ผมสะดุ้งตื่นแต่เช้า สำรวจตัวเองว่ามีอาการาเ็ตรงไหนก่อนเป็อันดับแรก เมื่อรู้ว่ายังสบายดีก็รีบลุกไปข้างนอกเพื่อชมบรรยากาศของยอดเขา ไอหนาวลอยเอื่อยกระทบผิวจนขนตามตัวลุกชันไปหมด ดีนะที่เตรียมหมวกไหมพรมมาด้วย ไม่งั้นน้ำค้างคงตกจนหัวเปียก ทรงผมที่เพิ่งตัดให้เลี่ยนเตียนมาเหมือนเด็กมัธยมคงไม่มีอะไรช่วยป้องกันน้ำค้างเอาไว้ได้ เสียงหยดน้ำจากยอดไม้ตกเปาะแปะที่ผ้าใบเต็นท์เหมือนเป็เสียงขับกล่อมให้หลับสนิททั้งคืนยังคงไหลเอื่อย หยดน้ำเกาะไปทั่วยอดหญ้าสีเขียวราวกับหยาดฝนเป็สิ่งที่ตอกย้ำถึงความหนาวในยามนี้ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่บรรยากาศในยามนี้ก็ไม่มืดมิด เป็สัญญาณว่าต้องรีบไปที่ผานารายณ์ได้แล้ว
“คุณต่อ เร้ว” ผมเร่งคนที่นอนอุตุ พยายามปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น สงสัยจะเพลียจากการเดินขึ้นเขาเมื่อวาน สองขาคงเปลี้ยไปแล้วแน่นอน
“อื้อ ม่ายอาว” ยังกะเด็กน้อย
“เร้ว ถ้าช้าจะไม่ได้เห็นวิวสวยๆนะ”
“ไม่ไป” พลิกตัวกลับไปนอนขดอีกละ ผมล่ะเซ็ง
“โห อุตส่าห์จะกอดแฟนดูพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย เสียดายจัง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเบา ก่อนแกล้งเดินห่างออกตามทางที่ลูกศรชี้ว่าไปผานารายณ์ ไม่นานเสียงวิ่งตุบๆไล่หลังมาอย่างกับวัวกระทิงไล่ขวิด ไม่ต้องเดานะครับว่าเสียงใคร
“พี่เอก รอด้วย”
“ไม่” ผมรีบจ้ำ ไม่อยากให้อีกคนได้ใจ
“คิดว่าจะหนีรอดเหรอ” แหม...ถ้าคิดจะหนีคงไม่แค่เดินหรอก คงวิ่งไปจนถึงยอดผาโน่นแล้วป่านนี้
“...”
“นี่แน่ะ” หืมมมมมมมมมมมมม....วิ่งมาถึงแล้วจับมือไว้ แถมรั้งให้ยืนนิ่งอีกต่างหาก “แฮ่กๆ แป๊บ วิ่งแล้วเหนื่อย”
“เห้อ นี่ยังไม่ 30 เลยนะ” ผมแซว แฟนหนุ่มที่ห่างกัน 5 ปี...แต่ทำไมตูเหมือนพ่อเลยวะ
“ก็ผมวิ่งมานี่ แถม...โอย หายใจลำบาก” เ้านายหนุ่มบ่น คงเพราะอากาศที่นี่ล่ะมั้ง ทำให้ต้องออกแรงหายใจหนักหน่วงกว่าเก่า
“ปล่อยมือก่อน ค่อยๆเดินไปด้วยกันก็ได้ พี่ไม่ได้หนีซะหน่อย”
“ไม่หนี แต่ออกมาก่อนโดยไม่รอแบบนี้น่ะเหรอ” ท่าทางจะไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆซะละ
“ก็เพราะใครล่ะครับ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น พอบอกว่าจะให้กอดเนี่ยรีบพุ่งมาเลยนะ” ผมมองสภาพแฟนหนุ่มที่ตอนนี้ปล่อยให้หัวฟูฟ่องไปหมด ยังดีที่ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงผ้าขาวยาวสีเทาแบบสมัยนิยมพอกันหนาวได้ แต่...ไอ้ที่ตุงๆน่ะ คืออะไร
“จ้องอะไรขนาดนั้นพี่เอก”
“ห๊ะ เอ่อ” จะตอบไงดีวะเนี่ย เผลอจ้องเป้าหมายจนเ้าตัวจับได้ซะละ จะไม่ให้มองได้ไง เพราะมันตุงเด่ขนาดนั้น พอนึกถึงของจริงที่พยายามยัดเข้ามาเมื่อคืนก็ยิ่งหน้าแดงไปอีก “ทะ ทำไมไม่ใส่กางเกงในมา”
“ก็ผมรีบอะ พี่เอกบอกว่าถ้าไม่มาด้วยจะไม่ให้กอด” อ้าว...โดนย้อน
“ไปใส่กางเกงในก่อนมั้ยอ่า” ถึงแม้คนไม่เยอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดคนไปเลยนะ
“ทำไม พี่เอกหวงเหรอ” น้ำเสียงล้อเลียนส่งมาถาม ผมรีบเบือนหน้าหนี
“เปล๊า แล้วแต่ ไม่เปลี่ยนก็ไปเลยละกัน” ผมสะบัดมือให้หลุดออกและเดินนำหน้าไปตามทางโดยมีจอมกวนประสาทตามมาไม่ห่าง เบื่อกับข้ออ้างและคำถามล้อเลียนมากๆ ณ จุดนี้ ... ปากบอกว่ารีบ แต่ดันไม่ลืมกล้องถ่ายรูป หมายความว่าไงฟระ!!
วันนี้เหมือนบรรยากาศจะไม่เป็ใจเท่าไหร่ เพราะอากาศหนาว หมอกลงหนาจัดแถมบดบังก้อนเมฆจนแทบไม่เห็นเส้นขอบฟ้า นักท่องเที่ยวคณะใหญ่มาทีหลังและจับจองหาที่นั่งไม่ใกล้ไม่ไกล ตรงนี้เรียกว่าผานารายณ์ อย่าถามที่มาที่ไปกับผมเลยนะครับ อันนี้ไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรเลย รู้แต่ว่ารูปทรงของชะง่อนผาเหมือนกบกำลังยืนนิ่ง ปลายปากยื่นออกไปยอดเหว น่ากลัวแต่วิวดันสวยมาก แสงแดดยังไม่มา สองหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ก็ได้แต่กอดอกตัวสั่นด้วยความหนาว ยิ่งคนหัวกระเซิงสวมกางเกงวอร์มบางๆไร้กางเกงในนี่สิ นอกจากจะไม่มีหมวกไหมพรมแล้ว เวลานั่งลงโขดหินเย็นเฉียบก็สะดุ้งตัวจนน่าขำ
“หัวเราะอะไรพี่เอก” หะ เห็นด้วยเรอะ
“เปล๊า”
“หึ เสียงสูง” คนตัวใหญ่มองซ้ายมองขวา หวังจะหาอะไรมารองนั่ง แต่ก็ไม่เป็ผล หยดน้ำเกาะหน้าผากไม่รู้ว่าเป็เหงื่อจากการเดินมาหรือเพราะน้ำค้างตกใส่กันแน่ คิ้วยาวหนาเรียงตัวสวยขับใบหน้าขาวๆโดดเด่น ดวงตาเล็กแต่เปี่ยมด้วยประกายของความหล่อเหลาสว่างจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่เผยตัวช้าๆหลังม่านหมอกเมฆ แสงสีส้มแดงฉาบทั่วอาณา บรรยากาศรายรอบไม่ได้อุ่นขึ้น หมอกหนายังไหลเอื่อยอย่างไม่รีบร้อนคล้ายจะโอบกอดหุบเขานี้ไว้ตลอดกาล
“พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว” ผมรีบเปลี่ยนเื่โดยการชี้ไปทางทิศตะวันออก แฟนหนุ่มจับจ้องแสงแรกอย่างไม่วางตาราวกับว่าไม่เคยััมันมาก่อน ริมฝีปากเ้ากรรมคลี่ยิ้มน้อยๆอย่างห้ามไม่ได้...บ้าจริง
“สวยจัง ขอบคุณนะครับพี่เอกที่พาผมมา” ถึงแม้หมอกจะหนาบดบังไปเสียเยอะ แต่ผมเชื่อครับว่าที่คุณต่อพูดนั้นมาจากใจจริงๆ
“พี่ก็ดีใจที่คุณต่อชอบ”
“บอกให้เรียกน้องต่อ” อ่าว...นึกว่าเื่นี้จบไปแล้วนะ ผมหน้ามุ่ยเพราะี้เีเถียง เลยดึงหมวกของตัวเองไปสวมปิดหน้าคนที่นั่งข้างๆจนหมด
“มองไม่เห็น” คุณต่อบ่นอู้อี้ ก่อนปรับหมวกให้พอดี “พี่เอกไม่หนาวเหรอครับ”
ผมส่ายหัว อาจเป็เพราะอยู่ข้างๆคุณต่อด้วยแหละมั้งเลยทำให้หน้าร้อนแปลกๆ “ไม่หนาวครับ คุณต่อใส่เถอะ”
แชะ
“อื้อ ถ่ายอะไรคุณต่อ”
“ก็ถ่ายรูปแฟนผมไง แฟนผมน่ารัก”
“โอย ถ่ายวิวไปเถอะครับ อย่ามาถ่ายพี่เลย สู้วิวสวยๆไม่ได้หรอก” ผมหลุบตามองไปเบื้องล่างแทน ลมหนาวกรูพัดยังไม่ทำให้หน้าหายร้อน นึกอยากะโลงไปข้างล่างให้รู้แล้วรู้รอดจะได้ไม่ต้องสบตาคนๆนี้
“มากับแฟน แต่ไม่ได้ถ่ายรูปแฟน จะมาทำไมล่ะครับ” ย้อนอีก
“พี่น่ะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่วิวแบบนี้อะ เราไม่ได้มาเห็นกันบ่อยๆนะ”
“รูปที่มีแต่วิวเขา หมอกขาว มันสวย แต่มันไม่สวยเท่ากับถ่ายคนที่เรารักหรอกครับ”
งื้ออออออออออออออออ..... “งั้น เอามานี่” ผมคว้ากล้องที่คล้องคอและถ่ายเขากลับ
“ไม่เอาพี่เอก ถ่ายทำไมเนี่ย” รายนี้ชอบถ่ายแต่ไม่ชอบโดนถ่ายครับ
“ก็...ถ้าไม่ได้ถ่ายแฟนเรา รูปมันก็ไม่สวยไง”
“...” หืมมมมมมมมมมมมมม เขินหน้าแดงเป็ด้วย คุณต่อเกาหัวแกรกๆ หน้าแดงก่ำนั้นมองมาอย่างมีความหมาย เราสบตากันเนิ่นนานอย่างไม่พูดอะไร ปล่อยให้แสงแดดยามเช้าทอถักทั่วท้องฟ้า
“ขอโทษนะครับ รบกวนถ่ายรูปหมู่ให้หน่อยได้ไหมครับ” เสียงจากหนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่หันมาขอความช่วยเหลือกับผมที่กำลังควงกล้องคุณต่ออยู่
“อะ เอ่อ ได้ครับ” ผมตอบและหันไปสบตาแฟนหนุ่ม “คุณต่อถ่ายให้เค้าหน่อยสิ คุณต่อถ่ายรูปสวยกว่าผม”
“ได้สิ” เ้านายหนุ่มยิ้มก่อนก้าวฉับไปที่คนร้องขอ แผ่นหลังกว้างนั้นดูบึกบึนยามที่ถ่ายรูปคนกลุ่มนั้น ผมมองอย่างชื่นใจ ... นี่กูหลงผู้ชายคนนี้หัวปักหัวปำเลยเหรอวะเนี่ย
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มหัวหน้าทัวร์พูด “ให้ผมถ่ายรูปคู่คุณสองคนไหม” เขาเสนอ
“มะ..”
“ยินดีครับ” แฟนผมชิงตอบตัดหน้า ก่อนจะก้าวขากลับมายืนข้างๆแถมยังโอบไหล่จนตัวติดกัน
“ขอโทษนะครับ พวกคุณเป็แฟนกันเหรอครับ” หืมมมมมมมม ถะ ถาม ทำไมวะ
“ใช่ครับ” ไอ้คุณต่อ ตอบเสร็จก็ยิ้มแป้นหน้าไม่อาย
“แอร๊ยยยย พวกแก ใช่จริงด้วย” หญิงสาวในกลุ่มกรี๊ดกร๊าด เห็นเล็งๆมานึกว่าสนใจไอ้เอก โถ่...
“รักกันไปนานๆนะคะ สาววายอย่างพวกเราหนับหนุน”
“หะ”
“ครับ” ยิ้มทำไมฟระ โอยยยยยยยยยย ไอ้เอกปวดหัว
“พี่ๆชิดๆกันหน่อยสิคะ กรี๊ดๆ” โอย ไอ้คุณต่อ ทำไมต้องทำตามสาวๆด้วยฟระ
“น่ารักอะแก”
“อื้อๆ คนนึงก็หล่อขาวตี๋ อีกคนก็เข้มๆ ฟินง่ะ”
“อยากถ่ายรูปคู่ด้วยจัง”
“ไม่เอาสิแก ถ้าเค้าไม่เปิดเผยล่ะ”
“หืมมมม นั่นสิ แต่แอบเสียดายนะ หล่อทั้งคู่เลย” สาวๆกลุ่มเดิมพูดถึงพวกเราตอนเดินลงจากโขดหินไปตามทางกลับลานกางเต็ฯท์ พอได้ยินคำว่าหล่อ กระผมก็ยิ้มย่องสิครับ ให้รู้ซะบ้างว่าเบ้าหน้าเราดี แต่ขอเถอะ คุยกันเบาหน๊อยยยย ผมเขินนนนนนนนนน
ตึ๊ง...ห๊ะ เสียงมือถือ ผมนึกว่าไม่มีสัญญาณนะเนี่ยบนนี้
ผมหยิบมือถือเครื่องหรูที่คุณต่อให้ในตอนแรกที่เข้ามาทำงาน ได้เขานี่แหละสอนผมใช้โปรแกรมไลน์ ดาวโหลดเฟสบุ๊ค อินสตาแกรมเอาไว้ แถมยังแอบแชร์โลเคชั่นบนมือถือผมไว้ที่เครื่องตัวเองอีก...คิดแล้วเจ็บใจไม่หายที่โดนตามไปเจอตอนไปหาน้องๆ
“คุณต่อ อะไรเนี่ยยยยยยยยยย” ผมโวยวายเมื่อเปิดรูปใน Facebook ขึ้นมา ด้านหลังเป็วิวหมอกหนา พวกเรายืนทำมุมเฉียงให้หน้ารับแสงอาทิตย์ เพราะถ้าหันหลังให้ รูปจะออกมามืดเพราะเป็การถ่ายย้อนแสง ในรูปคือผมมองออกไปที่วิวด้านนอกเพราะกำลังเขินที่โดนสาวๆแซว แต่ไอ้คนตัวสูงที่ยืนกอดคอผมอยู่นั้นสิ จ้องหน้าอย่างหวานซึ้ง...
แค่รูปน่ะ ธรรมดา แต่แคปชั่นน่ะสิ...
‘ไม่อยากเป็คนรักพี่เอกข้างเดียว แต่อยากเป็คนรักเดียวข้างๆคุณ’ เสี่ยวชิบ แถมไม่ได้ซาบซึ้งกินใจอะไรเล้ยยยยยยยยย
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง...อ้าวเห้ย เสียงเตือนดังรัวๆเลยวะ
วี๊ดวิ้วววว หวานจัง คอมเม้นต์จากคุณพัน
พี่กูขายออกแล้วโว้ย ไอ้โท น้องชายตัวแสบ
พี่เอกแม่งเจ๋งว่ะ ไอ้หนึ่ง หลานชายตัวแสบไม่แพ้น้องชายผม
เยี่ยม เดี๋ยวๆๆๆ พี่สาวคุณต่อก็เอาด้วยเหรอวะ
Congrats!!! คุณตงมาสั้นๆ
เปิดตัวแรงเลยเหรอวะ คุณกร...โอยยยยยยยยยย จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนวะกู
และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมยอดไลค์ 300 ภายในเวลาไม่กี่นาที
ซีด....
“คุณต่อ” ผมะโอย่างร้อนหน้า “ลบเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ลบ ลบทำไมล่ะ”
“ผมอายนี่ครับ เอามือถือมานี่” ส่งรูปจากกล้องไปที่มือถือไวปานนี้ แถมลงรูปไม่ปรึกษากันซักคำ น่าเตะจัง
“อายทำไมพี่เอก”
“โว้ยยยยยยยยยย เอามานี่” มือไล่คว้า แต่เขาไวกว่า รีบพุ่งลงจากเนินหินลงไปข้างล่าง
“ไม่ให้”
“คุณต่อ โวะ ...” ผมวิ่งกวด แต่ไม่ทันเขาหรอกครับ ขายาวกว่า แถมยังหนุ่มกว่าอีก ไล่ไปก็ไม่ทันหรอก เหนื่อยเสียเปล่าๆ สู้เดินเงียบๆดีกว่า
หมับ... หืม... แขนหนักๆทาบลงที่ไหล่ คงเพราะเดินมองพื้นหญ้าเพลินจนไม่ทันสังเกตว่าใครบางคนวิ่งกลับมา
“พี่เอกรู้ตัวมั้ยว่าพี่เอกน่ารักที่สุดเลย” มาไม้ไหน
“หะ...”
จุ๊บ .... เร็วปานสายฟ้า ริมฝีปากเย็นๆก็แตะที่แก้มสากๆของผม เห้ย...มาขโมยหอมแก้มกันง่ายๆแบบนี้ได้เหรอวะ โอยยย ร้อนหน้าไปหมดแล้ววววว