล่งใจไปเปราะนึง แต่ปัญหาต่อมาคือจะไปทางไหนต่อไม่อยากไปตายในป่าแทนนะ " หลังจากตัดสินใจอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเดินตามทางที่ดูโล่งกว่าทางอื่น
" รอดตายจากรถชน ตื่นมากลางซากศพแล้วจะมาจบที่หลงทางตายกลางป่าแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย " ไม่กี่อย่างที่อิทธิทำได้ก็คือย่ำเท้าเดินไปข้างหน้าและใช้ปากบ่นไปตลอดทาง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
สองชั่วโมงผ่านไป
สามชั่วโมงก็ผ่านไปแล้ว ตลอดทางสองข้างทางมีแต่ต้นไม้ ใบหญ้าและแมลง พอมืดมองอะไรก็ไม่ค่อยเห็น เดินอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางจนในที่สุดอิทธิก็หมดความอดทน
" พระเ้าเว้ย...นี้กะจะให้ตายซ้ำสองอยู่ในป่านี้หรือไง ถ้าอย่างงั้นก็น่าปล่อยตายั้แ่ตอนรถชนแล้ว ถ้าจะให้โอกาสอีกครั้งก็หาทางรอดให้หน่อยสิเว้ย " อิทธิได้แต่ระบายความในใจ โมโหก็โมโห แต่อีกใจก็รู้สึกขอบคุณที่ให้โอกาสที่สองกับเขา
" ดูท่าเราใกล้บ้าขึ้นทุกที่มาะโด่าพระเ้ากลางป่า " เมื่อบ่นไปไม่ได้อะไรขึ้นมา อิทธิก็ต้องเดินต่อ
" !@#$%^7 " แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินต่ออิทธิก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังขึ้นมาไกล ๆ
" ขอบคุณพระเ้า " เหมือนพระเ้าได้ยินเสียงของเขา
" เฮ้ ใครก็ได้ผมอยู่ตรงนี้ ได้ยินไหม ยูฮู้ " อิทธิะโโดยหวังว่าเสียงคนที่เขาได้ยินจะได้ยินเขาแล้วมาช่วยพาเขาออกจากป่านี้ที อิทธิก็อยากวิ่งไปตามหาต้นเสียงแต่ก็กลัวพลัดหลงกันไป จึงได้แต่ะโให้อีกฝ่ายมาหา
" ขอบคุณพระเ้าผมรู้ท่านไม่ถอดทิ้งผม ทางนี้ วู้ฮู้ ทางนี้โว้ย ๆ " อิทธิรู้สึกซาบซึ้งจริง ๆ
เสียงเดินเข้ามาใกล้ จนทำให้ได้ยินเสียงพูดขึ้นชัดเจนยิ่งขึ้น
" !@#$%^&^ "
"*&^%$$%^ "
เสียงคุยกันเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่แปลกอิทธิกับฟังไม่รู้เื่
" ไม่ใช่ภาษาไทยและก็ภาษาอังกฤษ ฟังแล้วไม่คุ้นเลย ดูท่าต้องใช้ภาษาใบ้คุยกันแทนแล้วสิ " ถึงจะไม่ใช่คนไทย คงคุยกันอยากแต่อย่างน้อยก็ยังเจอคน อย่างน้อยก็คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าหลงอยู่คนเดียวในป่าตอนกลางคืนอีกแล้วละ
เมื่อฟังจากเสียงอิทธิก็พอจะรู้ว่าเข้ามาใกล้ในระยะไม่กี่เมตร แต่ด้วยความมืดกับต้นไม้ทำให้ยังมองไม่เห็น อิทธิก็พยายามตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่พอพยายามฟัง
" โอ๊ย... " ก็รู้สึกปวดแปร๊บที่ศีรษะ
" เสียงมาจากทางนั้น ดูดี ๆ ละอย่าให้พลาด "
เมื่อความปวดหัวหายไปกลับทำให้อิทธิฟังเข้าใจสิ่งในสิ่งที่พวกเขาพูด พอจะตอบกลับก็ต้องหน้าซีดลงเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายคุยกัน
" ถ้ามันใส่เสื้อสีฟ้ากางเกงสีแดงละก็ยิงมันเลย แล้วไปเอาขึ้นเงินกัน "
" พวกหนีทัพมีเยอะ โชคดีจริง ๆ ที่มาเดินลาดตระเวนนี้ "
จะไม่ให้เขาหน้าซีดได้อย่างไร ั้แ่ฟื้นมาเขาก็สำรวจตัวเองแล้ว ตัวเขาสวมเสื้อสีฟ้า กางเกงสีแดงกับรองเท้าบู๊ตที่ทำจากหนังสัตว์ ซึ่งมันน่าจะตรงกับที่อีกฝ่ายพูด
" ไอ้พระเ้า แค่หลงอยู่ในป่ามันไม่พอใช่ไหม กะส่งคนมาฆ่าฉันให้ตายสนิทเลยหรอไง " คำสรรเสริญเปลี่ยนเป็คำกรนด่าไปในทันที
แต่อิทธิไม่มีเวลามาบ่น เขาต้องหาทางหลบหนีไปก่อนที่อีกฝ่ายมาเจอ
" แกร๊บ " กิ่งไม้เ้ากรรมดันมาอยู่ข้างหลัง พออิทธิก้าวถอยหลังก็เหยียบมันอย่างจัง เสียงกิ่งไม้หักรู้สึกมันจะดังชัดกว่าทุกที
" ตรงนั้น " เสียงะโดังชัด ราวกับอยู่ข้าง ๆ กัน แต่ที่น่าใคือเสียงต่อมา
" เปรี้ยง " เสียงดังฟังชัดกึกก้องไปทั่วป่า เหล่านกกาต่างโบยบิน เสียงะุปืนชัดเจน อิทธิถึงกับตัวแข็งทื่อ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนอีกฝ่ายพูด
" รีบไปดูเร็วว่าโดนไหม ก่อนมันจะหนีไป "
แล้วจะอยู่ทำอะไร เป็ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของเขา เมื่อคิดได้อย่างนั้นอิทธิก็รีบวิ่งอย่างไม่คิดผ่าดงต้นไม้โดยไม่สนทิศทาง
" มันกำลังหนี รีบไปเร็วอย่าปล่อยให้มันหนีไปได้ " เสียงพูดคุยไล่หลัง และก็ตามด้วยเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง
" เปรี้ยง " อิทธิได้แต่ก้มหลบ ขาก็วิ่งไป ใจก็คิดสาปแช่งความโชคร้ายของตนเอง แต่ปากก็ะโด่า
" ต่อให้ตายก็จับ ไม่ได้หรอกเว้ยย "
" เปรี้ยง " อยากะโด่าด้วยความซะใจ แต่อีกฝ่ายตอบกลับด้วยะุปืนที่บินเฉียวไปโดนต้นไม้ อิทธิจึงได้แต่ก้มหน้าวิ่งไปข้างหน้า ไม่กล้าพูดท้าทายอีกฝ่ายแล้ว
' คอยดูเถอะถ้าฉันรู้นะว่าเป็ใคร ครั้งน่าจะเอาคืนให้สาสมเลย ' อิทธิได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าพูดออกเสียง วิ่งต่อไปโดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหาเขาไม่พบและหลุดออกจากป่านี้สักที เจอคนที่ไม่คิดจะฆ่าเขา